ตอนที่ 15 งานวิจัยกับการได้เจอคนที่ปกติสักที
...
...
...หลังจากที่ได้รูปวาดมาฉันก็นั่งเหม่อลอยคิดเื่ต่างๆอยู่สักพัก พอรู้สึกตัวอีกทีพี่ลายเมฆแกก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ในยามนี้ดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงขึ้นมาจากผืนดินทางทิศตะวันออกแล้ว น่าเสียดายที่ที่นี่แม้จะไม่มีตึกสูงอยู่มากมายแต่อย่างไรก็ตามที่นี่ก็ยังถือว่าอยู่ในตัวเมืองมีสิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่โตอยู่มากเช่นกันที่คอยบดบังวิสัยทัศน์ของแสงแดดยามเช้าที่โผล่ผ่านเส้นขอบฟ้า
สรุปแล้วเติมก็ดูเหมือนจะไม่ตื่นมาแล้วในวันนี้และฉันก็ไม่ได้วิ่งเลยแม้แต่เมตรเดียวส่วนนายแว่น....ก็อย่างที่คิดหมอนั่นวิ่งไปได้ประมาณ 40 เมตรแล้วตอนนี้ก็นอนหมดสภาพอยู่ข้างทางเรียบร้อยแล้ว
พอมาคิดถึงจุดประสงค์ที่ตัวเองจะมาวิ่งแต่กลับได้รูปวาดเหมือนของหญิงสาวนางหนึ่งมาแทนฉันก็ทำได้แค่ยิ้มแห้งๆเพราะจะให้ฉันไปวิ่งตอนนี้ก็กระไรอยู่เพราะแดดเริ่มสาดแสงแล้วคงไม่เหมาะจะวิ่งเท่าใดนักผู้คนที่เคยมาออกกำลังกายกันตอนเช้าตรู่ก็เริ่มบางตาลงทุกที
ฉันอดไม่ได้ที่จะหันซ้ายแลขวาอีกทีพร้อมกับชะโงกหน้าไปมองไปมองไกลๆ ส่องดูใต้ม้านั่ง ดูในถังขยะเปียก-แห้งแล้วก็กลับมาส่องดูใต้ม้านั่งอีกครั้งเพื่อหาพี่ลายเมฆเหตุผลที่ฉันทำแบบนี้นะเหรอ..ก็เพราะตอนนี้พี่หมอกานลากนายแว่นที่แทบจะหมดสภาพเดินตรงกลับมาทางฉัน...ถ้าเกิดหมอสงสัยว่าฉันเขมือบพี่ลายเมฆไปแล้วแกคงไม่ผ่าท้องฉันดูใช่มั้ย..หน้าฉันไม่ได้ดูเหมือนหมาป่าซะหน่อย..ถ้าอึ่งอ่างก็ว่าไปอย่าง..แต่...ถ้าเกิดว่าแกสงสัยว่าอะไรอยู่ในท้องฉันล่ะ...ฉันควรจะยิ้มอย่างเขินๆแล้วตอบไปว่าไขมันค่ะ..ดีมั้ย...ฉันนึกไม่ออกจริงๆว่าคนประเภทไหนที่จะเข้ากับพี่ลายเมฆรวมถึงบังคับให้ออกมาวิ่งได้...
ตึก..ตึก...ตึก..
ในที่สุดเสียงฝีเท้าก็หยุดลงตรงหน้าฉันฉันพยายามจะหันหน้าไปทางอื่น พร้อมกับเงยหน้ามองฟ้าและผิวปากเพื่อทำตัวให้เนียนราวกับว่าฉันไม่รู้จักพี่หมอ..ก็ถูกแล้วนี่..ใช่มะ...ความจริงฉันก็ไม่รู้จักพี่แกซะหน่อย(เสียงสูง)
“เคี้ยว...พี่ลายเมฆ...แฮ่กๆ..ไปไหนแล้ว...แฮ่กๆ..”นายแว่นถามฉันด้วยสภาพที่น่าอนาถใจ และนั่นทำให้พี่หมอกานหันมามองฉันด้วยสายตาอยากรู้เช่นกัน
บอกตามตรง..เอ็งนี่มันไม่ดูสถานการณ์อะไรเลยนะนายแว่นไม่เห็นเหรอว่าฉันกำลังทำตีเนียนไม่รู้จักพวกเอ็งอยู่..ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฉันเอ็งต้องรับผิดชอบนะเว้ย
“ไม่รู้ค่ะ..หลังจากให้รูปนี่กับฉันแกก็ก็หายไปไหนก็ไม่รู้..จริงๆนะคะ..ฉันไม่ได้เผลอกินแกไปเลยนะคะ..T^T”
ฉันตอบพี่กานด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนและสำนึกเสียใจ
“ฮิฮิๆ น้องเป็คนแปลกๆแบบที่ตี๋บอกจริงๆด้วย..” พี่กานกล่าวพร้อมกับหัวเราะ
“ใช่...แฮ่ก...ใช่มั้ยล่ะ...ฮ่าๆ..แฮ่กๆ..”
“ไม่ไหวก็ไม่ต้องพูดก็ได้เฟ้ย..”..ฉันอดไม่ได้ที่ตะคอกใส่นายแว่นเล็กน้อย แต่ก็ดีแล้วล่ะที่พี่หมอแกดูเป็คนปกติดีทุกอย่างบอกตามตรงฉันอดหวั่นไม่ได้เพราะเมื่อฉันก้าวออกจากโลกเดิมครั้งแรกฉันก็เจอสาวน้อยแปลกๆคนหนึ่งที่ร้านไอศกรีมแถมยังเจอกับนายแว่นแล้วก็น้องน้ำสาวน้อยหลายบุคลิกอีกเท่านั้นยังพอ วันที่สองเมื่อฉันก้าวออกจากโลกเดิมฉันก็ได้เจอกับคนแปลกๆแบบสุดๆอย่างพี่ลายเมฆ...ทำให้ฉันสงสัยนิดนึงแล้วจริงๆว่าโลกนี้มันมีคนปกติรึเปล่า
“สวัสดีจ๊ะ พี่ชื่อกานดาเป็เพื่อนของเติมกับตี๋ตี๋เล่าเื่เล่าให้พี่ฟังหมดแล้วล่ะ” พี่หมอแนะนำตัว
“หนูชื่อเคี้ยวค่ะ นายแว่นน่าจะเล่าไป‘แฮ่กๆ’ไปด้วยพี่ก็ยังจับใจความได้ด้วยเหรอคะ??”
“ก็เข้าใจยากอยู่พอสมควรแต่ก็พอจับใจความได้อยู่...ว่าแต่พี่เค้าให้รูปอะไรมาเหรอ?”
“พี่แกบอกว่าถ้าสมมติฉันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองและสามารถทำได้จริงหน้าตาฉันควรจะออกมาประมาณนี้ค่ะ”ฉันพูดพร้อมกับส่งรูปให้พี่กาน
ในตอนนั้นพี่กานยกรูปขึ้นมาดูและนายแว่นก็ตะเกียกตะกายขึ้นจากพื้นเพื่อมาดูด้วยและดูเหมือนว่านายแว่นจะใเอามากๆกับลูกลักษณ์ใหม่ของฉันที่พี่ลายเมฆเขียนขึ้นมา
“ดูดีมากๆ..แฮ่กๆ.. เลยนะคับเนี่ย..แฮ่กๆ.”
“ดูดีมากเลยจริงๆด้วย” พี่หมอให้ความเห็น“แล้วพี่แกไม่ได้พูดอะไรก่อนจะไปเลยเหรอ??” พี่หมอถามฉันอีกคำถาม
เอาตรงๆนะทำไมถึงมาถามจากหนูล่ะคะ พี่ไม่ไลน์ไปถามพี่เค้าเองดูละ..แต่ถ้าพี่ลายเมฆแกโดนบังคับมาก็เป็ไปได้เหมือนกันที่พี่แกจะไม่ตอบไลน์
“พี่แกบอกว่าความจริงต้องถมดำอีกนิดนึงแต่แกี้เีก็เลยทำแค่นี้ค่ะ..ไม่ลองโทรหาหรือทักแชทไปดูล่ะคะ”
“พี่แกเป็พวกหลังเขาน่ะโทรไปก็ไม่ค่อยจะรับเท่าไหร่เพราะตัวไม่ติดกับโทรศัพท์ทักแชทยิ่งแล้วใหญ่เลยเป็อาทิตย์เลยกว่าจะเห็นพี่กว่าจะบังคับแกมาได้นะยากสุดๆเลยล่ะ แฮะๆ” พี่หมอตอบพร้อมกับหัวเราะแห้งๆ
“อ่อ ..พี่แกพูทำนองว่า ‘นี่คือสิ่งที่เธอจะได้เมื่อเธอสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองสำเร็จคราวนี้ก็ลองกลับไปคิดดูว่าเธอจะเสียอะไร’ ประมาณนี้ค่ะ มันเป็ปริศนาธรรมอะไรรึเปล่า”
ฉันพูดพร้อมกับทำตาโดยใช้นิ้วดันหางตาให้เชิดขึ้นและกล่าวด้วยสายตาไม่สนโลกแบบพี่ลายเมฆ
“อุ๊ฟฟุ..ฮ่าๆ ทำซะเหมือนเลย ก็ดูจากในรูปแทบจะเป็คนละคนกันเลยนี่นะ.. พอเปลี่ยนไปขนาดนี้โลกรอบตัวเราก็คงเปลี่ยนไปด้วยบางทีโลกใบใหม่นั่นอาจจะเป็โลกที่เราไม่ได้ชอบก็ได้มันอาจจะเป็ความสูญเสียก็ได้คิดว่าไงล่ะ?..”
“ก็คงต้องลองก่อน กินให้กลับมาอ้วนเหมือนเดิมคงไม่ยากขนาดนั้นมั้งคะ..”
“ฮ่าๆ ดีแล้ว...บางคนใช้ชีวิตทั้งชีวิตยึดติดกับอดีตที่รุ่งโรจน์ของตนบางคนใช้ชีวิตเพื่อตามหาอนาคตที่ตนมุ่งหวัง เราจะไม่ได้อะไรเลยหากเอาแต่ยึดติดกับอดีตหรือหวาดกลัวอนาคตที่ยังมาไม่ถึง..สู้ๆจ้า..”
“แล้วพี่คิดว่าหนูจะหน้าแบบนี้จริงๆเหรอคะ ถ้าหนูลดความอ้วนได้”
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ้า..พี่เป็จักษุแพทย์น้า..ไม่ใช่ศัลยแพทย์..”
“หา....คือนายแว่นบอกหนูว่าพี่ลายเมฆเป็โรคหัวใจแล้วพี่กานก็เป็หมอเ้าของไข้นิคะ??..”
“ใช่พี่แกเป็โรคหัวใจแต่ที่พี่เป็หมอเ้าของไข้คือเื่การทำเลสิกจ้า..แต่พี่แกยังจำเป็ต้องใช้สายตาทำงานอยู่ก็เลยมาปรึกษาว่าจะเอาไงดี.”พี่กานอธิบาย
“พี่ดูเป็คนปกติสุดๆเลยนะคะ..ทำไมถึงได้ชอบพี่ลายเมฆได้ล่ะคะ”ในที่สุดฉันก็อดถามไม่ได้ มันเป็คำถามที่คาใจฉันเหลือเกิน เราต้องเกาตรงที่คันใครสักคนเคยกล่าวเอาไว้
“แหม...เห็นอย่างนั้นแต่เขาก็ค่อนข้างเป็คนมีเสน่ห์ไม่ใช่เหรอ...ฮ่าๆๆที่จริงคือพี่เค้าค่อนข้างจะตรงเสปคพี่น่ะ พี่ชอบผู้ชายที่ฉลาดกว่า.. นิสัยดี..ไม่เ้าชู้..”
พี่กานสาธยายเสปคของเธอให้ฉันฟังพอได้ยินแบบนี้แล้วฉันก็เลยมานั่งคิดว่าเติมขาดตรงไหนไป ถึงได้โดดพี่แกเบรกั้แ่ยังไม่เริ่มนิสัยก็น่าจะผ่านเกณฑ์ เพราะจากที่ฉันเห็นเติมก็ไม่ได้นิสัยแย่อะไร
ไม่เ้าชู้ อันนี้ฉันไม่แน่ใจ..แต่จากที่เติมไม่ได้สนใจน้องน้ำหรือกระทั่งสาวน้อยแปลกๆที่ร้านไอศกรีมนั่นก็คงพอบอกได้ลางๆว่าหมอนี่ควรจะไม่เ้าชู้และน่าจะเลือกคบคนที่ตัวเองรู้จักดีพอ
ฉลาดกว่า...ฮืมม..อันนี้ฉันไม่รู้จริงๆว่าเติมฉลาดกว่าหรือเปล่าแต่ตอนนี้เติมเรียน ป.เอกในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันแบบนายแว่นก็ยังเรียน ป.โทอยู่ หมอนี่ก็น่าจะฉลาดพอตัวแต่
พอมาคิดถึงด้านพี่ลายเมฆบ้าง..ฉลาดกว่า..ก็คงจะฉลาดกว่าแหละก็พี่กานเป็คนพูดเองบวกกับพลังสายเนตรนั่นด้วยคงทำให้พี่แกดูพิเศษขึ้นมาทันที
ไม่เ้าชู้เราค่อนข้างจะมั่นใจในเื่นี้เพราะถ้าหากคิดกันตามตรรกะจากสิ่งต่างๆที่พี่แกเจอมาจนกระทั่งปลุกพลังเนตรให้ตื่นขึ้นได้พี่แกควรที่จะเป็คนที่เกลียดผู้หญิงด้วยซ้ำ เหมือนกับที่ฉันเกลียดผู้ชายที่มองฉันแย่ๆนั่นแหละและไอ้ความเกลียดของฉันเองก็เป็แบบเหมารวมด้วย..หากคบเป็เพื่อนคงพอไหวแต่จะให้คบเป็แฟนฉันคงทนไม่ได้จริงๆ นั่นอาจเป็เหตุผลที่ทำให้พี่กานยังจีบพี่ลายเมฆไม่ติดจนถึงทุกวันนี้
นิสัยดี? จริงดิ ความเ้าเล่ห์ของพี่แกทำให้ฉันจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆว่าแกลงประกวดชิงรางวัลนิสัยดีสาขาไหน
“นิสัยดีเหรอคะ...ที่ฉันเห็นคือพี่แกเพิ่งจะปั่นนายแว่นจนไปวิ่งหมดสภาพแบบที่เห็น..”ฉันบอกพี่หมอ
“ฮ่าๆ รู้มั้ย ว่าพี่เจอพี่ลายเมฆครั้งแรกได้ไง..มีชายคนหนึ่ง..ไปช่วยเด็กผู้หญิงตัวน้อยจากอุบัติเหตุจนไม้เสียบทะลุตัวเลยและที่สำคัญชายคนนั้นก็ยังทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วก็ปลอบโยนเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน แต่หลังจากแยกกับเด็กน้อยเขาเอาแต่พูดกับหมอว่าถ้าผ่าตัดเอาไม้ออกวางยาสลบให้เขาด้วยแม้ว่าเขาจะสลบเพราะพิษาแแล้วก็ตาม เพราะเขากลัวว่าจะตื่นขึ้นมาขณะที่หมอกำลังหั่นเขาอยู่น่ะ หลังจากได้รับการรักษาและพักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนนิดๆเขาก็หายเป็ปกติเหลือไว้แค่รอยแผลเป็บอกตามตรงถ้าหน้าตาดีกว่านี้นิดหน่อยคงต้องบอกว่าเขาเป็อย่างกะซุปเปอร์แมน...แต่เพราะหน้าตาไม่ดีพี่รู้สึกว่าชายคนนี้อึดอย่างกะแมลงสาบ..ในตอนนั้นพี่อยู่ในเหตุการณ์และเป็คนปฐมพยาบาลพี่แกเอง..” พี่หมอบรรยายพร้อมกับรอยยิ้มเมื่อเธอนึกถึงความทรงจำดีๆ
“โห...เพิ่งจะรู้เลยนะครับเนี่ยว่ามีเื่อะไรแบบนี้ แฮ่กๆ” นายแว่นเอ็งก็ยังไม่เลิกหอบซะทีนะ
“ที่พี่กานยังจีบพี่เขาไม่ติดเป็เพราะพี่ลายเมฆแกเกลียดผู้หญิงหรือเปล่าคะ??”
“เห...รู้ได้ไงเนี่ย??”
“พลังสายเนตรค่ะ...”
“พลังสายเนตร...อีกแล้วเหรอ??”ในที่สุดพี่กาญก็ลงเอยด้วยการทำหน้างงสุดขีด