เล่มที่ 1 บทที่ 25 พลังปราณก่อรูป
“ฝึบ!”
หลังจากผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ แล้วบนนิ้วชี้ข้างขวาที่เจียงอวิ๋นยื่นออกมาพลันมีเปลวเพลิงเล็กๆ ขนาดเท่าเล็บมือลุกไหม้ขึ้นแผ่ไออุ่นออกมาอย่างเบาบาง
เมื่อเห็นเปลวเพลิงที่ดูสั่นไหวไม่มั่นคงอาจจะมอดดับได้ตลอดเวลา บนใบหน้าของเจียงอวิ๋นก็เผยสีหน้าตื่นเต้นทว่าเพียงครู่เดียวเท่านั้น ความตื่นเต้นก็แปรเปลี่ยนเป็ความฉงนงุนงง
เจียงอวิ๋นขมวดคิ้วจ้องมองเปลวเพลิงแล้วพึมพำออกมา “ตามที่หนังสือบอกไว้ ระดับเบิกปราณขั้นสามเมื่อรวบรวมพลังปราณภายในร่างขึ้นมาจักสามารถสร้างลูกบอลไฟขนาดเท่าฝ่ามือได้ทว่าข้าระดับเบิกปราณขั้นห้า ปล่อยพลังปราณออกนอกกายได้น่าจะสร้างลูกบอลเพลิงขนาดเท่าแตงโมได้แล้วด้วยแต่ไฉนข้าถึงปล่อยออกมาได้เพียงเปลวเพลิงเล็กๆ เช่นนี้?”
“วิธีการก็ถูกต้องทั้งหมดเช่นนั้นข้าผิดพลาดที่ใดกัน?”
ระหว่างที่พึมพำอยู่นั้น เจียงอวิ๋นได้สร้างเปลวเพลิงขึ้นบนนิ้วมือทั้งสิบอย่างต่อเนื่องไปพลางไตร่ตรองอย่างจริงจังไปพลาง
ขณะเดียวกันตงฟางโป๋ที่อยู่ในเรือนของตัวเองพลันแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย กล่าวเสียงเบาว่า“ศิษย์น้องหญิงสอง ไม่ชี้แนะสักหน่อยหรือ?”
เสียงของศิษย์น้องหญิงสองพลันดังขึ้น “ข้าบอกแล้วหากเขามีความสามารถเข้าตาข้าละก็ บางทีข้าอาจจะชี้แนะเขาสักเล็กน้อย ทว่าตอนนี้ยังไม่ได้! ยิ่งกว่านั้นอาจารย์เพียงชี้แนะ ผลลัพธ์อยู่ที่คน! หากปัญหาเพียงแค่นี้ก็ต้องให้ผู้อื่นมาชี้แนะแล้วเช่นนั้นทั้งชีวิตนี้เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จอันใดใหญ่โตหรอก”
ตงฟางโป๋กลับส่ายหน้า “แต่เขายังไม่มีอาจารย์เลย!”
ศิษย์น้องหญิงสองกล่าวเสียงเ็า“ในนิกายแสวงมรรคมีศิษย์นับหมื่นที่ไร้อาจารย์หรือข้าต้องไปไล่ชี้แนะพวกเขาทีละคนด้วย!”
ตงฟางโป๋หัวเราะแห้งๆ “แหะแหะข้าแค่พูดเล่นเท่านั้น หากเ้าคิดจะชี้แนะขึ้นมาจริงๆ ข้าจะเป็คนแรกที่คัดค้านเลย! อย่างไรเสียการบำเพ็ญมรรคนอกจากความพยายามแล้วยังต้องดูเื่ไหวพริบด้วย ในอดีตพวกเราเองก็ค่อยๆก้าวมาทีละก้าวเช่นนี้เหมือนกัน! แต่แค่ไม่รู้ว่าน้องเจียงจะต้องใช้เวลานานเพียงใดจึงจะค้นพบปัญหาของเื่นี้ได้!”
ศิษย์น้องหญิงสองนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ในบรรดาพวกเราสมัยนั้น ศิษย์น้องสามบรรลุเร็วที่สุด ใช้เวลาเพียงสามวันพวกเราตั้งตารอคอยเถอะ ดูว่าเขาต้องใช้เวลานานเพียงใด!”
เวลาได้ผ่านไปอีกหนึ่งวันในเรือนของเจียงอวิ๋นพลันมีเสียงะโด้วยความยินดีดังออกมา “ข้าเข้าใจแล้ว!”
หลังจากการวิเคราะห์ไตร่ตรองซ้ำไปซ้ำมาตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืนโดยไม่หลับไม่นอนแม้ในดวงตาของเจียงอวิ๋นจะเต็มไปด้วยสีเื สีหน้าเองก็ขาวซีดเกินบรรยายทว่าบนใบหน้าของเขากลับประดับไว้ด้วยรอยยิ้มมองดูเปลวเพลิงขนาดเท่าไข่ไก่ตรงใจกลางฝ่ามือตนด้วยความยินดี
“พลังปราณ!” เจียงอวิ๋นถอนหายใจลากยาวออกมา“แม้การปล่อยพลังปราณออกนอกร่างกายสามารถทำให้อานุภาพของพลังปราณเพิ่มขึ้นได้ทว่าหลังจากปล่อยออกมาแล้ว พลังปราณส่วนใหญ่กลับถูกปล่อยทิ้งอย่างสิ้นเปลืองเป็เหตุให้ก่อนหน้านี้มีเพียงเปลวเพลิงเล็กๆ ปรากฏขึ้นมา!”
“หรือก็คือ หากข้า้าให้วิชาอาคมสำแดงอานุภาพมากยิ่งขึ้นข้าต้องเริ่มจากการเรียนรู้วิธีควบคุมลมปราณภายในร่างกายก่อนจะให้ดีที่สุดคือทำได้ถึงขั้นไม่สิ้นเปลืองลมปราณแม้เพียงเศษเสี้ยวเดียว!”
“ทว่าต้องทำเช่นไรถึงจะสามารถควบคุมลมปราณได้ดียิ่งขึ้นล่ะ?”
เมื่อเจียงอวิ๋นจมลงสู่ห้วงความคิดอีกครั้งบนยอดเขาซ่อนก็ได้มีเสียงของตงฟางโป๋ดังขึ้นอย่างแ่เบา “วันเดียวก็ค้นพบแล้วเด็กคนนี้ มิเพียงแต่บำเพ็ญรวดเร็วจนน่าทึ่งอีกทั้งยังมีปัญญาและไหวพริบที่น่าตะลึงด้วย!”
“ไม่ใช่!” ศิษย์น้องหญิงสองกล่าวเสียงเบา“ปัญญาไหวพริบของเขาเป็เช่นไรข้ายังไม่อาจฟันธงได้ ทว่าที่เขาค้นพบปัญหาได้เร็วเพียงนี้น่าจะเป็ผลมาจากทักษะการสังเกตอย่างละเอียดของเขา ข้าชักสงสัยแล้วสิก่อนจะเข้าสู่นิกายแสวงมรรค เขาใช้ชีวิตเช่นใดมากันแน่คนธรรมดาที่มิเคยข้องเกี่ยวกับการบำเพ็ญมาก่อน ไม่น่าจะมีทักษะการสังเกตเช่นนี้ได้!”
“ข้าเองก็สงสัยมากเช่นกัน!” ตงฟางโป๋พยักหน้ากล่าว“ทว่าอาจารย์เคยกล่าวไว้ อย่าไปสืบสาวอดีตของผู้คน ดังนั้นหากเขาไม่เป็ฝ่ายบอกเองพวกเราก็อย่าถามเสียล่ะ!”
ศิษย์น้องหญิงสองกล่าวเสียงเรียบ “บางทีเขาอาจจะกลายเป็ศิษย์น้องสี่ของพวกเราจริงๆ ก็เป็ได้!”
ครั้งนี้ตงฟางโป๋ไม่ได้กล่าวอันใดอีกเพียงมองไปทางที่เจียงอวิ๋นแล้วเผยสีหน้าคาดหวังออกมา
เจียงอวิ๋นในเวลานี้พุ่งปราดออกจากเรือนอย่างรวดเร็วเขาทำอะไรบางอย่างที่พื้นสวนอยู่ครึ่งค่อนวัน บนมือนั้นเต็มไปด้วยก้อนหินกองหนึ่งแต่ละก้อนล้วนมีขนาดราวๆ กำหมัด
เจียงอวิ๋นไม่ได้กลับเข้าเรือน เขานั่งลงบนพื้นวางก้อนหินกองนี้ลงเบื้องหน้า จากนั้นก็วางชามศิลาลงข้างๆ หนึ่งชามสองตาจับจ้องไปที่ก้อนหิน พลังปราณสายหนึ่งถูกยิงออกมาจากปลายนิ้วเข้าไปในก้อนหินอย่างฉับพลัน
พลังปราณที่แผ่กระจายไปรอบๆ เป่ากองก้อนหินจนกระจายออกราวกับพายุลูกหนึ่งก็ไม่ปานต่อจากนั้น ปลายนิ้วของเจียงอวิ๋นก็มีพลังปราณยิงออกมาอีกอย่างต่อเนื่องแล้วจมหายเข้าไปในก้อนหินเ่าั้
ภาพที่เกิดขึ้นย่อมดึงความสนใจของพวกตงฟางโป๋สองคนไว้
“เขาทำอะไรอยู่?”
“เหมือนว่าคิดจะใช้พลังปราณเก็บก้อนหินทั้งหมดไปไว้ในชามนั่น”
ศิษย์น้องหญิงสองส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างหาได้ยาก“ฮ่าฮ่า ยังไม่รู้วิธีเดินกลับคิดจะวิ่งเสียแล้ว! แม้นี่จะเป็วิธีที่โง่งมแต่ก็สามารถเพิ่มความสามารถในการควบคุมพลังปราณขึ้นได้จริงๆทว่ายังขาดไปอีกหนึ่งขั้นตอน!”
หลังจากทดลองนับครั้งไม่ถ้วน ใช้พลังปราณในร่างกายจนหมดแล้วหลายครั้งทว่าเจียงอวิ๋นกลับยังไม่สามารถเก็บก้อนหินไปได้แม้แต่ก้อนเดียวเจียงอวิ๋นจึงหยุดการกระทำของตนลง จมสู่ห้วงความคิดอีกครั้ง
ครั้งนี้ เพียงไม่นานเขาก็ตาเป็ประกาย “ไม่ใช่พลังปราณเป็สิ่งเลื่อนลอยเหมือนดั่งสายลม หากคิดจะเก็บก้อนหินขึ้นมา ข้าควรทำให้พลังปราณก่อรูปเป็นิ้วมือให้ได้เสียก่อน!”
จากนั้นเจียงอวิ๋นก็ไม่ยึดติดกับการใช้พลังปราณไปเก็บก้อนหินขึ้นมาอีกเขาพยายามให้พลังปราณที่ถูกยิงออกจากปลายนิ้วก่อตัวเป็รูปร่างบางอย่างแทน
ครั้งแรกล้มเหลว ครั้งที่สองล้มเหลว...ครั้งที่สิบก็ยังคงล้มเหลว!
จนเมื่อสามวันผ่านไปพลังปราณที่ยิงออกจากปลายนิ้วของเจียงอวิ๋นก็รวมตัวกันกลายเป็รูปร่างนิ้วมือสองนิ้วแม้จะดูหยาบกระด้างอย่างมากทว่ามันก็สามารถเก็บก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้นมาได้อย่างช้าๆจากนั้นก็นำไปวางไว้ในชามศิลาอย่างสั่นๆ
“ตุบ!”
เสียงก้อนหินตกลงกระทบชามสำหรับเจียงอวิ๋นในเวลานี้แล้ว มันช่างเป็เสียงที่ไพเราะเสนาะหูที่สุดเลยและทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้นอย่างมหันต์ด้วย
ขณะเดียวกัน ตงฟางโป๋เองก็ถอนหายใจออกมายาวๆ“พลังปราณก่อรูป! เขาทำได้แล้ว! แต่ว่าเขาระดับเบิกปราณขั้นหกแล้วหรือ?”
เก้าขั้นเล็กในระดับเบิกปราณแท้จริงแล้วแต่ละขั้นล้วนมีมาตรฐานของมัน อย่างเช่นขั้นที่ห้าก็คือการปล่อยพลังปราณออกนอกร่างได้ และขั้นที่หกก็จะสามารถทำให้พลังปราณก่อรูปได้
แท้จริงแล้วเจียงอวิ๋นในเวลานี้ยังอยู่เพียงขั้นที่ห้าตามหลักแล้วไม่สามารถทำให้พลังปราณก่อรูปได้ ทว่าเส้นลมปราณของเขาทั้งใหญ่และหนากว่าคนอื่นหลายเท่าปริมาณพลังปราณจึงมากกว่าตามไปด้วยเมื่อรวมกับที่เขามีการรับรู้อันเฉียบคมด้วยแล้ว เขาจึงสามารถทำถึงขั้นนี้ได้ล่วงหน้า
เสียงของศิษย์น้องสองไม่ได้ดังขึ้นอีก ด้านเจียงอวิ๋นก็ยังคงรวบรวมพลังปราณให้ก่อตัวเป็รูปร่างต่างๆอย่างต่อเนื่องราวกับเสียสติ หยิบก้อนหินไปใส่ในชามศิลาโดยไม่หยุดพัก!
เมื่อสิบวันผ่านไปพลังปราณที่เจียงอวิ๋นปล่อยออกก็สามารถก่อตัวเป็รูปร่างต่างๆ ได้ดั่งใจปรารถนาหลังจากผ่านไปครึ่งเดือน เขาก็เปลี่ยนขนาดก้อนหินจากเท่ากำปั้นเหลือเท่าลูกเหอเถา (วอลนัต)หลังจากนั้นอีกยี่สิบวัน เขาก็เปลี่ยนขนาดก้อนหินให้เหลือเท่าลูกองุ่นจนเมื่อผ่านไปครบหนึ่งเดือนเต็ม ก้อนหินก็มีขนาดเหลือเพียงเม็ดงาเท่านั้น
“สำเร็จ!”
เมื่อก้อนหินก้อนสุดท้ายถูกใส่ลงไปในชามศิลาเจียงอวิ๋นก็ตาเป็ประกายระยับ สูดหายใจลึกๆ เข้าไปเฮือกใหญ่!
ลูกบอลเพลิงั์ขนาดเท่าตัวคนหนึ่งลูกพลันลอยออกจากฝ่ามือของเขาซัดเข้าที่โต๊ะศิลาตัวหนึ่ง
เกิดเสียงะเิดัง “เปรี้ยง”โต๊ะศิลาได้ถูกเปลวเพลิงครอบไว้อย่างสมบูรณ์ในพริบตา ลุกไหม้นานหนึ่งเค่อจงเต็มๆจึงค่อยๆ มอดไป
หลังจากสังเกตดูโต๊ะศิลาที่ไหม้เป็ตอตะโกอย่างละเอียดครู่หนึ่งเจียงอวิ๋นก็ได้พึมพำว่า “ไม่ได้ ยังมีพลังปราณที่สิ้นเปลืองอยู่เส้นลมปราณของข้าหนากว่าคนอื่นๆ มาก พลังปราณย่อมต้องมากกว่าเช่นนั้นการปล่อยลูกบอลเพลิงของข้าจึงย่อมต้องใหญ่กว่าด้วยจึงจะถูก!”
ในตอนที่เจียงอวิ๋นเตรียมจะเก็บหินมาเพิ่มนั่นเองตงฟางโป๋ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าเขาด้วยรอยยิ้มเจื่อน สูดจมูกเบาๆเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “น้องเจียง ข้ามอบโอสถเสบียงกรังให้เ้าได้แต่ร่างกายของเ้า ข้าไม่สามารถชำระล้างให้ได้หรอกนะ พักผ่อนเสียบ้างเถอะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของตกฟางโป๋แล้วเจียงอวิ๋นก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะมีสีหน้าเข้าใจ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เขาจมดิ่งอยู่กับการฝึกฝนควบคุมพลังปราณโดยสมบูรณ์ เมื่อง่วงก็หลับเมื่อตื่นก็ฝึกฝนต่อ แต่กลับไม่ได้รู้สึกหิวแต่อย่างใด ทว่าทุกครั้งที่เขาหิวบนพื้นข้างๆ ก็จะมีโอสถเสบียงกรังวางอยู่หนึ่งเม็ดเสมอ
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักเพียงนำเข้าปากเคี้ยวแล้วกลืนเท่านั้น พอมาลองนึกดูแล้วที่แท้ก็เป็ตงฟางโป๋ที่แอบเตรียมไว้ให้เขาเงียบๆ นี่เอง
“ขอบพระคุณศิษย์พี่ใหญ่!”
เจียงอวิ๋นรู้สึกตื้นตันใจยิ่งกว่าเดิม รีบยืนขึ้นคารวะให้ตงฟางโป๋
“ไม่ต้องเกรงใจ แม้การฝึกฝนบำเพ็ญจะสำคัญแต่เ้าก็ควรมีขีดจำกัดที่เหมาะสมบ้าง เ้าเนี่ยค่อนข้างคล้ายศิษย์พี่หญิงสองของเ้าเลยนะ! รีบไปอาบน้ำอาบท่าเถอะ!”
“เข้าใจแล้ว!”
เมื่อเจียงอวิ๋นพุ่งออกไปยังลำธารเพื่ออาบน้ำเสียงของศิษย์พี่หญิงสองก็ได้ดังขึ้นที่ข้างหูของเขาอย่างกะทันหัน“การควบคุมพลังปราณ ไม่มีทางสำเร็จถึงขั้นใช้ได้ดั่งใจโดยสมบูรณ์ในเวลาสั้นๆดังนั้นเ้าไม่จำเป็ต้องใส่ใจกับเื่นี้มากถึงเพียงนี้ก็ได้ วันหน้าหากเ้ามีสิ่งใดที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับวิชาอาคมสามารถมาหาข้าได้!”
เจียงอวิ๋นรีบหันไปคำนับทางต้นเสียงทันที“ขอบพระคุณศิษย์พี่หญิงสอง!”
ตงฟางโป๋ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขาแย้มยิ้มออกมาบางๆกล่าวขึ้นด้วยเสียงพูดที่มีเพียงตัวเขาเองได้ยิน“เข้าตาศิษย์น้องหญิงสองได้เช่นนี้ หึหึ น้องเจียง เ้าโชคดีไม่เลวเลย!”