ตอนที่ 12 ส่วนที่ขาดหาย
ท่ามกลางป่าไผ่อันเงียบสงบ เนี่ยฟงนั่งขัดสมาธิเพื่อรวบรวมลมปราณ นิ่งสงบสยบการเคลื่อนไหว ราวกับสายน้ำที่ไหลนิ่ง พลังจากธรรมชาติและลมปราณประสานเป็นหนึ่ง พลังฟ้าดินต่างเคลื่อนไปตามเส้นลมปราณอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าพลังฟ้าดินราวกับเป็นเลือดเนื้อของเขา เนี่ยฟงไม่มีทางรู้เลยว่า การจะฝึกมาถึงขั้นนี้ ต่อให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ก็ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปี หรือต่อให้เป็นอัจฉริยะจากตระกูลไหน ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปี ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถซึมซับพลังลมปราณจากธรรมชาติได้ ภายในแกนกลางชีพจรลมปราณของเนี่ยฟง ปรากฏดอกของหญ้าทลายฟ้าที่บานสะพรั่งอยู่หนึ่งดอก และในขณะเดียวกันก็ปรากฏอีกหนึ่งดอกที่ยังไม่เบ่งบาน ความรวดเร็วในการซึมซับพลังของเนี่ยฟงนั้นเร็วกว่าของผู้อื่นถึงเท่าตัว หรืออาจเป็นเพราะเส้นลมปราณที่ใหญ่ถึงเท่าตัวเนี่ยฟงพลันเปิดดวงตาที่หลับใหล ก่อนจะดีดตัวตีลังกากลับหลัง ลูงสู่พื้นอย่างนิ่มนวล ตลอดเวลาการเดินทางของเนี่ยฟงนั้น เขาทดสอบพลังลมปราณอย่างต่อเนื่อง กับไม้ไผ่ที่ยื่นออกมาตามริมทาง และบางครั้งก็มีสัตว์อสูรโผล่มาเป็นคู่ต่อสู้ให้ จนเขาสามารถควบคุมพลังลมปราณได้ดังใจนึก เมื่อเขารู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรง ก็จะนั่งสมาธิเพื่อรวบรวมพลังลมปราณ ซึ่งกว่าเขาจะชำนาญก็ใช้เวลาไปหลายชั่วยาม จนป่านนี้เขายังเดินทางไปไม่ถึงครึ่งของป่าไผ่ ที่ทอดยาวสุดหูสุดตา เนี่ยฟงเลิกการฝึกลมปราณ และมุ่งมั่นที่จะเดินทางให้พ้นจากป่าไผ่ หลังจากมุ่งมั่นกับการเดินทางมาครึ่งชั่วยาม ทันใดนั้นในขณะที่กำลังพุ่งทะยานด้วยความงรวดเร็ว หูทั้งสองข้างของเนี่ยฟงก็ได้ยินเสียงบางอย่าง ทำให้เขาต้องหยุดเดินทางแล้วตั้งใจฟังเสียง “ซู่~ซู่!!” “แม่น้ำ!!” เมื่อรู้ว่าคือเสียงของน้ำที่ไหลผ่าน เนี่ยฟงรีบพุ่งทะยานไปด้วยความรวดเร็ว ไม่นานก็พบกับธารน้ำใสที่ไหลอย่างต่อเนื่อง เนี่ยฟงไม่รอช้ารีบเข้าไปตักน้ำดื่มกินทันทีด้วยความกระหาย และในขณะที่เนี่ยฟงยกน้ำขึ้นดื่มนั่นเอง ดวงตาของเขาก็ไปพบกับถ้ำที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งปากทางเข้าถ้ำนั่นก็ใหญ่พอสมควร ราวกับว่าเป็นฝีมือมนุษย์ที่เป็นคนขุดสร้างมันขึ้นมา เนี่ยฟงเข้าไปสำรวจด้วยความระมัดระวัง ในมือข้างหนึ่งถือแก่นอสูรไว้เพื่อใช้เป็นแสงสว่างนำทาง ส่วนอีกข้างหนึ่งนั้นกำหมัดแน่น เพื่อป้องกันอันตรายที่ไม่คาดฝันเนี่ยฟงใช้เวลาไม่นานก็เดินมาถึงที่ปลายถ้ำ ด้วยแสงสว่างที่ไม่พอของแก่นอสูร เขาจึงไม่สามารถมองภายในถ้ำได้อย่างชัดเจน ก่อนที่เนี่ยฟงจะไปเตะเข้ากับกองไม้กองหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ เนี่ยฟงจึงเริ่มก่อกองไฟทันที โดยใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาในอดีตชาติในการจุดไฟ นั่นก็คือวิชาลูกเสือนั้นเอง ไม่นานไฟก็ติดส่องแสงสว่างไปทั่วถ้ำ ทันใดนั้นดวงตาของเนี่ยฟงก็เบิกกว้างเท่าไข่ห่าน ก่อนจะทรุดนั่งไปกับพื้น พร้อมกับคืบคลานถอยหลังอย่างรวดเร็ว ตื่นตะลึงตกใจกับภาพเบื้องหน้า จนปรากฏเม็ดเหงื่อหลั่งเย็นที่หลั่งรินไปทั่วใบหน้า“นั้นใคร!! เป็นคนหรือเป็นผี? รีบบอกมาเดี๋ยวนี้! ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน” เบื้องหน้าของเนี่ยฟง ปรากฏร่างของคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้น ผมขาวยาวรุงรังละไปกับพื้น ปกปิดใบหน้าจนไม่มองไม่เห็น เสื้อผ้าที่สวมใส่เปรอะเปื้อน ไม่แน่ใจว่าถูกน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อไร ทุกอย่างยังคงเงียบสงบ ไม่มีการต่อรับจากร่างของคนผู้นั้น เนี่ยฟงกลืนน้ำลายเสียงดังสนั่น ก่อนจะหยิบเศษไม้ที่ยาวเกือบสามศอก ไปเขี่ยร่างของบุคคลปริศนาทันทีทันใดนั้นร่างของบุคคลปริศนา ก็หงายท้องไปด้านหลังทันที ผมขาวที่รกรุกรังเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้า ทำให้เนี่ยฟงกระโดถอยหลังออกมาด้วยความรวดเร็วดุจแสง ดวงตาทั้งสองข้างแถบถลนออกนอกเบ้าตา ณ เวลานี้ไม่เพียงแต่เหงื่อที่ปรากฏที่ใบหน้าเท่านั้น แต่ตอนนี้มันปรากฏไปทั่วทั้งเรือนร่าง เพราะภาพที่อยู่เบื้องหน้าเขานั้น คือซากคนตายที่เหลือเพียงโครงกระดูก กะโหลกที่โผล่ออกมาให้เนี่ยฟงเห็นเป็นข้อยืนยันได้อย่างดี ทันใดนั้นโครงกระดูกก็แหลกละเอียดกลายเป็นผง กองลงสู่พื้น ราวกับว่ามันตั้งอยู่อย่างนี้มาเป็นเวลาหลายปี เนี่ยฟงมองสำรวจรอบตัว ก่อนจะคุกเข่าลงที่เบื้องหน้าของกระดูกที่ป่นปี้ราวกับเม็ดทราย พร้อมกับก้มกราบขอขมาถึงสามครั้ง เพื่อเป็นการขอโทษแล้วให้ความเคารพแก่ผู้ตาย“ข้าขอโทษจริงๆ ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใด ข้าเพียงผ่านมาเท่านั้น เอาไว้ข้าจะไปทำหลุมศพให้แก่ท่าน เพื่อขอขมาขอให้ท่าน” ในขณะที่กำลังกราบขอขมาลาโทษอยู่นั้นเอง ก็ปรากฏเสียงที่ดังสนั่น “ปัง!!!” ทางเข้าถ้ำถูกปิดด้วยหินก้อนใหญ่ พร้อมกับแสงจากดวงตะวันที่ปรากฏขึ้นที่ด้านบนของถ้ำ อาจเป็นไปได้ที่จะมีกลไกบางอย่าง ที่ทำให้หินที่ยอดถ้ำตกลงมาปิดประตูทางเข้า เนี่ยฟงพุ่งทะยานด้วยความรวดเร็วด้วยความตกใจ พร้อมกับรวบรวมพลังลมปราณไว้ที่หมัด ก่อนจะปะทะกับก้อนหินที่ปิดประตู “ปัง!!!” เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว ก้อนหินยังคงแน่นิ่งอยู่กับที่ เนี่ยฟงรวมพลังที่มือทั้งสองข้างพร้อมกับออกแรงดันก้อนหินจนสุดแรง “ไม่ไหว!! หินใหญ่เกินไป หรือต้องปีนขึ้นไปด้านบน สูงขนาดนั้นใครจะปีนขึ้นไปได้ ปั๊ดโธ่เอ๊ย!! ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ได้ตั้งใจ ถ้าเช่นนั้นข้าจะขุดหลุมฝังศพให้แก่ท่านในถ้ำนี้เลยแล้วกัน หวังว่าดวงวิญญาณของท่านจะเห็นถึงความตั้งใจของข้า แล้วปลดปล่อยให้ข้าเป็นอิสระ” เนี่ยฟงลงมือขุดหลุมทันที ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างหอบกระดูกที่เป็นผุยผงใส่ลงไปในหลุม ทันทีที่จะหยิบเสื้อของบุคคลปริศนาลงไปในหลุม ทันใดนั้นก็ปรากฏห่อผ้าร่วงหล่นมา ด้วยความสงสัยของเขาจึงหยิบขึ้นมาเปิดดู ปรากฏซองจดหมายและตำราอีกสองเล่ม ที่หน้าตำรามีเล่มหนึ่งเขียนว่า “ท่าเท้าวายุ” ส่วนอีกเล่มเป็นเพียงตำราที่ขาดครึ่ง เนี่ยฟงวางตำราทั้งสองเล่มไว้ข้างตัว ก่อนจะเปิดซองจดหมายเพื่ออ่านข้อความที่ด้านใน อาจจะมีข้อมูลเพื่อให้หนีรอดจากถ้ำที่ปิดตายได้“ข้ามีนามว่าถังต้าเหลียน เป็นเพียงหมอธรรมดา ผู้มีดรรชนีเอกเบิกตะวัน การเปิดจุดชีพจรสำหรับถือว่าง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ ไม่เพียงแค่นั้นข้าเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วสารทิศ รักษาโรคภัยไข้เจ็บสารพัดที่คนผู้อื่นไม่สามารถรักษาได้ จนโด่งดังเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว และได้รับการขนานนามว่าหมอเทวดา ข้าโลดแล่นในยุทธภพมานานนับทศวรรษ ด้วยระดับลมปราณราชันย์ขั้นปลายของข้าไหนเลยจะเป็นไม่ได้ จนได้มาพบกับต้นอ่อนของหญ้ากำเนิดชีพจรฟ้าถึงสองต้น เพียงแค่กินมันเส้นลมปราณจะขยายใหญ่กว่าผู้อื่นถึงหนึ่งเท่า ทำให้การฝึกยุทธ์หรือฝึกลมปราณจะเร็วกว่าผู้ถึงเท่าตัว แต่การจะกินมันได้นั้นผู้กินจำเป็นต้องทำลายจุดชีพจรเดิมก่อน ข้าถูกความโลภมันกัดกินจิตใต้สำนึกของข้าจนหมดสิ้น ด้วยลมปราณราชันย์ของข้าไม่สามารถก้าวข้ามไปยังขั้นจักรพรรดิได้ ข้าจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่กินมัน ด้วยความรู้ในการเดินลมปราณของข้า ไม่ถึงสิบปีย่อมต้องมาถึงในระดับเท่าเดิม แล้วอาจจะข้ามไปยังขั้นต่อไปได้โดยง่าย ข้าจึงตัดสินใจทำลายชีพจรตัวเองแล้วกินมันทันที แต่ด้วยความรู้ที่ต่ำต้อยของข้า พร้อมกับความรู้จักหญ้ากำเนิดชีพจรฟ้าดีพอ ข้าจึงได้ทำสิ่งที่โง่งมที่สุดชีวิต ไม่เพียงแต่ไม่ได้เส้นชีพจรชุดใหม่ ข้ายังต้องเสียพลังลมปราณทั้งหมด ข้าจึงเข้าใจว่าต้องรอให้มันเติบโตเต็มที่ จะโทษข้าได้อย่างไรในเมื่อมันไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ในตำราก็บอกเพียงแค่นั้น ข้าถูกความโลภกัดกินจนหน้ามืดตาบอด ถึงมีจุดจบเฉกเช่นนี้ ด้วยความหวังเพียงอย่างเดียวของข้า คือการรอหญ้าชีพจรฟ้าเติบโตเต็มที่ โดยไม่รู้ว่ามันจะบานเมื่อไร จนผ่านไปถึงหนึ่งร้อยปีมันก็ยังไม่เติบโตเต็มที่ ข้าเริ่มรู้ว่ารอต่อไปอีกไม่ไหว จึงได้เขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา พร้อมกับมอบตำราแพทย์และเคล็ดวิชาท่าเท้าวายุ เพื่อเป็นรางวัลแก่ผู้ที่มาพบศพของข้าและช่วยฝังกลบให้ เสียดายที่ตำราแพทย์ของข้าขาดไปครึ่งหนึ่ง ในระหว่างการต่อสู้กับอสรพิษเจ็ดสีและพยัคฆ์ขาว แม้พวกมันจะมีเพียงแค่ลมปราณขั้นเริ่มต้น ตัวข้าที่ไร้ซึ่งลมปราณก็หนีแทบไม่เอาตัวไม่รอด ช่างน่าละอายจริงๆ หากค้นหามันอีกครึ่งหนึ่งได้ ความรู้ทางการแพทย์ทั้งหมดของข้า ทั้งการฝังเข็มและการปรุงยา รวมถึงการปลอมแปลงโฉม จะถูกถ่ายทอดไปแก่ผู้ที่รวบรวมมันได้ และสุดท้ายนี้ข้าได้ทำกลไกบางอย่างทำให้ประตูถ้ำถูกปิดตาย การจะหนีรอดไปได้คือการฝึกท่าเท้าวายุให้สำเร็จเท่านั้น อย่างน้อยหนึ่งขั้นถึงจะปีนไปสู่ยอดถ้ำได้ หากผู้ค้นพบไร้วาสนาฝึกฝนก็จงนอนตายเป็นเพื่อนข้า” เนี่ยฟงปรากฏร่องรอยความสงสัยบนใบหน้า หญ้าที่เนี่ยฟงพบไม่ใช่หญ้าทลายฟ้าอย่างนั้นหรือ และเนื้อความในจดหมายยังอวดอ้างจนน่าหมั่นไส้ ด้วยระดับลมปราณราชันย์ การมีชีวิตนานนับทศวรรษไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อแต่อย่างใด แต่มีหรือที่จะยอมทำลายชีพจรตัวเองเพื่อเส้นชีพจรชุดใหม่ เพียงแค่ลมปราณราชันย์ ก็สามารถเขย่าขวัญผู้คนได้ทั้งโลกแล้ว เหตุใดถึงต้องยอมทำลายมันเพื่อก้าวข้ามไปสู่ขั้นต่อไป แล้วยังเรื่องของอสรพิษเจ็ดสีและพยัคฆ์ขาวที่เนี่ยฟงสังหารไป ไม่ใช่ว่าพวกมันมีอายุถึงพันปีแล้วหรือเนี่ยฟงหยุดความคิดต่างๆ ที่สับสน ก่อนจะหยิบตำราที่ขาดครึ่งมาเปิดดู ซึ่งในตำรานั้นก็กล่าวถึงต้นหญ้ากำเนิดชีพจรฟ้า ซึ่งมันมีทุกอย่างที่เหมือนกับหญ้าทลายฟ้า รวมถึงพิษของมันที่มีสรรพคุณไม่ต่างจากหญ้าทลายฟ้าแม้แต่น้อย ต่างแค่เพียงมันให้กำเนิดเส้นชีพจรชุดใหม่ และยังมีจุดชีพจรที่แตกต่างจากที่อื่นอีกเก้าจุด หากมองดูดีๆ มันคือจุดที่ดอกไม้กำลังเบ่งบาน ซึ่งยังมีความลับอีกหลายอย่างที่ยังไม่ถูกค้นพบ เนี่ยฟงอ่านตำราแพทย์อย่างตั้งใจ จนในที่สุดก็มาถึงหน้าสุดท้ายของมัน ทันใดนั้นดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกโพลงกว้าง เนี่ยฟงรีบหยิบตำราแพทย์ของตนออกมาทันที “ใช่จริงๆ ด้วย!! มันคือส่วนที่ขาดหายไปของตำรา ท่านปู่ได้มันอย่างไรกัน” เนื้อความในตำราปะติดปะต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทันใดนั้นตำราทั้งสองส่วนก็เกิดประกายแสงส่องสว่างไปทั่วถ้ำ ก่อนจะลอยขึ้นแล้วรวมกันเป็นหนึ่ง ตัวอักษรจากตำราพุ่งทะยานออกมาไม่ขาดสาย ก่อนจะพุ่งเข้าไปที่หน้าผากของเนี่ยฟงอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเนี่ยฟงเบิกกว้าง ความรู้เรื่องการแพทย์ การปรุงยา การฝังเข็ม รวมทั้งการปลอมแปลงรูปโฉม หลั่งไหลเข้ามาในโสตประสาทไม่ขาดสาย ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจตัวหนังสือทั้งหมดก็หายไปจนหมดสิ้น พร้อมกับตำราการแพทย์ที่แหลกสลายกลายเป็นผุยผง เนี่ยฟงทรุดเข่านั่งกับพื้นบีบขมับแน่น ราวกับว่าสมองของเขาจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในไม่ช้า พร้อมกับลมหายใจที่หนักหน่วง ก่อนจะพูดพึมพำออกมาเบาๆ “เนื้อความในจดหมายทั้งหมด...มันเป็นเรื่องจริงยังงั้นรึ!”