บทที่ 24 ห้าปีให้หลัง
ปีที่ 519 แห่งยุคฉางเซิง
เวลาผ่านไปในพริบตาก็ห้าปีแล้ว
จิงอวี่วัยสิบเก้าปีได้ออกจากวังมาตั้งจวนของตนเอง ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็อ๋อง มีพระนามว่า ‘’ผิงอ๋อง’
วันนี้เขากำลังฝึกวรยุทธ์อยู่ในจวน โดยมีอู่เจวี๋ยเฉิง ยอดอาจารย์อันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรจ้าวคอยเฝ้าดูอยู่เงียบ ๆ ข้าง ๆ
"ท่านอ๋อง บัดนี้พลังปราณในร่างกายของพระองค์สะสมถึงขั้นสูงสุดของนักยุทธ์แล้ว ทั้งกระบวนท่าวรยุทธ์ก็ลงตัวไร้ที่ติ สามารถตั้งสำนักของตนได้ มั่นคงอยู่ในระดับยอดฝีมือชั้นหนึ่ง หากมองไปทั่วหล้า เว้นแต่ปรมาจารย์เต๋าแล้ว ก็นับว่าไร้คู่ต่อสู่"
อู่เจวี๋ยเฉิงผู้มีผมและหนวดเคราขาวโพลนกล่าวอย่างรำพึงรำพัน "การที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีแต่มีความสำเร็จในวิถีวรยุทธ์ถึงเพียงนี้ นับเป็อัจฉริยะที่์ประทานมา น่าเสียดายที่วิชาของสำนักกระหม่อมต้องฝึกั้แ่เยาว์วัย ครั้งที่พบพระองค์นั้น รากฐานวรยุทธ์ของพระองค์ก็ก่อร่างสร้างตัวแล้ว มิเช่นนั้นกระหม่อมคงไม่พลาดหยกดิบก้อนงามเช่นนี้ไปแน่"
"ผู้าุโอู่ ท่านพูดเกินไปแล้ว"
หลังจากฝึกกระบวนท่าวรยุทธ์จนครบถ้วน จิงอวี่ก็จึงเก็บท่าทาง ใช้มือปาดเหงื่อที่ขมับที่เจตนาเค้นออกมา พลางยิ้มเบา ๆ พูดว่า "ห้าปีที่ผ่านมา ข้าได้รับความเมตตาจากท่านผู้าุโอู่ที่ละทิ้งอคติระหว่างสำนัก และถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้ผู้น้อย ทำให้ผู้น้อยได้รับประโยชน์มากมายในเส้นทางวรยุทธ์..."
"หากวันหน้าผู้าุโอู่หรือทายาทของท่าน้าสิ่งใด ตราบใดที่ไม่ขัดต่อจิตใจ และอยู่ในวิสัยที่ผู้น้อยจะช่วยได้ ผู้น้อยย่อมไม่ปฏิเสธเป็แน่แท้!"
จิงอวี่ไม่เคยให้คำสัญญาง่าย ๆ แต่คำพูดครั้งนี้กลับทำให้อู่เจวี๋ยเฉิงตาเป็ประกาย
"ได้รับคำสัญญาจากผิงอ๋องผู้จะเป็ยอดฝีมือในอนาคต ห้าปีที่ผ่านมาของข้าก็ไม่สูญเปล่าแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" อู่เจวี๋ยเฉิงหัวเราะร่า
"ท่านผู้าุโอู่ อย่าได้ยกยอผู้น้อยเกินไป!" จิงอวี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน
"นี่มิใช่การยกยอแต่อย่างใด ความแตกต่างระหว่างยอดฝีมือขั้นปรมาจารย์เซียนเทียนกับนักยุทธ์ทั่วไปอยู่ที่ลมปราณเซียนเพียงหนึ่งลมหายใจ... รากฐานของท่านอ๋องแข็งแกร่งมั่นคง อีกทั้งมีพร์เป็เลิศ ลมปราณเซียนหนึ่งลมหายใจนี้เพียงรอจังหวะเวลาเท่านั้น นานสุดยี่สิบปี เร็วสุดห้าหกปี การเกิดขึ้นของจังหวะเวลานี้เป็เพียงเื่ของกาลเวลาเท่านั้น"
จิงอวี่อดคิดไม่ได้ จึงกล่าวว่า "สถานะของปรมาจารย์เซียนเทียนช่างน่าหลงใหลจริง ๆ ไม่ทราบว่าระดับขั้นเซียนเทียนนั้นจะเทียบกับเซียนทั้งสองท่านนั้นได้อย่างไร?"
อู่เจวี๋ยเฉิงพลันสั่นสะท้าน ริมฝีปากบีบแน่น ครู่ใหญ่จึงถอนหายใจออกมา "จะไปเทียบกับวิชาของเซียนได้อย่างไร? สุดท้ายก็เป็เพียงสามัญชนธรรมดา..."
"ห้าปีก่อน... เซียนทั้งสองท่านนั้นปรากฏตัวเพียงชั่วครู่ บัดนี้เวลาผ่านไปห้าปี กลับไร้วี่แววข่าวคราว ฝ่าาคงจะวางพระทัยได้แล้ว"
"ผู้าุโอู่ไม่มีความคิดที่จะออกตามหาเซียนเลยหรือ?"
"หากกระหม่อมอ่อนวัยกว่านี้สักสี่สิบปี อาจจะมีความคิดเช่นนั้นก็เป็ได้พ่ะย่ะค่ะ" อู่เจวี๋ยเฉิงส่ายหน้า
"ความปรารถนาของกระหม่อมในยามนี้พียง้าหาศิษย์สืบทอดวิชา เพื่อสืบสานวิทยายุทธ์ของสำนักต่อไปเท่านั้น"
"ผู้าุโมีผู้ที่หมายปองแล้วหรือไม่?"
"ฮ่ะ ๆ ยังอยู่ระหว่างการมองหาพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยังมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปี จึงยังไม่รีบร้อนนัก" อู่เจวี๋ยเฉิงหัวเราะพลางกล่าว
"ขอรายงาน! ท่านอ๋อง องค์ชายเจ็ดเสด็จมาเยือนพ่ะย่ะค่ะ"
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น องครักษ์จากจวนอ๋องก็เข้ามารายงาน
จิงอวี่เอ่ยด้วยความประหลาดใจ "น้องเจ็ดมาหรือ? ช่างเป็แขกที่หาตัวจับได้ยากจริง ๆ"
"องค์ชายเจ็ดมาถึงที่นี่ด้วยพระองค์เอง คงมีเื่สำคัญต้องหารือกับท่านอ๋อง กระหม่อมขอตัวก่อนดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ" อู่เจวี๋ยเฉิงลุกขึ้นเตรียมจากไป
จิงอวี่พยักหน้าพลางยิ้ม "ท่านอู่โปรดเดินทางปลอดภัย"
ขณะที่อู่เจวี๋ยเฉิงเดินออกจากประตูพอดีได้พบกับองค์ชายเจ็ดจ้าวิฝู่ องค์ชายองค์สุดท้องแห่งราชวงศ์ผู้เติบโตเป็หนุ่มน้อยริมฝีปากแดงฟันขาว ค้อมกายคำนับอู่เจวี๋ยเฉิงอย่างนอบน้อม
ในอดีต จ้าวิฝู่่กับจิงอวี่เคยร่ำเรียนวิชายุทธ์กับอู่เจวี๋ยเฉิงด้วยกัน แต่ภายหลังเขาไม่ได้ยึดมั่นต่อ ฝึกฝนเพียงสองปีก็ล้มเลิก กระนั้นเมื่อพบกับยอดฝีมือขั้นปรมาจารย์เซียนเทียนผู้นี้ก็ยังคงรักษามารยาทของศิษย์ไว้อย่างนอบน้อม
อู่เจวี๋ยเฉิงเพียงแค่ผงกศีรษะอย่างสำรวม แล้วเดินสวนร่างกับจ้าวิฝู่่ไป โดยไม่ได้สนใจองค์ชายเจ็ดวัยสิบสามปีผู้นี้แม้แต่น้อย
"ท่านพี่หก!"
"เหตุใดเ้าจึงมาที่นี่ได้เล่า?"
หลังจากจิงอวี่อายุสิบหกปีได้ออกมาตั้งจวนนอกวัง เขาก็ปฏิบัติตามหลักการอยู่อย่างสงบร่วมกับอันผินพระมารดา ทั้งสองไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่การแย่งชิงบัลลังก์ใด ๆ เพื่อไม่ให้พัวพันกับเวรกรรม จิงอวี่ถึงขั้นอ้างว่าต้องมุ่งมั่นในวิถียุทธ์จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่แต่งภรรยา... อีกทั้งยังเกือบจะตัดขาดการติดต่อกับน้องเจ็ดผู้มีชะตากำเนิดเหมือนตนเพียงคนเดียว นอกจากงานเทศกาลใหญ่น้อยของราชวงศ์แล้ว ก็แทบจะไม่ได้ไปมาหาสู่กันเลย
บัดนี้จ้าวิฝู่่กลับมาที่จวนผิงอ๋องด้วยตนเอง จิงอวี่ก็จึงอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
"ท่านพี่หก เื่ใหญ่แล้ว!"
จิงอวี่กล่าวเรียบ ๆ "ใกล้วันคล้ายวันพระราชสมภพพระชนมายุครบหกสิบของเสด็จพ่อแล้ว ยังจะมีเื่ใดใหญ่ไปกว่านี้อีกหรือ?"
"ท่านพี่หก ท่านก็รู้ดี หลังจากเื่นั้น... ใจของเสด็จพ่อในการจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาก็จืดจางลง อย่าว่าแต่งานเลี้ยงวันเกิดเลย ในห้าปีที่ผ่านมา งานเลี้ยงใหญ่ ๆ ของราชวงศ์แทบจะถูกระงับไปทั้งหมด ครั้งนี้งานฉลองพระชนมายุครบหกสิบชันษาของเสด็จพ่อ จะมีการจัดงานเลี้ยงหรือไม่ก็ยังไม่แน่"
จ้าวิฝู่่กะพริบตา "มิใช่ ข้าหมายถึงเื่ใหญ่อีกเื่ต่างหาก!"
"ถ้าเช่นนั้นก็เลิกปิดบังอ้อมค้อมเสียที รีบบอกมา!"
"บุตรชายคนโตของท่านพี่รองถูกลอบสังหารเมื่อคืน!" จ้าวิฝู่กล่าวเสียงต่ำ
"อะไรนะ? บุตรชายคนโตของท่านพี่รอง... ผู้ใดหรือ? อย่าบอกนะว่าเป็จ้าวเฉิงอวี้!" จิงอวี่เอ่ยด้วยความใ
"ฮึ! ก็เฉิงอวี้นั่นล่ะ!"
ทั้งที่หลานชายถูกลอบสังหาร แต่สีหน้าของจ้าวิฝู่กลับแสดงความสะใจ "หากไม่ใช่เฉิงอวี้ ต่อให้บุตรธิดาคนอื่น ๆ ของท่านพี่รองตายหมดก็ช่างเถอะ"
นี่เป็หลานชายคนโปรดจริง ๆ สินะ!
จิงอวี่ขมวดคิ้วแล้วถามติดตามว่า "แล้วเป็อย่างไรบ้าง คนตายหรือยัง?"
"ไม่ทราบขอรับ ยามนี้จวนท่านพี่รองประกาศภาวะฉุกเฉินทั้งจวน สถานการณ์ในนั้นยังไม่ค่อยชัดเจน แม้แต่ข่าวว่าเฉิงอวี้ถูกลอบสังหารก็ยังเป็แค่ข่าวลือที่ไม่รู้จริงเท็จ" จ้าวิฝู่่ส่ายหน้าตอบ
"อย่างไร เื่นี้เ้าเป็คนทำหรือ? ไฉนเลยถึงได้ดูยินดีนัก?" จิงอวี่พูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
จ้าวิฝู่่ใกับคำพูดนั้น "ท่านพี่หก ท่านจะกล่าวหาข้าเช่นนี้ได้อย่างไร? ข้าไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอกนะ"
"อย่างนั้นหรือ? ฮึ แม้ไม่มีความสามารถ แต่ดูท่าจะมีความคิดเช่นนั้นสินะ!" จิงอวี่แค่นเสียง
"ไม่กี่ปีมานี้ ท่านพี่รอง ท่านพี่สาม และท่านพี่ห้า พวกเขาต่างก็ต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์อย่างหนัก เ้าเองก็คอยเติมเชื้อไฟอยู่ข้าง ๆ มิใช่หรือ..."
"ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าสถานการณ์จะลุกลามมาถึงขั้นนี้ได้ กล้าดียังไงถึงได้ลงมือกับเฉิงอวี้ ทั้งยังเลือกจังหวะใน่งานฉลองพระชนมายุหกสิบพรรษาของเสด็จพ่ออีก"
"ท่านพี่หก ใน่หลายปีนี้ท่านมัวแต่มุ่งมั่นกับวิถียุทธ์ จึงมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย" จ้าวิฝู่กล่าวเสียงต่ำ "สองปีที่ผ่านมา ร่างกายของเสด็จพ่อทรุดลงเรื่อย ๆ แต่ก่อนทรงว่าราชกิจทุกเช้าไม่เคยขาด แต่บัดนี้เหลือเพียงเดือนละห้าครั้งเท่านั้น..."
"หลังจากท่านพี่ใหญ่ตาย อำนาจในราชสำนักของท่านพี่รองก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ว่าฝ่ายวังหน้าจะถูกท่านพี่สามพยายามรวบรวมอำนาจไว้ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีผู้เปลี่ยนใจไปเข้าฝ่ายอื่น"
"ไม่ต้องพูดถึงท่านพี่สี่ ที่ไม่เคยมีรากฐานอำนาจอะไรมาก่อน ส่วนท่านพี่ห้าที่มีฮองเฮาหนุนหลัง ่หลายปีนี้ยิ่งะโโลดเต้นไปใหญ่"
"เวลานี้เหล่าขุนนางาุโในราชสำนักต่างมองออกชัดเจน ผู้ที่จะได้ตำแหน่งรัชาทายาทครองบัลลังก์ในอนาคต คงหนีไม่พ้นจะเป็คนใดคนหนึ่งระหว่างท่านพี่รอง ท่านพี่สาม และท่านพี่ห้า..."
"ท่านพี่ห้าเป็พระโอรสที่เกิดจากฮองเฮา ตามหลักการแล้วถือว่ามีความชอบธรรมที่สุด น่าเสียดายที่ตัวบุคคลนั้นช่างไร้ความสามารถ"
"ท่านพี่รองและท่านพี่สามล้วนมีความสามารถเป็ที่ประจักษ์ เพียงแต่เป็สตรีจึงเสียเปรียบไปบ้าง"
"แต่ในนั้นก็มีเื่ที่น่าสนใจ ท่านพี่สามมีทายาทน้อย มีเพียงบุตรชายหนึ่งและบุตรสาวหนึ่ง อายุก็สามสิบสามแล้ว ต่อไปคงยากที่จะมีบุตรอีก..."
"ส่วนท่านพี่รองนั้นมีทายาทมากมาย แต่ที่มีแววดีที่สุดก็คงมีแต่องค์ชายเฉิงอวี้เท่านั้น! หากข้าเป็เสด็จพ่อ เมื่อมีองค์ชายเฉิงอวี้อยู่ ในใจคงต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน"
"กล่าวได้ว่าองค์ชายเฉิงอวี้ผู้นี้ คือข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของท่านพี่รองเลยทีเดียว!"