บทที่ 3 คำตัดสินจากผู้เชี่ยวชาญ พาร์ท 2
ครึ่งวันหลังจากที่การต่อสู้ในเหมือง18 จบลงอาคอนและก็พาลูน่ากลับมาโรงแรมที่พวกตนเคยเช่าไว้ก่อนหน้า ในตอนนั้นลูน่าหมดสติไปหลังจากที่เธอสังหารอสูรผู้บัญชาการอาคอนจึงนำเธอไปห้องของเขาแทนเพราะกุญแจห้องของเธอนั้นถูกเก็บอยู่ในกระเป๋าเวทย์ที่อาคอนไม่สามารถเข้าถึงได้
ตอนนี้บรรยากาศแปลกๆนั้นกระจายตัวอยู่ทั่วห้องของอาคอนเนื่องจากปัจจุบันลูน่าเธอตื่นเรียบร้อยแล้วและด้วยความแข็งแกร่งของนักสู้ดูเหมือนว่าอาการของเธอจะบรรเทาลงไปเยอะแม้จะยังไม่หายดีก็ตาม
“ทำไมข้าถึงมาอยู่ในห้องเ้า”
“ก็..เ้าหมดสติไปนี่ ห้องเ้าก็เข้าไม่ได้ด้วย”
“โอเค...แล้วทำไมสามคนนี้ถึงอยู่ในห้องของเ้าด้วย”
ลูน่ากล่าวพร้อมกับชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้องมีชายสามคนถูกมัดแขนขา และมีผ้าปิดปากพวกเขาเอาไว้ และแน่นอนเธอจำพวกเขาได้มันเป็หัวขโมยสามตัวที่เล็งพวกเธอก่อนออกจากโรงแรม
“ก็จัดการปัญหาไง...ทำให้แน่ใจว่าเ้าพวกนี้จะไม่สร้างปัญหาแต่ถ้าเราฆ่าคนแถวนี้เดี๋ยวคนอื่นจะรู้เอาได้ว่าเรามาทำภารกิจลับก็เลยต้องจัดการแบบนี้”อาคอนกล่าวด้วยท่าทางเสียดาย
“ไปจัดการอีท่าไหนเ้าพวกนี้ถึงได้มาถูกมัดอยู่ในห้องของเ้าได้..”
“ด้วยเสน่ห์อันเย้ายวนของข้ามันไม่ยากหรอกที่ทำให้ชายหนุ่มเดินตามขึ้นห้องไม่ต้องหัวเสียไป ถ้าเ้าฝึกฝนมากขึ้นอีกหน่อยแล้วก็โตขึ้นอีกนิดเ้าก็สามารถทำแบบข้าได้”อาคอนตอบแบบยียวนพร้อมกับเอามือสองข้างดันหน้าอกของตัวเองขึ้น
“...............”
“โอเค..เ้าอาจจะทำได้ไม่ต้องฝึกเพิ่มแต่ต้องมีหน้าอกเพิ่มอีกหน่อย”
“..........”
“โอเคเ้าอาจจะทำได้....และหน้าอกของเ้าก็เพียงพอแล้ว”
“ตอบให้จริงจังซะทีสิโว้ยยยยยยยยยยย......” ในที่สุดลูน่าก็หมดความอดทนและกระตุ้นความจริงจังของอาคอนด้วยฝ่าเท้า
“ก็ได้ๆ จะจริงจังแล้ว...”
“ข้าฟังอยู่”
“ข้าก็แค่บอกเ้าพวกนี้ว่าข้าจะปล้นเงินเ้าแล้วชิ่งเพราะความสัมพันธ์ของเราร้าวฉานเกินกว่าจะแก้ก็แค่ข้าได้ส่วนแบ่งเล็กน้อยแล้วพวกเขาจะทำอะไรกับเ้าและเงินที่เหลือก็ช่างมันไม่ใช่เื่ของข้า แต่ว่าวางแผนในล็อบบี้มันไม่เหมาะก็เลยลากเ้าพวกนี้ขึ้นมาในห้องข้าแล้วก็อย่างที่เห็น”
“ช่างเป็โจรที่เชื่อคนง่ายซะจริง”สีหน้าของเธอแสดงออกอย่างสมเพชชัดเจนเมื่อเธอพูดประโยคนี้
“ข้าเลวได้น่าเชื่อถือมากๆ ต่างหาก..”
หลังจากนั้นอาคอนและลูน่าก็เช็คเอาท์ออกจากโรงแรมและเดินทางกลับเมืองเศียรัพวกเขายังคงปกปิดตัวตนอย่างมิดชิดในขณะที่เดินทางกลับ
“โอ้..อาจจะละลาบละล้วงไปบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าผนึกสีดำนั่นใช้ผนึกเวทย์มนตร์ของนักเวทย์เหรอ..”
“เ้าละลาบละล้วงไปมากเลย..”เขาไม่ได้ตอบเธอและกล่าวเพียงแค่นั้นเธอเข้าใจเช่นกันจึงไม่ได้ถามคำถามอื่นอีกต่อไป
*สองอาทิตย์ก่อนที่เมืองเศียรั*
หลังจากที่อาคอนไปทำภารกิจลับอาเรียก็ถูกส่งเข้าเรียนในวิทยาลัยนักล่าจากการจัดการของโรบุสข่าวของเด็กนักเรียนคนใหม่ที่เป็ศิษย์ของนักเวทย์อันดับหนึ่งของมาโทรเดียก็กระจายไปทั่วผู้คนต่างแสดงออกอย่างสนอกสนใจในตัวเธอ
แต่เมื่อทุกคนได้พบกับเธอพวกเขาก็ต้องประหลาดใจเพราะอาเรียนั้นดูไม่เหมือนศิษย์ของนักเวทย์เลยเธอนั่งเครื่องจักรเวทย์มนตร์ที่มีลักษณะเป็ลูกกลมๆลอยไปลอยมาอยู่ตลอดเวลาที่มือของเธอก็สวมถุงมือที่เป็สิ่งประดิษฐ์ทางวิศวกรรมเช่นกัน
ที่หน้าอกของเธอก็มีลักษณะเหมือนกับเตาปฏิกรณ์พลังงานอะไรสักอย่างและรองเท้าของเธอก็ถูกปรับแต่งให้มีไอพ่นเพื่อเสริมการบิน
นอกจากนี้ใบหน้าเล็กๆที่น่ารักของเธอนั้นก็ยังมีแว่นตาเลนส์ขยายเลนส์เดียวอยู่ที่ตาด้านซ้ายพร้อมกับหูฟังที่มีลักษณะเหมือนหูของแมวและกระดิกได้เองด้วย
เครื่องมือที่ติดอยู่ทั้งตัวเธอทำให้คนอื่นมองว่าเธอเหมือนวิศวกรมากกว่าจะเป็นักเวทย์หากไม่นับคทาเวทย์อันใหญ่ที่เธอห้อยอยู่ที่หลัง
อย่างไรก็ตามแม้แต่คทาเวทย์ของเธอเองก็ยังมีอุปกรณ์ที่ล้ำสมัยติดอยู่ที่ปลายคทาและเหมือนว่าจะถูกปรับแต่งไปด้วยบางส่วนด้วยเทคโนโลยีทางวิศวกรรม
“เอ่อ..คือว่าเธอเป็ลูกศิษย์ของท่านอาคอนใช่มั้ย” เด็กชายที่ดูอายุประมาณ 8 ขวบเดินเข้ามาถามถามอาเรียที่ตอนนี้นั่งกินอาหารเที่ยงของเธออยู่
“ใช่..ท่านอาคอนเป็ท่านอาจารย์ของข้า”
“แล้วอุปกรณ์พวกนี้มันอะไรเหรอ..”
“อ๋อ ..ท่านคาลี่ย์ให้ข้าบอกว่ามันจะช่วยควบคุมพลังของข้าได้”
เมื่อได้ยินคำตอบของเธอทำให้ทุกคนที่แอบฟังอยู่ห่างๆอดไม่ได้ที่จะใทั้งอาจารย์ที่สอนในวิทยาลัยและเหล่าผู้คนจากตระกูลใหญ่ที่คอยมาสอดส่องอัจฉริยะเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ล้วนมีปฏิกิริยาเดียวกันทั้งสิ้น
‘พลังของเธอมหาศาลจนต้องใช้อุปกรณ์พวกนี้ช่วยควบคุมพลังไว้เลยหรือนี่..’นั่นคือสิ่งที่คนอื่นคิด
‘ข้าดึงพลังตัวเองออกมาใช้ได้ไม่คล่องถ้าไม่มีของพวกนี้.’และนั่นคือสิ่งที่เด็กหญิงตัวน้อยคิด
ความจริงแล้วทั้งตัวของเธอของเธอนั้นมีเพียงสิ่งที่ติดอยู่ที่คทาเวทย์เท่านั้นที่ช่วยควบคุมพลังของเธอสิ่งอื่นๆนั้นใกล้เคียงกับคำว่าเครื่องประดับที่คาลี่ย์จงใจใส่ให้เธอเพราะเห็นว่าเธอนั้นน่ารักเพียงเท่านั้น
แม้คาลี่ย์จะถูกมองว่ามีพลังพอๆกับอาคอนและดาลัสแต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ถูกมองว่าแข็งแกร่งและน่าเคารพเช่นเดียวกับอีกสองคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้หญิง
ไม่เพียงแต่ผู้หญิงจะไม่ค่อยสนใจเครื่องจักรกลเท่านั้นแต่ผู้หญิงยังมักจะมองว่าเขาไม่ได้มีความแข็งแกร่งจริงๆเพราะเขาไม่เหมือนกับดาลัสและอาคอนที่ทรงพลังด้วยตัวของพวกเขาเองวิศวกรต้องใช้ปัจจัยภายนอกให้ตนเก่งขึ้น
หลายคนที่เข้าหาคาลี่ย์หรือนำเสนอใบหน้าชื่นชมและรอยยิ้มเสแสร้งให้กับเขาจึงมักจะหวังเพียงผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ทรงพลังของเขาเท่านั้น
มีเพียงไม่กี่คนที่ยอมรับเขาจริงๆในฐานะบุคลที่แข็งแกร่งความจริงเขาสามารถนับคนประเภทนั้นได้ด้วยมือข้างเดียวแม้จะเพิ่มสาวน้อยอาเรียเข้าไปด้วยก็ตาม
อาเรียเป็เด็กบ้านนอกดังนั้นเธอจึงชื่นชมสิ่งประดิษฐ์ที่ล้ำยุคั้แ่ต้นเพราะมันเป็สิ่งที่น่าอัศจรรย์สำหรับเธอประกอบกับผู้คนและเื่ราวที่เธอได้พบและผ่านมา เธอเข้าใจว่าดีว่าความแข็งแกร่งไม่ใช่เพียงแค่พลังที่ล้นหลามเพราะผู้คนที่เธอรู้จักเมื่อมาถึงที่นี่มักจะมีความแข็งแกร่งในลักษณะที่แตกต่างกันไป
ตัวอย่างเช่นโบรุสที่เธอได้จดเอาไว้ในสมุดบันทึกของเธอว่า“เขาคือชายที่ทำงานที่ยากลำบากที่สุด” เพราะเขาต้องรับมือกับคนแข็งแกร่งที่ทำตัวประหลาดๆมากมายหรืออีกคนที่เธอเคยได้ยินจากทั้งอาจารย์ของเธอและคาลี่ย์ ผู้สร้างของเธอ MadAlchemist เขาก็ไม่ใช่คนที่มีพลังมหาศาล แต่เขากลับเป็อาชญากรตัวฉกาจที่สมาคมนักล่าต้องคอยระวัง และยังชนะอาจารย์ของเธอได้อีกด้วย
ดังนั้นอาเรียจึงชื่นชมคาลี่ย์จากใจจริงและยอมรับว่าเขาเป็คนที่แข็งแกร่งนั่นทำให้คาลี่ย์รู้สึกถูกชะตากับเธอมากๆ และให้สิ่งประดิษย์นู่นนี่กับเธออยู่เรื่อยๆ
นั่นทำให้ลักษณะของเธอในปัจจุบันเป็อย่างที่คนอื่นๆในโรงอาหารเห็นอุปกรณ์ทางวิศวกรรมมากมายติดอยู่ตามตัวเธอแต่ด้วยความที่มันถูกออกแบบมาให้น่ารักดังนั้นเธอจึงดูไม่เหมือนพวกหุ่นยนต์เหล็กทื่อๆแต่ทำให้ดูน่ารักมากๆแทน
“ข้าขอนั่งด้วยคนได้มั้ย..”
“อื้ม..”หลังจากที่มีเสียงเด็กหญิงคนหนึ่งเดินมาขอนั่งกับเธอ อาเรียก็ตอบตกลงโดยไม่คิดจากนั้นเด็กหญิงคนดังกล่าวก็เงียบไปไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มและไม่ได้ทานอาหารของเธอทำให้อาเรียต้องเงยหน้าขึ้นมาจากอาหารและมองเด็กหญิง
“..หืมม....”อาเรียส่งเสียงแปลกๆเนื่องจากเด็กหญิงคนนั้นแค่นั่งจ้องเธออยู่อย่างนั้นนั่นทำให้เธอรูสึกอึดอัดเล็กน้อย
“เธอจำฉันไม่ได้จริงๆด้วยสินะ....คนอ่อนแอก็เป็ดั่งมดตัวน้อยไม่มีอะไรให้จดจำฉันเข้าใจ ไม่ต้องห่วงฉันจะแข็งแกร่งขึ้นให้มากพอที่เธอจะจดจำฉันได้ ฉันแชลเทียร์ฟานโดร่า” แชลเทียร์แนะนำตัวเองก่อนทีจะยื่นมือของตนไปที่อาเรีย
“ฉันอาเรีย....แค่อาเรีย ยินดีที่ได้รู้จัก...” อาเรียทำหน้าสงสัยและยื่นมือไปจับกับแชลเทียร์
เป็อีกครั้งในรอบวันที่ทุกคนต้องใแชลเทียร์ ฟานเดอร่า นักดาบเวทย์มนตร์วัยเจ็ดขวบ ความสามารถของเธอในวิทยาลัยนั้นเป็รองเพียง แจ็ค และ สโตน ลูกศิษย์ของคาลี่ย์และดาลัสเพียงเท่านั้นแต่ก็เพราะว่าอายุของเธอน้อยกว่าสองคนนั้นด้วย อย่างไรก็ตามเธอกลับพึ่งจะพูดว่าคน”คนอ่อนแอเช่นเธอไม่มีค่าให้จดจำ”กับเด็กหญิงตรงหน้านั่นทำให้ผูคนประเมินพลังของลูกศิษย์ของจอมเวทย์อันดับหนึ่งขึ้นไปสูงเสียดฟ้าแล้วในปัจจุบัน
ในความเป็จริงเธอทั้งคู่ไม่เคยได้พบกันอย่างจริงจัง อาเรียไม่ได้สังเกตุเห็นแชลเทียร์ท่ามกลางผู้สมัครเป็ศิษย์ของอาคอนจำนวนมากด้วยและแชลเทียร์ก็เพียงเห็นอาเรียจากที่ไกลๆ เพียงเท่านั้น
เหตุผลที่แชลเทียร์ประเมินอาเรียสูงเช่นนั้นเพราะสิ่งที่เธอทำกับะเิเวทย์มนตร์ที่ร้านขายอุปกรณ์เวทย์มนตร์ในมุมมองของแชลเทียร์ดูเหมือนว่าอาเรียจะหยุดมันได้เหมือนเป็เื่ปกติไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรเลยทั้งๆที่อานุภาพการทำลายล้างของะเิเวทย์นั้นรุนแรงมากพอที่จะมีคนเก็บมันไว้เป็ไพ่เด็ดเพื่อใช้เอาชีวิตรอด
แต่ใครจะรู้ว่าที่เธอทำเช่นนั้นได้มันเป็เพราะร่างกายที่แปลกประหลาดของเธอดังนั้นแชลเทียร์จึงประเมินความสามารถของเธอผิดไปมากจริงๆ
ตลอดสองสัปดาห์ข่าวของเด็กหญิงลูกศิษย์ของจอมเวทย์อันดับหนึ่งก็ดังไปทั่วและยังคงมีเื่ราวน่าใเกี่ยวกับเธอให้ฟังเป็ระยะจากการที่แชลเทียร์มักจะมองเธอเป็เป้าหมายและแข่งขันกับเธอในแต่ละการฝึกแต่เธอก็มักจะปฏิเสธโดยการบอกว่าเธอไม่สามารถทำได้และเลือกที่จะเฝ้าดูอยู่ห่างๆแทน
“ฉันว่าบางทีเด็กนั่นอาจจะไม่ได้เก่งจริงๆก็ได้ฉันหมายถึงที่พวกเราได้ยินมาทั้งหมดก็มีแค่ข่าวลือไม่ใช่เหรอ” นักล่าหญิงคนหนึ่งที่มีลูกศิษย์อยู่ในวิทยาลัยเช่นกันอดไม่ได้ที่จะกังขา ในตอนนี้เธอนั่งดื่มกันในร้านเหล้าใกล้ๆสมาคมนักล่าและคุยกับคนในกลุ่มของเธอเธอหวังว่าจะยกเื่ลูกศิษย์ของตนมาพูดอวดให้เพื่อนฟังโดยการใช้เื่ของอาเรียเป็หัวข้อเปิดประเด็น
“ฉันก็คิดแบบเดียวกับเธอ มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธการแข่งขันทุกครั้งนอกจากซะว่าไม่ได้เจ๋งจริงๆ”นักล่าชายในกลุ่มสนับสนุนความคิดของเธอ
“ฮ่าๆๆ พวกเ้านี่ช่างโง่เขลาซะจริง”เสียงชายชราคนหนึ่งดังมาจากอีกฝั่งของร้านหลังจากที่ได้ยินที่พวกของนักล่าสบประมาทเด็กหญิง
“ไม่ลองอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยล่ะ ตาแก่ความคิดฉลาดๆของเ้าน่ะ” กลุ่มนักล่าที่ได้ยินสิ่งที่ชายชรากล่าวเริ่มหัวเสีย
ชายชราไม่ได้ตอบในทันทีแต่กระดึกเหล้าไปจนหมดแก้วก่อนที่จะกล่าว“ฉายาของเ้าคืออะไรนะ bull head รึเปล่า พวกหัวทื่อที่เอาร่างเข้าชนอย่างเดียวเพราะคิดว่าร่างกายตัวเองทรงพลังมีทักษะการบัฟร่างกายเล็กน้อยเพื่อเสริมจุดเด่น เคลื่อนที่เชื่องช้าเพราะทั้งทีมไม่มีใครใช้เวทย์เสริมความเร็วให้และนายเองก็ใช้ทักษะเสริมความเร็วไม่เป็ เมื่อสู้ไม่ไหวก็มีะเิเวทย์เป็ไม้ตายเอาไว้รักษาชีวิต..นั่นคือจุดอ่อนและจุดแข็งทั้งหมดของนายที่ฉันรู้..”
“แก้าจะพูดอะไรตาแก่” ชายที่มีฉายาว่า bullhead ลุกขึ้นมาตอบโต้ชายชรา
“แล้วพวกเ้ารู้อะไรเกี่ยวกับนักล่าระดับสูงเช่นระดับ A บ้างล่ะ”
ทั้งกลุ่มมองหน้ากันเอง คนที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นักล่าระดับB ซึ่งถูกจัดเป็อันดับยี่สิบในระดับ เมื่อไม่มีใครตอบชายชราจึงกล่าวต่อ
“พวกนักล่าระดับสูงหรือพวกคนที่แข็งแกร่งมักจะไม่หงายไพ่ของตนให้คนอื่นรู้ ยิ่งเป็ท่านอาคอนด้วยแล้วพวกเราก็แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยเพราะเขาแทบจะไม่เคยสู้กับใครตรงๆมันจะแปลกอะไรที่ลูกศิษย์ของชายคนนั้นจะทำแบบเดียวกัน..” ชายชรากล่าวเสร็จก็รินเหล้าใส่แก้วของตนและยกซด
“แต่ว่าพวกเขาก็เคยต่อสู้ทั้งสิ้นไม่ใช่เหรอ..กับเด็กที่ปฏิเสธการต่อสู้และการแข่งขันทุกอย่างแล้วพูดว่าตัวเองอ่อนแอแบบนั้นจะเอาตรรกะเดียวกันมาใช้ได้ไง”นักล่าหญิงที่เป็คนเปิดประเด็นของเื่นี้โต้ตอบคำกล่าวของชายชรา
“ะเิเวทย์นั่นพวกนายเก็บเอาไว้ใช้เป็ไม้ตายรักษาชีวิตสินะ”เสียงชายหนุ่มอีกเสียงดังมาจากอีกมุมของร้านด้วยคำถามที่เขารู้คำตอบอยู่แล้วก่อนจะพูดต่อ“เด็กนั่นหยุดะเิพวกนั้นได้ง่ายๆเหมือนไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรมากมายเลยเื่นี้ฉันเห็นมาเองกับตา ยัยหนูแชลเทียร์ก็เห็นเช่นกันหรือถ้านั่นยังไม่มากพอนายจะลองไปถามผู้ประสานงานโรบุสดูก็ได้”
ชายชราและชายหนุ่มคนนี้ก็คือปู่ของแชลเทียร์และโดริน พยานที่เห็นการหยุดะเิเวทย์มนตร์ในร้านนั่นเอง
เมื่อมีพยานเป็บุคลที่น่าเชื่อถือเช่นนี้ไม่มีใครที่กังขาในความแข็งแกร่งของเธออีกต่อไปผู้คนต่างเฝ้าดูและรอคอยให้เธอสร้างปาฏิหาริย์ในอนาคต มันเป็สองสัปดาห์ที่ผู้คนนั้นกล่าวถึงความสุดยอดของเธอและมีบางคนที่แต่งเื่เสริมเข้าไปจนดูเกินจริงเพื่อให้เป็เื่เล่าที่น่าติดตาม