หลังจากที่หลิวอี้ได้พบกับชื่อหวันเฉิง การเดินทางไปเมืองมู่โจ่งในครั้งนี้ก็เหมือนมีสีสันมากยิ่งขึ้น เพราะชื่อวันเฉิงผู้นี้พูดคุยเก่งเสียนี่กระไร ซ้ำเมื่อมาพร้อมกับเอี้ยคัง การเดินทางในต่างแดนของหลิวอี้เวลานี้แทบหา่เวลาเงียบสงบไม่พบเจอ หากแต่หลิวอี้ไม่เคยคิดเบื่อหน่ายชื่อหวันเฉิงแม้แต่น้อย ตัวเขาเองก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไร ที่ทำให้เขาถึงยังรับฟังเื่ต่าง ๆ ที่ชายหนุ่มผู้นี้สรรหามาเล่า บ้างก็ไร้สาระ บ้างก็ก่อประโยชน์ แต่ดูเหมือนว่าหากเป็เื่ใต้สะดือด้วยแล้ว ชื่อหวันเฉิงผู้นี้จะไม่น้อยหน้าเอี้ยคังผู้เจนจัดในสำนักโคมของแต่ละเมืองตลอดเส้นทางมู่โจ่งถึงเมืองหลิวหลงเลย หลิวอี้นั้นได้แต่ทำตัวเป็ผู้ฟังที่ดีเมื่อทั้งสองเริ่มโม้สิ่งต่าง ๆ แก่กัน
“หวันเฉิง เ้าไม่ชอบนั่งรถม้าหรือ” หลิวอี้ถามชื่อหวันเฉิงที่เวลานี้กำลังนั่งซ้อนม้าที่หลิวอี้ขี่อยู่
“ก็นั่งได้ละ แต่ข้านั่งกับท่านดีกว่า เพราะมันพูดคุยสะดวกกว่ากันเยอะ” พร้อมกันนี้ชื่อหวันเฉิงกอดเอวหลิวอี้แน่นกว่าเดิมราวกับว่ากลัวอีกฝ่ายจะไล่ลงจากม้า
“เ้าไม่ไปนั่งกับพี่คังหรือ ม้าพี่คังแข็งแรงกว่าม้าตัวนี่อีกนะ แถมเ้ายังคุยสะดวกเมื่อ้าพูดคุยกับพี่คัง” หลิวอี้ถามอีกครั้ง ชื่อหวันเฉิงขยับตัวเข้ามาใกล้หลิวอี้พร้อมโน้มหัวมากระซิบข้างหูชายหนุ่ม จนหลิวอี้ขนคอลุกด้วยความสยิวจากลมหายใจอีกฝ่าย
“นี่ท่านอยากให้ข้าขาดอากาศหายใจตายหรือไร ท่านไม่ได้กลิ่นตัวพี่คังกับพวกผู้คุ้มกันหรือไร ที่ข้าไม่อยากนั่งรถม้ากับพวกเขาก็เื่นี่ละ ข้าอยากให้ถึงที่พักถัดไปที่มีแหล่งน้ำสะอาดให้พวกพี่ ๆ เหล่านี้อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวยิ่งนัก ข้าจะเป็ลมกับพวกเขาอยู่แล้ว”
ชื่อหวันเฉิงร่ายยาวความในใจออกมา แต่ผู้ที่สบายใจที่สุดหาใช่ชื่อหวันเฉิงแต่เป็หลิวอี้ เพราะตลอด 2 - 3 วันมานี้ ชื่อหวันเฉิงที่สนิทกับทุกคนกับตีตัวออกห่าง เว้นระยะพวกนั้น มีเพียงแต่พูดคุยเล็กน้อยแล้วกลับมาอยู่ข้างเขาเกือบตลอดเวลา ซ้ำยังอยากมาขี่ม้าซ้อนท้าย พร้อมโอบกอดเอวของหลิวอี้อยู่เช่นนี้มาหลายวัน มันทำให้หลิวอี้คิดมากขึ้นมาว่าชื่อหวันเฉิงมีความนิยมชมชอบชายหนุ่มขึ้นมานั่นเอง
“เฮ้อ… เ้าทำข้าคิดมาก ข้าก็นึกว่าเ้าชอบข้า” หลิวอี้ถอนหายใจ พร้อมพูดเสียงเบาพอให้ชื่อหวันเฉิงได้ยิน
“หืม ก็ข้าชอบท่านนะสิ ท่านพูดแปลก ๆ"
“ตกลงเ้าชื่นชอบเพศเดียวกันหรือหวันเฉิง” หลิวอี้ถึงกลับใเมื่อได้ยินสิ่งที่ชื่อหวันเฉิงกล่าวออกมา
“บ้าแล้วพี่อี้ ข้าหมายถึงชอบท่านแบบพี่ชาย หาใช่ความชอบแบบ้าในตัวท่าน”
"เฮ้อดีแล้ว ข้าแอบกลัวใจเ้านัก เล่นกอดข้าไม่ยอมปล่อยซ้ำยังมานั่งซ้อนข้าเช่นนี้ ทำให้ข้าเข้าใจว่าเ้าเป็เช่นนั้น" หลิวอี้บอกถึงสิ่งที่ชื่อหวันเฉิงทำกับเขาชวนให้คิดลึก
“อ่อเช่นนี้เอง ที่ข้านั่งกับท่านมันก็เพราะกลิ่นกายท่านไม่เหม็นเช่นพี่ชายเ่าั้ ท่านไม่รู้ตัวหรือว่ากลิ่นท่านคล้ายอากาศในฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ ให้ความรู้สึกหอมสะอาดยิ่งนัก ท่านไม่เคยได้กลิ่นตัวท่านเองหรือมีผู้อื่นบอกเลยหรือไร” ชื่อหวันเฉิงกล่าวตามตรงถึงกลิ่นตัวหลิวอี้
“อ่อ นับว่าเ้าเป็คนแรกที่พูดเื่นี้ ข้าไม่เคยรู้ว่าตัวข้าจะมีกลิ่นตัวเช่นนี้ อาจเพราะข้าเคยชินกับกลิ่นของตัวเอง”
“ส่วนเื่ที่ข้ากอดท่านมันเข้าใจง่ายมาก เพราะข้ากลัวตกม้า ข้าใกล้ท่านเช่นนี้ท่านไม่สังเกตอะไรบ้างหรือว่าข้าเองก็มีบางอย่างคล้ายท่าน” ชื่อหวันเฉิงพูดขึ้นมาทำให้หลิวอี้สังเกตทันที แต่เขาก็คิดไม่ออกว่าอะไร ในจังหวะนั้นเองชื่อหวันเฉิงถลกแขนเสื้อตัวเองขึ้น พร้อมกับยกแขนไปแนบจมูกหลิวอี้ ถึงหลิวอี้จะงงว่าชื่อหวันเฉิงทำไปทำไม แต่เมื่อหลิวอี้หายใจเข้าตามปกติ เขาก็ได้กลิ่นบางอย่างชัดขึ้น
“กลิ่นเ้าหอมเหมือนดอกไม้ในฤดูร้อน” หลิวอี้เมื่อแน่ชัดก็พูดออกมา
“ใช่แล้วละ พวกเรามีกลิ่นกายหอมอย่างไรเล่า” ชื่อหวันเฉิงยืนยันในในความจริงเื่นี้ แต่กับสร้างความฉงนแก่หลิวอี้อย่างมาก
“ทำไมถึงเป็เช่นนี้ละ” หลิวอี้ถามอย่างสงสัย
“ท่านอาจารย์ลุงไม่เคยบอกท่านหรือ ว่าท่านเคยกินโอสถกายาบุปผชาติ โอสถนี่จะออกฤทธิ์กับผู้ที่มีอายุไม่เกิน 1 ขวบปี ซ้ำยังเป็โอสถวิเศษทำให้เด็กทารกไม่เจ็บป่วยง่าย อีกทั้งยังทำให้มีสุขภาพแข็งแรงถึง 10 ขวบปี หากแต่ผู้ที่เคยกลืนกินยาชนิดนี้จะมีกลิ่นกายหอมหวนของมวลดอกไม้ ส่วนกลิ่นของแต่ละคนก็ขึ้นอยู่กับว่าคนผู้นั้นกินโอสถใน่ฤดูกาลใด”
“เช่นนี้นี่เอง ข้าไม่นึกเลยว่าข้าเคยมีโอกาสได้กินโอสถที่เ้าว่ามา”
“ก็คงมีแค่พวกเราละพี่อี้ที่มีโอกาสได้กินพวกมัน เพราะคนที่หลอมโอสถกายาบุปผชาติก็คือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเรา ในครั้งนั้นท่านหลอมพวกมันออกมาเพียง 35 เม็ด แจกจ่ายแก่ราชวงศ์ทั้ง 6 คนสนิทอีก 3 และศิษย์เอกทั้ง 2 ดังนั้นแล้วนอกจากพวกเราก็มีเพียงเหล่าองค์หญิงองค์ชายทั้งหลายของแคว้นทั้ง 6 แคว้นละ 5 คน และคงเป็ลูกหลานคนรู้จักอาจารย์ปู่อีก 3 คน เป็ไปได้ว่าใน่ 20 ปีนี้ ทั้ง 35 คนจะมีกลิ่นกายที่หอมของดอกไม้ละนะ” เมื่อชื่อหวันเฉิงพูดออกมาทำให้หลิวอี้นึกอยากได้สูตรโอสถกายาบุปผชาติยิ่งนัก หากสามารถผลิตมันออกมาได้ เขาคงสามารถนำมันไปประมูลขายได้เงินมากมายเป็แน่
“พอเ้าพูดขึ้นมา ทำให้ข้านึกอะไรขึ้นมาได้ พี่ใหญ่ข้า อ่อหมายถึงพี่ชายร่วมสาบานของข้านั้น ก็มีกลิ่นหอมของดอกไม้เช่นกัน ในครั้งนั้นข้าก็เข้าใจว่าเป็กลิ่นดอกไม้ในเรือนหลิว แต่เมื่อข้ามานึกดูแล้ว ในตอนข้าออกไปนอกบ้านแล้วเล่นมวยปล้ำกับเขา หรือตอนแช่น้ำที่น้ำตกตอนพวกเราเล่นกอดกัน มันก็หอมกลิ่นดอกไม้จริง ๆ นั่นละ เป็กลิ่นของดอกไม้ในฤดูหนาว” หลิวอี้พูดขึ้นมาอย่างนึกถึงอดีต
“หืม ท่านมีพี่ชายร่วมสาบานหรือ ถ้าเขาเป็เช่นดังท่านว่าเขาคงเป็ 1 ใน 33 คนที่เหลือสินะ”
“ก็คงใช่ละ เพราะพี่ใหญ่เป็ราชนัดดาของอดีตฮ่องเต้แคว้นจิน อีกทั้งเป็หลานชายเพียงคนเดียวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันแคว้นนั้น”
“อ่อ ท่านหมายถึงท่านอ๋องหลี่คนปัจจุบันใช่หรือไม่ ที่แท้เขาคือพี่ใหญ่ของท่านหรือนี่”
“เ้ารู้จักเขาด้วยหรือ”
“แน่นอน ว่าข้าย่อมรู้จัก แต่ต่อให้ข้าไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อพระวงศ์ ก็ต้องรู้จักเขาอยู่ดี ท่านต้องบอกว่ามีใครบ้างไม่รู้จักเขามากกว่านะ ถ้าจะนับคนที่รู้จักหรือไม่รู้จัก อ๋องหลี่ผู้นั้น จะว่าไปเื่พี่ใหญ่ท่านทำให้ข้านึกอะไรขึ้นมาได้ หึหึ ท่านรู้หรือไม่ ว่าแท้จริงแล้วแม่ข้ากับพ่อท่านมีสัญญาใจต่อกัน” ชื่อหวันเฉิงพูดออกมาอย่างนึกขำในผู้ใหญ่ทั้งสองคน
“หา พ่อข้ากับอาจารย์อามีอะไรสัญญากันไว้หรือ”
“ท่านอยากรู้จริงรึ”
“แน่นอน เ้าเด็กบ้ารู้อะไรก็รีบพูดมา อย่ามาทำให้ข้าอยากรู้แล้วยียวน ให้ข้าเกิดอารมณ์กับแก้มทั้งสองของเ้า ไม่เช่นนั้นมันจะอักเสบอีกก็ได้นะ”
“โธ่ ท่านช่างชอบดึงแก้มข้านักนะ แท้จริงท่านชอบใช้ความรุ่นแรงต่อผู้อื่นใช่หรือไม่ ก็ได้ข้าจะบอกท่าน พวกเราทั้งสองถูกมั่นหมายแต่งงานกันไว้แหละ”
“หาาา นี่เ้าอำข้าใช่หรือไม่” หลิวอี้ถามอย่างไม่แน่ใจในหูตัวเอง
“หึหึ ท่านกลัวไหมหากพวกเราอาจต้องตกแต่งกัน” ชื่อหวันเฉิงพูดอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นสีหน้าหลิวอี้ใ
“นี่เ้าพูดจริงหรือ ไม่ใช่ว่าข้ากับเ้าเป็เพศเดียวกันหรือไร”
“ก็นั่นละ แท้จริงข้าต้องไปแนะนำตัวต่อท่านและท่านอาจารย์ลุง เพื่อพูดคุยเื่นี้ด้วยเช่นกัน แต่ว่าท่านกับเดินทางมาก่อน เื่นี้อาจจะต้องไว้พูดคุยเมื่อพวกเรากลับไปแคว้นฮั่วแล้วนั่นละ แต่ท่านอย่าเพิ่งใไป เพราะเื่ที่ข้าอยากคุยก็คือเื่ยกเลิกสัญญามั่นหมายแต่งงานนี้ไงเล่า ต่อให้ท่านหล่อเหลาเช่นนี้ ข้าก็ไม่อยากตกเป็ของท่านหรอกนะ วางใจข้าได้เลย อย่างที่ข้าบอกพี่เอี้ยคังนั้นละ ข้านิยมชมชอบหญิงสาวที่แก่กว่าข้าเล็กน้อย มากกว่าหนุ่มรูปงานเช่นท่าน ว่าไปแล้วมีอยู่คนหนึ่งข้าได้พบเจอนางเมื่อหลายเดือนก่อน พอนึกได้ก็อยากพบเจอนางอีกครั้งจัง”
“ข้าปวดหัวยิ่งกับเื่ที่ผู้ใหญ่ 2 คนนั้นสัญญากันไว้” หลิวอี้ถึงกับมึนงงกับสัญญามั่นหมายของเขา
“ท่านอยากรู้ไหมละว่าพวกเขาสัญญากันไว้อย่างไร เดี๋ยวข้าบอกให้ ตัวตั้งตัวตีในเื่นี้เลยคือแม่ข้านั่นละ ในตอนนั้นทั้งแม่ข้าและท่านอาจารย์ลุงต่างรักใคร่กันดังพี่น้องร่วมอุทร และด้วยความไม่อยากให้เชื้อสายสำนักอักษรปราชญ์บูรพาห่างเหินกันมาก แม่ข้าจึงเสนอท่านอาจารย์ลุงว่า หากพวกเขาทั้งสองออกเรือนมีลูกเป็ของตัวเอง เด็กทั้งสองจะต้องแต่งงานกัน ยามเมื่อท่านอาจารย์ลุงทักท้วงว่า หากเด็กทั้งสองเป็เพศเดียวกันจะทำอย่างไร แม่ข้าก็บอกว่า ไม่ต้องกังวลหากผู้ใดมีลูกออกมาก่อนแล้วเป็เพศใดเพศหนึ่ง อีกครอบครัวจะต้องตั้งท้องเพศตรงข้าม ในต้อนนั้นท่านอาจารย์ลุงหมายมั่นไว้ว่าลูกคนแรกจะต้องเป็เพศหญิง แม่ข้าจึงหมายมั่นตั้งใจท้องเพศชาย แต่ใครจะคิดละว่า หลังจากแม่ข้าและท่านอาจารย์ลุงถูงส่งตัวกลับบ้าน ท่านอาจารย์ลุงก็หายตัวไปไร้การติดต่อ แม่ข้าให้คนมาสืบข่าวที่หมู่บ้านหลิวก็ไม่พบเจอท่านอาจารย์ลุงเลย ไม่นานท่านอาจารย์ลุงได้ติดต่อมายังแม่ข้า บอกกล่าวถึงฮูหยินของเขากำลังตั้งท้องลูกเพศหญิง ดังนั้นแม่ข้าจึงหมายมั่นตั้งท้องลูกเพศชาย หรือก็คือข้าผู้นี้ แต่หลังจากนั้นท่านลุงก็หายตัวไปอีกครั้ง จนในเวลาต่อมาท่านลุงก็กลับมายังหมู่บ้านหลิว และมีท่านที่เป็ลูกชาย ทำให้แม่ข้ามึนงงยิ่งนัก อีกทั้งยังพบว่าอาจารย์ลุงาเ็สาหัสจนเส้นลมปราณพิการไร้ซึ่งพลังยุทธ ด้วยสาเหตุบางอย่าง อาจารย์ลุงจึงไม่ยอมรับการช่วยเหลือจากครอบครัวข้า ทั้งยังไร้ซึ่งการติดต่อ มาตลอดหลายปีนี้”
พอชื่อหวันเฉิงพูดจบ หลิวอี้ก็รู้สึกว่าพ่อของเขายังมีอะไรอีกหลายอย่างปกปิดไม่ยอมบอกต่อเขา ทำให้หลิวอี้รู้สึกอยากรู้ยิ่งนักว่าเหตุใดพ่อของเขาจึงเส้นลมปราณพิการ ทั้งเื่ที่บอกต่ออาจารย์อาว่าครอบครัวเขากำลังท้องลูกสาว แต่กลับมีเขาที่เป็ผู้ชายไปได้ ด้วยทักษะปรุงยาและวิชาแพทย์ของพ่อของเขานั้น สามารถตรวจสอบหญิงมีครรภ์และสามารถระบุเพศได้แน่ชัด อีกทั้งยังมีวิชาที่สามารถให้คนตั้งท้องตามเพศที่้าได้ มันเป็ไปไม่ได้เลยที่พ่อเขาจะโกหกกับอาจารย์อาเื่เพศลูกของกันและกัน หรือตรวจสอบผิดพลาด ทำให้หลิวอี้นึกอยากเปิดจดหมายปิดผนึกที่ เขาได้รับมาจากบิดายิ่งนัก ว่ามันจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่เหล่านี้หรือไม่
“หวันเฉิงมีอีกเื่ที่ข้ายังไม่บอกกับเ้า แท้จริงแล้วการเดินทางไปมู่โจ่งครั้งนี้ พ่อข้าได้ฝากจดหมายปิดผนึกฝากให้ท่านอาจารย์อา 1 ฉบับ ข้าไม่รู้ว่าในนั้นเขียนถึงเรื่อใดบ้าง แต่จากเื่ที่เ้าพูดมานั้น หนึ่งในเื่ที่พ่อข้าเขียนคงมีเื่เกี่ยวการการมั่นหมายของพวกเราเป็แน่ เพราะมันคงเป็ไปไม่ได้ที่พ่อข้าและแม่เ้าจะให้พวกเรา 2 คนที่เป็เพศเดียวกันตกแต่งกันได้”
“ข้าก็ว่าเช่นนั้นละ…” ชื่อหวันเฉิงหาวนอนจากการเดินทางจึงฟุบหน้าอิงไหล่ด้านหลังหลิวอี้พร้อมโอบเอวเขากระชับขึ้น หลับไปทั่งแบบนั้นโดยไม่ถามผู้เป็ที่พักพิงเช่นเขาเลย ทำให้หลิวอี้ทอดถอนใจกับความไม่ถือตัวของน้องชายผู้นี้ยิ่งนัก
“น้องอี้เ้ากับน้องหวันเฉิงพูดคุยอะไรกันไม่เห็นเล่าให้ข้าฟังเลย และดูเหมือนว่า่นี้เ้ากับเขาดูสนิทกันแปลก ๆ นะ” เอี้ยคังขี่ม้าเข้ามาใกล้พร้อมถามด้วยเสียงไม่ดังมากนักคล้ายกลัวคนอื่นได้ยิน
“ท่านก็สังเกตเห็นหรือว่า่นี้หวันเฉิงทำตัวติดกับข้า และห่างเหินพวกท่านใช่หรือไม่”
“อืม”
“ท่านอยากรู้ความจริงหรือไม่ละ”
“บอกมาเลยข้าจะไม่เอาไม่บอกใครแน่นอน ข้าคิดว่าข้ารับได้ในรสนิยมของพวกเ้า”
“ท่านนี่นะ คิดดีไม่ได้เลย เช่นนั้นท่านรับได้กับเื่พี่หลินเจี๋ยแล้วหรือ”
“หาเ้าพูดเื่อะไรไอ้เด็กบ้า ตกลงเรื่ออะไรท่าไม่ใช่เื่พวกนี้”
“เห้อ พี่ไม่อาบน้ำมากี่วันแล้ว” หลิวอี้ถามไปตามตรง
“ก็ 3 วันได้ พวกเรายังไม่พบเจอที่พักที่มีแหล่งน้ำเลยไม่ใช่หรือไง”
“ที่หวันเฉิงหนีห่างพวกพี่ก็เพราะกลิ่นกายที่ไม่ได้ผ่านน้ำล้างตัวของพวกพี่นั่นละ เขาเหม็นไงละ เท่านี่ก็รู้แล้วนะว่าที่หวันเฉิงทำตัวแปลก ๆ กับพวกพี่เพราะอะไร”
“หาา เ้าพูดอะไร พวกเราก็ไม่ได้อาบน้ำเช่นเดียวกันไม่ใช่หรือ ทำอย่างกับเ้าตัวไม่เหม็น” เอี้ยคังพูดอย่างขำขัน
“ก็ข้าตัวไม่เหม็นไง หวันเฉิงถึงมานั่งกอดข้าอยู่เช่นนี้”
“ไหนมาให้ข้าดมสิ”
“พอเลยท่านอย่ามาใกล้ข้า หากท่านข้ามาข้าถีบท่านตกม้าจริงด้วย”
“โธ่ เดี๋ยวนี้เ้าเลือกปฏิบัติแล้วหรือ พอเ้ามีหวันเฉิงก็ห่างเหินพวกข้าเสียแล้ว ข้าเสียใจยิ่งนัก”
“ชิชิ หากท่านพูดด้วยน้ำเสียงแง่งอนเช่นนี้ ข้าจะไปบอกความจริงกับพี่หลินเจี๋ย ดีไหม”
“โห ข้าตายได้เลยนะ ข้ากราบเ้าละน้องอี้ เื่นี้เหยียบไว้จะดีมาก ข้าไม่อยากเสียเพื่อนหรอกนะ”
“นี่ละนะคนเรา ก่อนทำไม่กลัว แต่มากลัวเมื่อทำไปแล้ว บางอย่างมันก็แก้ไขได้ยากเช่นนี้แหละ”
“เอาเถอะ เื่พวกนี้มันก็แล้วแต่ข้า จะมีโชคหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับอนาคต แต่ว่าคืนนี้พวกเราจะได้พักที่มีน้ำตกไว้ล้างเนื้อล้างตัวแล้วละ หากแต่ว่าแถวนี้มันใกล้รังโจรเสียหน่อย คงต้องวางเวรยามเตรียมพร้อมกว่าทุกวัน” เอี้ยคังพูดอย่างผู้มีประสบการณ์
“ช่วยไม่ได้ ใครจะไปคิดละว่าสะพานไม้ไว้ข้ามช่องเขาบนเส้นทางสายหลัก จะขาดเช่นนั้นได้ ทำให้พวกเราต้องเดินอ้อมเขามาไกล หลายวันเช่นนี้ ซ้ำยังหาที่พักค้างแรมยากนัก อีกทั้งต้องระวังโจรูเา ข้าก็หวังว่าค่ำคืนนี้พวกเราจะไม่พบเจอพวกมัน” หลิวอี้พูดอย่างกังวลในใจ
ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงน้ำตกแห่งหนึ่งใกล้เส้นทางที่พวกเขากำลังเดินทาง ซึ่งอ้อมมาไกลจากเส้นทางสายหลัก หากแต่เวลานี้ทั้งกองคาราวานกำลังตึงเครียด ไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาคงโร่วิ่งไปแช่น้ำล้างเนื้อล้างตัวอย่างมีความสุขเหมือนเช่นทุกครั้งอย่างที่ผ่านมา แต่ยามนี้พวกเขาจำต้องแบ่งผู้คุ้มกันไปอาบน้ำรอบละ 2 - 3 คน เพื่อให้คนที่เหลือเฝ้าระวังความปลอดภัย
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Q : แน่ใจไหมว่าไม่วาย
A : แน่ใจสิ หลิวอี้กับชื่อหวันเฉิว พวกเขาแค่พี่น้องกอดกัน ฮ่า ๆ ไรท์แต่งมาเอาใจบางคนให้จิ้นเล่นเท่านั้น