ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ

    อาจารย์จำเป็น และศิษย์ผู้ตกตะลึง

            ความเงียบเหงา และบรรยากาศอันซึมเซาปกคลุมจวนแม่ทัพเฉินเหยาจินมาหลายวันแล้วนับตั้งแต่คุณหนูเฉินซูเหริน “แก้วตาดวงใจ” ของท่านแม่ทัพ เปลี่ยนจากเด็กร่าเริงแก่นแก้วกลายเป็นเด็กหญิงผู้เงียบขรึมและไร้รอยยิ้ม นางเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง หรือนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาเศร้าสร้อย ไม่ยอมพูดคุยหรือเล่นสนุกกับผู้ใด แม้แต่ขนมของโปรดที่ถูกนำมาประเคนให้ถึงที่ นางก็เพียงแต่ปรายตามองอย่างไม่แยแส

    ท่านแม่ทัพเฉินเหยาจินเฝ้าสังเกตอาการของหลานสาวด้วยความหนักใจยิ่งนัก หัวใจของผู้เป็นปู่เจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นแววตาอันว่างเปล่าและไร้ชีวิตชีวาของนาง เขาทราบดีว่าสาเหตุนั้นย่อมมาจากการต้องพลัดพรากจาก “จ้าวน้อย” สหายคนใหม่ที่นางเพิ่งจะผูกพันด้วยอย่างรวดเร็ว

    เย็นวันหนึ่ง หลังจากที่เห็นหลานสาวเขี่ยข้าวในถ้วยไปมาโดยแทบไม่ได้แตะต้องเลยตลอดมื้อเย็น ท่านแม่ทัพจึงตัดสินใจว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เขาเดินตามนางไปยังห้องพักส่วนตัวของนางเงียบๆ

    “ซูเหรินเอ๋ย” เขากล่าวเรียกเสียงอ่อนโยน เมื่อเห็นนางนั่งกอดเข่าอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปนอกความมืดอย่างไร้จุดหมาย เฉินซูเหรินสะดุ้งเล็กน้อย หันกลับมามองท่านปู่ด้วยแววตาที่ยังคงเศร้าซึม “ท่านปู่...”

    “ปู่รู้ว่าเจ้ากำลังเสียใจ” ท่านแม่ทัพนั่งลงข้างๆ นาง ลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ “เสียใจที่ไม่ได้เล่นกับ... สหายของเจ้าใช่หรือไม่?” ดรุณีน้อยพยักหน้าช้าๆ ไม่ยอมสบตาท่านปู่ หยาดน้ำตาใสๆ เริ่มเอ่อคลอขึ้นมาที่ขอบตา

    “เฮ้อ...” ท่านแม่ทัพถอนหายใจยาว “ปู่เข้าใจ... การต้องจากเพื่อนเล่นย่อมเป็นเรื่องน่าเสียใจ แต่บางครั้ง เรื่องบางเรื่องก็มีความจำเป็นที่เราไม่อาจอธิบายให้เจ้าเข้าใจได้ทั้งหมดในตอนนี้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามปลอบประโลม 

    “เอาเป็นว่า... ปู่สัญญาว่าจะหาทางทำให้เจ้ากลับมามีความสุขอีกครั้งนะ อย่าได้เศร้าเสียใจไปนานนักเลย สภาพของเจ้าตอนนี้ทำให้ปู่ไม่สบายใจไปด้วยรู้หรือไม่?”

    เขากล่าวต่อไปอีกหลายคำ พยายามชักชวนให้นางลืมความทุกข์ อาจจะเสนอของเล่นใหม่ๆ หรือสัญญาว่าจะพาไปเที่ยวชมสวนดอกไม้ที่งดงามกว่าเดิม เฉินซูเหรินนั่งฟังเงียบๆ บางครั้งก็พยักหน้ารับรู้ แต่แววตาเศร้าสร้อยนั้นก็ยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว การสนทนาจบลงด้วยการที่ท่านแม่ทัพกอดปลอบหลานสาวเบาๆ แล้วจึงจากไป ปล่อยให้นางอยู่กับความคิดของตนเอง ท่าทางของท่านแม่ทัพดูเหมือนจะทำได้เพียงปลอบใจตามประสาผู้ใหญ่ที่เห็นเด็กเสียใจเท่านั้น

    เหล่าบ่าวรับใช้ที่เฝ้ารออยู่ด้านนอก เห็นท่านแม่ทัพเดินออกมาด้วยสีหน้าที่ยังคงกังวล ก็ได้แต่ถอนหายใจ คิดว่าคุณหนูคงจะยังไม่หายเศร้าในเร็ววันนี้เป็นแน่

    แต่แล้ว... เช้าวันรุ่งขึ้น!

    ราวกับมีเวทมนตร์! หรือคำปลอบโยนของท่านปู่จะบังเกิดผลอย่างน่าอัศจรรย์! คุณหนูเฉินซูเหรินที่เคยเซื่องซึมและไร้รอยยิ้มตลอดหลายวันที่ผ่านมา บัดนี้กลับปรากฏกายขึ้นด้วยท่าทีที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง!

    นางตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ใบหน้าเล็กๆ นั้นมีรอยยิ้มกว้างประดับอยู่ ดวงตากลมโตทอประกายสดใสเจิดจ้าดุจเดิม นางวิ่งเล่นไปทั่วเรือน ส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน สั่งให้สาวใช้จัดเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่นางโปรดปราน และร้องขอขนมหวานที่เคยปฏิเสธไปเมื่อวันก่อนด้วยท่าทีกระตือรือร้น!

    ความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนี้สร้างความประหลาดใจระคนยินดีให้แก่ทุกคนในจวน เหล่าสาวใช้และบ่าวรับใช้ต่างมองหน้ากัน ยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก 

    “คุณหนูหายเศร้าแล้ว!” 

    “ดูสิ กลับมาร่าเริงเหมือนเดิมแล้วจริงๆ ด้วย!” 

    “ท่านแม่ทัพช่างเข้าอกเข้าใจคุณหนูนัก เมื่อคืนคงจะปลอบโยนและตามใจจนคุณหนูอารมณ์ดีขึ้นได้” 

    ทุกคนต่างลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การเอาอกเอาใจของท่านปู่ผู้รักหลานสาวสุดหัวใจ คือสาเหตุที่ทำให้คุณหนูคนเล็กกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง

    ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า... เบื้องหลังรอยยิ้มอันสดใสและท่าทีร่าเริงที่กลับคืนมานั้น แท้จริงแล้วเกิดจาก “คำสัญญา” ลับๆ ที่ท่านปู่ได้มอบให้แก่นางเมื่อคืนวานต่างหาก

    …..

    หลายวันผ่านพ้นไปนับตั้งแต่จ้าวมู่เฉินและผู้ติดตามย้ายเข้ามาพำนักในเขตค่ายทหารลับของแม่ทัพเฉินเหยาจิน ชีวิตภายในค่ายนั้นแตกต่างจากเรือนพักท้ายจวนอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างดำเนินไปภายใต้ระเบียบวินัยอันเคร่งครัด เสียงฝึกซ้อมรบ เสียงแตรสัญญาณ และเสียงฝีเท้าของเหล่าทหารที่เดินลาดตระเวนอย่างแข็งขันดังอยู่เป็นระยะ สร้างบรรยากาศที่ทั้งน่าเกรงขามและอึดอัดในเวลาเดียวกันสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นชิน

    จ้าวมู่เฉินในสภาพจิตใจของเด็กน้อย แม้จะได้รับการดูแลอย่างดีจากถิงถิงและเหล่าหยวนในเรือนพักพิเศษที่ท่านแม่ทัพจัดหาให้ แต่เขาก็ยังรู้สึก สับสน เหงา และคิดถึง “พี่ใหญ่เฉิน” สหายเพียงคนเดียวของเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ลานกว้างใต้ต้นแปะก๊วยที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บัดนี้เหลือเพียงความทรงจำอันเลือนราง เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ และเหตุใดพี่ใหญ่เฉินจึงไม่มาหาเขาอีกเลย

    เช้าวันหนึ่ง ณ ลานฝึกยุทธขนาดเล็กที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษในมุมหนึ่งของค่าย ซึ่งค่อนข้างจะเป็นส่วนตัว และห่างไกลจากบริเวณฝึกซ้อมหลักของเหล่าทหาร เหล่าหยวนได้พาจ้าวมู่เฉินมายังที่แห่งนี้ตามคำสั่งของท่านแม่ทัพ 

    “คุณชาย วันนี้ท่านแม่ทัพให้ท่านเริ่มเรียนรู้วิชาป้องกันตัวแล้วนะขอรับ” เหล่าหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “จะมีอาจารย์มาสอนท่านที่นี่”

    จ้าวมู่เฉินมองไปรอบๆ ลานฝึกที่ดูว่างเปล่าด้วยแววตา ประหม่าและไม่มั่นใจนัก “อาจารย์หรือขอรับ?” เขาพึมพำ “จะเหมือน... เหมือนพี่ใหญ่เฉินหรือไม่?” ความคิดถึงพี่สาวคนเก่งผุดขึ้นมาในใจทันที

    เหล่าหยวนเพียงแค่ยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบคำถามนั้น “รอสักครู่นะขอรับ อาจารย์คงกำลังมา”

    จ้าวมู่เฉินยืนรอด้วยใจที่เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เขากลัวว่าอาจารย์คนใหม่จะดุ หรือน่ากลัวเหมือนทหารร่างใหญ่ที่เขาเห็นเดินขวักไขว่อยู่ในค่ายหรือไม่

    แล้วในที่สุด... ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็เดินตรงเข้ามายังลานฝึกด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง ร่างนั้นสวมชุดฝึกสีฟ้าอ่อนรัดกุมทะมัดทะแมง ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นสูงอย่างเรียบร้อยเผยให้เห็นต้นคอระหง ใบหน้างดงามราวหยกสลักนั้นแม้จะยังอ่อนเยาว์ แต่กลับฉายแววมุ่งมั่นและจริงจัง... หากแต่ที่มุมปากนั้น กลับมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่คุ้นเคยปรากฏอยู่!

    จ้าวมู่เฉินเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความ ตกตะลึงอย่างสุดขีด! เขาจ้องมอง “อาจารย์” ที่เพิ่งปรากฏกายนั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง! “พี่ใหญ่เฉิน!!!” เขาร้องออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว ความดีใจ ความประหลาดใจ และความสับสนถาโถมเข้ามาพร้อมกัน “ท่าน... ท่านมาได้อย่างไร! แล้ว... ท่านจะมาสอนข้าหรือขอรับ?!”

    เฉินซูเหริน ในบทบาทใหม่ ยืนกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย มอง “ศิษย์” คนแรกของนางด้วยแววตาขบขันระคนภาคภูมิใจ นาง หัวเราะคิกคักออกมาอย่างชอบใจ ในท่าทีตกตะลึงของจ้าวน้อย “ใช่แล้ว จ้าวน้อย!” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูขึงขังตามแบบอาจารย์ 

    “นับจากวันนี้ไป ข้าคืออาจารย์ผู้สอนวรยุทธ์ให้แก่เจ้า! ท่านปู่ของข้าอนุญาตแล้ว!”

    “จริงหรือขอรับ!?” จ้าวมู่เฉินดีใจจนแทบจะกระโดดโลดเต้น ความรู้สึกเหงาและหวาดกลัวก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความตื่นเต้นที่จะได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดกับพี่ใหญ่คนเก่งของเขาอีกครั้ง “ยอดไปเลย! เช่นนั้นเราจะเล่นลูกข่างกันก่อนได้หรือไม่ขอรับ ท่านอาจารย์?”

    เฉินซูเหรินถลึงตาใส่ อย่างไม่จริงจังนัก “ที่นี่คือลานฝึกวรยุทธ์นะจ้าวน้อย ไม่ใช่ลานเด็กเล่น! ในเมื่อข้าเป็นอาจารย์ เจ้าก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งข้าทุกอย่าง! เข้าใจหรือไม่?” นางพยายามทำเสียงเข้ม แต่แววตาซุกซนนั้นยังคงฉายชัด

    “ขอรับ! ข้าจะเชื่อฟังท่านอาจารย์พี่ใหญ่เฉินทุกอย่างเลยขอรับ!” จ้าวมู่เฉินรับคำอย่างแข็งขันและกระตือรือร้น ความรู้สึกเคารพ และนับถือที่เขามีต่อนางนั้น ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีกเมื่อนางมาปรากฏตัวในบทบาทใหม่ที่น่าทึ่งนี้

    “ดีมาก!” เฉินซูเหรินยิ้มกว้างอย่างพอใจ “เช่นนั้นบทเรียนแรกของเราในวันนี้... คือการตั้งท่าม้าให้มั่นคง! ดูข้าให้ดี แล้วทำตาม!” นางสาธิตท่ายืนม้าให้ดูเป็นตัวอย่าง ท่วงท่าเล็กๆ นั้นกลับดูมั่นคงและสง่างามเกินวัย

    จ้าวมู่เฉินมองภาพนั้นด้วยดวงตาเป็นประกาย เขาไม่สนใจอีกแล้วว่าที่นี่คือค่ายทหาร หรือการฝึกฝนจะยากลำบากเพียงใด ขอเพียงมี “อาจารย์พี่ใหญ่เฉิน” อยู่เคียงข้าง การผจญภัยบทใหม่ของเขาก็พร้อมจะเริ่มต้นขึ้นแล้วด้วยความสุขและความเต็มใจอย่างที่สุด...

    ณ มุมหนึ่งของลานฝึกนั้น ท่านแม่ทัพเฉินเหยาจิน และเหล่าหยวนยืนมองภาพนั้นอยู่ห่างๆ ด้วยรอยยิ้มบางๆ “ดูท่าว่า... การตัดสินใจครั้งนี้ของข้าจะไม่ผิดพลาดเสียแล้วกระมัง” แม่ทัพผู้เฒ่าพึมพำเบาๆ เหล่าหยวนเพียงแค่โค้งคำนับ ไม่ได้กล่าววาจาใด แต่ในใจนั้นเต็มไปด้วยความหวัง... หวังว่าบทเรียนจาก “อาจารย์จำเป็น” ผู้นี้ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่นายน้อยของเขาได้บ้าง ไม่มากก็น้อย...

    คล้ายกับเรื่องปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ ที่คุณอ่าน