บทที่ 30
บรรยากาศการสนทนาเริ่มจะมืดมนลงเรื่อยๆ การินชายนักแม่นธนูจึงปลอบใจบ้าง แต่ผู้ฟังไม่ได้สบายใจขึ้น แถมยังเครียดกว่าเดิมอีกต่างหาก“เอาน่า อย่ากังวลเรื่องโรคประหลาดนั่นเลย มันอยู่ไกลตั้งชายแดนไม่มาถึงเราง่ายๆหรอก ที่เราควรกังวลคือกองทัพมอนสเตอร์ที่มาถึงภูเขาลูกนั้นแล้วต่างหาก ฮ่าๆๆๆ” การินชี้ไปที่ภูเขาขนาดใหญ่ทางทิศเหนือ เมื่อมองออกไปจากเมืองแอนวีนก็เห็นได้ชัดถนัดตา“เอิ่ม...นี่เจ้าการิน เจ้าพูดอะไรออกมา เดี๋ยวชาวบ้านก็แตกตื่นหรอก” มิเชลต่อว่าการินที่ปากพล่อยออกมา จากคำพูดนั้นทำให้หลงเฟย และสามผู้ช่วยสงสัย แล้วองครักษ์ก็เฉลยออกมาเช่นเคย“นั่นเป็นเรื่องจริง พวกเจ้าควรจะเตรียมตัวไว้ด้วย พรุ่งนี้คงจะมีประกาศจากทางการออกมา หึ ถ้าจับตัวบงการได้ละก็ข้าจะขอเป็นผู้ตัดคอมันเอง เอาล่ะข้าขอตัวก่อนนะ เดี๋ยวพระกระยาหารจะเย็นซะก่อน” องครักษ์ขอตัวไปทำงานต่อ แต่ก็ถูกขัดขึ้นโดยหลงเฟย“ช้าก่อนท่านองครักษ์ ที่บอกว่าตัวบงการนั่น ท่านหมายถึงมอนสเตอร์ถูกคนควบคุมเหรอครับ”“ใช่แล้วล่ะ ทางการคิดว่าอาณาจักรทมิฬน่าจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เอาเป็นว่าทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน ข้าขอตัว” หลังจากราชองครักษ์กลับไปแล้ว ทุกคนก็ตกอยู่ในความเงียบ ระหว่างเก็บร้านก็แทบจะไม่พูดกันเลย หลงเฟยก็เงียบเหมือนกำลังคิดอะไอยู่ตลอดเวลา เมื่อเก็บร้านเสร็จมิเชลอดไม่ได้จึงถามขึ้นมา“เฟยเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่รึเปล่า เห็นเงียบไปไม่พูดกับใครเลย”“พี่มิเชล เมืองเวนนิสมันอยู่ที่ไหนเหรอครับ” หลงเฟยถามคำถามกลับ“ฮ้ะ! นี่เจ้าไม่รู้เหรอว่าเมืองเวนนิสอยู่ที่ไหน หมู่บ้านของเจ้าก็อยู่ทางเหนือเหมือนกันนี่น่าจะรู้สิ” มิเชลไม่เข้าใจในคำถามของหลงเฟยจึงถามกลับไป “เอ่อ...คือผมไม่เคยออกจากหมู่บ้านไปไหนเลย แล้วก็ไม่ค่อยรู้เรื่องโลกภายนอกนะครับ แต่ผมคิดว่าโรคระบาดกับมอนสเตอร์โจมตีหมู่บ้าน เป็นฝีมือของมนุษย์แน่ๆ ซึ่งน่าจะเป็นพวกเดียวกัน หรือก็คือมีอาณาจักรทมิฬอยู่เบื้องหลังทั้งสองเหตุการณ์” หลงเฟยเกือบหาข้อแก้ตัวเรื่องที่มาของเขาไม่ได้ แต่โชคดีที่เขาพอเดาออกว่าอาณาจักรทมิฬอยู่ทางทิศเหนือ จากการที่การินชี้บอกทิศที่มอนสเตร์บุกมา จึงเหลือแต่เมืองเวนนิสที่เขาไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน แต่ตอนนี้เขาก็พอที่จะปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว “ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่ามาก็เรื่องใหญ่เลยล่ะ คงต้องกลายเป็นสงครามใหญ่ที่ทุกอาณาจักรทางใต้จะต้องร่วมมือกันเฉกเช่นในอดีต เห้อ พูดแล้วก็เหนื่อยใจ เอาเป็นว่าเจ้าไปพักผ่อนเถอะนะเฟย เมื่อเช้าดูเหมือนไม่ได้นอนนี่ เดี๋ยวข้าไปบอกมาร์ให้ละกันว่าวันนี้เจ้าไม่เข้าฝึก ข้าไปล่ะ” การินบอกออกมาอย่างเหนื่อยใจ แต่ก็ยังคงเป็นห่วงน้องชายอย่างหลงเฟยอยู่ดี “งั้นข้าก็ขอตัวก่อนนะเฟย พักผ่อนให้เต็มที่ด้วย พรุ่งนี้เจ้าอาจถูกเรียกประจำการฉุกเฉินก็ได้” นักดาบสาวมิเชลบอกลาน้องเล็กในกลุ่ม เวลานี้หลงเฟยก็ว่างแล้ว เมื่อเช้าก็ประกาศบอกลูกค้า และชาวบ้านเรื่องการย้ายที่ตั้งร้านกับสถานที่แจกอาหารเรียบร้อย ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะกลับบ้านไปพักผ่อน พร้อมกับผู้ช่วยทั้งสาม จนเวลาล่วงเลยมาถึง 11.00 น. “ก็อกๆๆ” “นายท่านขอรับ ถึงเวลาเตรียมอาหารแล้วขอรับ” เป็นแวนเด็กน้อยคนเดิมมาปลุกเจ้านายของเขา“จ้าๆตื่นแล้ว เห้อ! นอนยังไม่อิ่มเลยเรา ต้องรีบเตรียมโต๊ะเสวยของพระราชาอีกด้วย” หลงเฟยลุกขึ้นมาด้วยความงัวเงียเหมือนกับเมื่อเช้า ชายหนุ่มบ่นเล็กน้อยแล้วก็ลงไปเตรียมของสำหรับทำอาหารกลางวัน อุปกรณ์ทำครัว และวัตถุดิบต่างๆถูกจัดเตรียมไว้ในครัวเรียบร้อยโดยแอนผู้ช่วยแม่ลูกหนึ่งของหลงเฟย ส่วนโต๊ะเก้าอี้สำหรับลูกค้านั้นก็มีเควินกับแวนช่วยกันจัดในระหว่างที่เจ้านายหลับอยู่ หลงเฟยแค่มาขยับปรับแต่งเพิ่มเล็กน้อยเท่านั้นก็ลงตัวพร้อมรับลูกค้าแล้วในเบื้องต้น เหลือแต่ส่วนที่ต้องทำแจกเท่านั้น “คุณเควินกับแวนไปทานข้าวมันไก่ที่ผมเตรียมไว้ให้ก่อนเลยครับ ผมกับคุณแอนเตรียมอาหารแจกตรงนี้เสร็จจะเข้าไปเปลี่ยน” หลงเฟยบอกผู้ช่วยในขณะที่จัดของไปด้วย“ว่าไงเฟย เมื่อเช้ายุ่งรึเปล่าที่ข้าไม่ได้ไปช่วยน่ะ” ลีมูนเดินเข้ามาทักทายหลงเฟย“อ้าว สวัสดีครับพี่ลีมูน วันนี้ไม่มีปัญหาครับ ผู้ช่วยใหม่ทั้งสามคนขยันทำงานดีมากๆ หืม! ว่าแต่นั้นใครเหรอครับ?” หลงเฟยทักทายลีมูน แล้วเหลือบไปเห็นผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง และเด็กสาววัยประมาณสิบขวบด้านหลังเขา“นี่คือภรรยาข้าชื่อ แมรี่ และลูกสาวข้า มาทิลด้า มื้อนี้ข้าพาทั้งสองคนมาช่วยแจกอาหารด้วยน่ะ” ลีมูนกล่าวแนะนำ“แหมๆ! เจ้าหาเรื่องมากินของอร่อยฟรีมากกว่านะลีมูน” แมรี่ภรรยาของลีมูนพูดเผาสามีตัวเอง“เอาเถอะน่า ยังไงเราก็มาช่วยงานเป็นการแลกเปลี่ยนไงล่ะ ฮ่าๆ” ลีมูนพูดแถไปเรื่อยเพราะกลัวเสียหน้า“สำหรับพี่ลีมูนผมให้เขาทานฟรีทุกมื้ออยู่แล้วครับคุณแมรี่ถึงจะไม่ได้มาช่วยก็ไม่เป็นหรอก ยังไงพี่เขาก็ช่วยเหลือผมมาเยอะแล้ว แต่ตอนนี้ผมว่าเรารีบเตรียมของกันดีกว่าครับ ใกล้จะได้เวลาแจกอาหารแล้ว” หลงเฟยรีบตัดบทสองสามีภรรยา ด้วยการชวนไปทำงานกันต่อ มื้อกลางวันนี้พระราชาก็ยังไม่ได้เสด็จมาด้วยราชกิจเร่งด่วนที่รู้กันภายใน ราชองครักษ์ก็มารับอาหารแทนเช่นเดียวกับเมื่อตอนเช้า ส่วนการินกับมิเชลก็หายหน้าไปไม่ได้มาช่วยแจกอาหารเช่นเดิม ทำให้หลงเฟยเริ่มกังวลเรื่องสงครามที่กำลังจะเกิดอีกครั้ง“เฟย เจ้าเป็นอะไร คนหนุ่มไม่ควรมาทำหน้ากังวลอย่างนี้นะ” ลีมูนเข้ามาคุยด้วย “คือ...พี่ลีมูนรู้เรื่องการระดมพลในวันพรุ่งนี้มั้ยครับ” หลงเฟยหันซ้ายหันขวาแล้วเข้ามากระซิบกับลีมูน“รู้สิ ข้าถึงพาครอบครัวออกมาเที่ยวในวันนี้ไง เพราะตั้งแต่พรุ่งนี้ไปทุกคนก็คงจะอกสั่นขวัญแขวนกันไปอีกนานเลยทีเดียว เห้อ” ลีมูนกระซิบตอบกลับไปพร้อมกับถอนหายใจ ลูกค้าที่มาทานอาหารมื้อกลางวันที่ร้านมีไม่มากนัก ไม่มีใครรู้ได้ว่าเพราะร้านย้ายมาเปิดที่ใหม่หรือเพราะชาวบ้านเริ่มรู้ข่าวการบุกของกองทัพมอนสเตอร์แล้วกันแน่ แต่ในส่วนของผู้มารับอาหารแจกดูเหมือนจะมากกว่าเดิม โดยเฉพาะคนที่แต่งตัวซอมซ่อเหมือนขอทานนั้นมีมากกว่าทุกวัน “ว้าย!” แมรี่ร้องตกใจออกมาเสียงดัง ขณะที่เธอกำลังตักข้าวมันไก่แจกให้ชายคนหนึ่ง จู่ๆเขาก็ล้มลงไปต่อหน้าเธอ ทำให้หลงเฟย และลีมูนหันมาสนใจทันที“เกิดอะไรขึ้นแมรี่” ลีมูนรีบวิ่งเข้าไปหาภรรยาด้วยความเป็นห่วง“ผู้ชายคนนี้เขาเป็นลมน่ะ ช่วยดูเขาหน่อยสิลีมูน” เมื่อแมรี่บอกดังนั้น ลีมูนกับหลงเฟยก็รีบเข้าไปดูทันที “เป็นอะไรมั้ยครับคุณ” หลงเฟยเข้าไปประคองร่างชายซอมซ่อคนนั้น และพยายามเรียกเขา“หิว...ข้าหิวเหลือเกิน” ชายผู้นั้นกล่าวออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา