สามเดือนผ่านไป เมืองหลินเหยียนได้ต้อนรับการทดสอบรับศิษย์ของสำนักยุทธวายุจักรพรรดิที่ทั้งเมืองต่างตั้งตารอ
ที่ผ่านมา หากคนหนุ่มสาวเมืองหลินเหยียนหมายใจจะเข้าสำนักยุทธขั้นสูงที่มีชื่อเสียงจะต้องเดินทางไปยังนครหลวงเพื่อเข้าร่วมการทดสอบด้วยตนเอง แต่ในปีนี้สำนักยุทธวายุจักรพรรดิมารับสมัครศิษย์ด้วยตัวเองนับเป็เื่ใหญ่และเป็เกียรติแก่ทั้งเมืองหลินเหยียนโดยแท้
แต่กระนั้น ที่น่าประหลาดใจก็คือ สถานที่จัดการทดสอบสำนักยุทธวายุจักรพรรดิคือที่บ้านตระกูลเย่มิหนำซ้ำยังจัดในงานเลี้ยงวันเกิดของคุณหนูใหญ่ตระกูลเย่นามเย่โยวอีกต่างหาก
“ยอดเยี่ยมจริงแท้! ไม่นึกเลยว่าตระกูลเย่จะไปมีความเกี่ยวข้องกับสำนักยุทธวายุจักรพรรดิหนึ่งในห้าสำนักใหญ่แห่งอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์ได้ เมืองหลินเหยียนคงใกล้ถึงยุคที่ตระกูลเย่จะเป็หัวเรือใหญ่แล้วกระมัง?”
“ก็เป็ไปได้! เกิดป่ายปีนร่มไม้ใหญ่อย่างสำนักยุทธวายุจักรพรรดิได้วันข้างหน้าคงได้งอกงามไม่ร่วงโรยเป็ธรรมดา”
“พวกเราก็ไปร่วมวงที่บ้านตระกูลเย่หน่อยแล้วกัน! ดูหน่อยซิว่าจะมีอัจฉริยะหนุ่มสาวสักกี่คนของสำนักเส้าจงที่เข้าสำนักยุทธวายุจักรพรรดิได้สำเร็จ”
“สี่อัจฉริยะทำได้แน่นอน”
“เ้าพูดผิดแล้ว สามอัจฉริยะต่างหาก”
“ฮ่าๆ โทษที อีกคนเป็สวะนี่นา”
...
ท่ามกลางความเดือดพล่าน คึกคัก และสั่นะเืของทั้งเมืองงานเลี้ยงวันเกิดของเย่โยว คุณหนูใหญ่ตระกูลเย่ได้เปิดฉากอย่างเงียบเชียบ
ยามใกล้เที่ยงวัน บ้านเย่ก็มีแขกมากันอย่างเนืองแน่น เนื่องจากเป็ตระกูลอันดับต้นๆของเมืองหลินเหยียน ตระกูลเย่จึงมีกิตติศัพท์ในเมืองอย่างสูง
จวนตระกูลเย่ที่ประดับประดาอย่างหรูหราและใหญ่โต
พรมสีแดงใหม่เอี่ยมถูกปูจากประตูใหญ่บ้านเย่ไปจนถึงสวนหน้าบ้าน
เพื่อต้อนรับขับสู้การทดสอบศิษย์สำนักยุทธวายุจักรพรรดิในครั้งนี้ตระกูลเย่ตั้งใจดัดแปลงสวนหน้าบ้านให้เป็ลานเต๋ากว้างใหญ่เป็การพิเศษเขตใจกลางลานเต๋านั้นคือแท่นสี่เหลี่ยมสูงกว่าห้าสิบเมตรอันโอฬารตระการตา
ภายในจวน ผู้คนมากมาย คึกคักหาใดเปรียบ
ตำแหน่งบนแท่นสูงกลางของลานคืออัฒจันทร์อันโอ่อ่าแห่งหนึ่ง
บนอัฒจันทร์ ร่างจักรปราณไม่สามัญนั่งอยู่บนเก้าอี้ใหญ่แสนสบายทั้งสี่ตัว
หากมองไปทั่วงานจะเห็นว่ามีเพียงสี่คนนี้เท่านั้นที่มีสิทธิ์นั่งอยู่ข้างบน
“เ้าตระกูลหลิ่ว เ้าตระกูลเหลียง เ้าสำนักเส้าจงมากันหมดแล้วใช่หรือไม่?”
“ช่างหาดูได้ยากเสียจริง! คนใหญ่คนโตของเมืองหลินเหยียนทั้งหลายไม่เคยได้รวมตัวกันเช่นนี้มานานแล้ว”
“ข้าว่าคงเป็เพราะสำนักยุทธวายุจักรพรรดิไปกว่าครึ่ง”
...
ผู้คนใต้ลานวิพากษ์วิจารณ์กัน ต่างฝ่ายต่างมีสีหน้ายำเกรง
ผู้นั่งซ้ายสุดคือเ้าตระกูลเหลียง ‘เหลียงฮุย’
อายุอานามราวสี่สิบ เขาวางมือทั้งสองลงกับพนักเก้าอี้ สีหน้านิ่งสงบเป็อย่างยิ่ง
ข้างๆ เหลียงฮุยคือชายกลางคนในชุดยาวผู้มีอายุไล่เรียงกัน บุรุษผู้นั้นมีแววตาลึกหม่นมองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา เขาก็คือเ้าตระกูลหลิ่ว ‘หลิ่วเสวียน’
ส่วนทางขวาสุดนั้นคือชายชราวัยห้าหกสิบปี มือขยับลูกเหล็กสองลูกในมือให้ความรู้สึกหนักแน่นดุจขุนเขา
เ้าสำนักสำนักเส้าจง ‘ชิงสือ’
และบุรุษกลางคนผู้ที่นั่งตรงกลางเก้าอี้ทั้งสี่อันแกล้วกล้าไม่สามัญคือเ้าตระกูลเย่ ‘เย่ฉิง’
เย่ฉิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวกว้าง มุมปากจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม งานวันนี้หาใช่ง่ายดายแค่เพียงเป็วันเกิดลูกสาวแสนรักอย่างย่โยวไม่
แเื่แน่นขนัด ปืนใหญ่พิธีแซ่ซ้อง!
บรรยากาศอันรื่นเริงปกคลุมทั่วทุกหัวมุมจวนเย่
แต่กระนั้น ผู้ที่ดึงดูดความสนใจผู้คนมากที่สุดกลับมิใช่ประมุขตระกูลทั้งสามหรือเ้าสำนักเส้าจงแต่เป็บุรุษหนุ่มที่อยู่ใกล้เ้าตระกูลหลิ่วกับเ้าตระกูลเหลียงต่างหาก
“ศิษย์พี่หลิ่วเซียวหล่อเหลือเกิน!”
“ศิษย์พี่เหลียงอี้ิก็ช่างเ็ายิ่งนัก”
“ในบรรดาอัจฉริยะสำนักเส้าจง ข้านับถือพวกเขาสองคนที่สุดแล้ว”
...
ศิษย์หญิงไม่น้อยมองสองคนนั้นอย่างเพ้อฝันด้วยเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเส้าจงในเวลานี้ หลิ่วเซียวจึงเป็จุดสนใจของผู้คนเสมอไม่ว่าจะไปแห่งหนไหนก็ดูแกล้วกล้าสามารถ หว่างคิ้วมีกลิ่นอายความทระนงและบ้าคลั่ง
เหลียงอี้ิรูปลักษณ์ภายนอกนั้นดูแสนเ็า ไม่พูดจาปราศรัยบุคลิกโดดเดี่ยวทระนงดุจอินทรีในทุ่งหญ้า
“คุณหนูเย่โยวออกมาแล้ว...”
ทันใดนั้น เสียงจ้อกแจ้กจ้าละหวั่นก็ดังมาตามฝูงชนสายตามากมายหันเหไปทางเดียวกัน ท่ามกลางสายตาตะลึงและอิจฉาดรุณีสาวงามหมดจดเลิศเลอ บุคลิกเฉกเช่นชนชั้นสูงก็เดินออกมาจากในเรือนตระกูลเย่
“คุณหนูเย่โยววันนี้ช่างสวยจริงๆ ”
“พูดจาเหลวไหล! คุณหนูเย่โยวสวยมาตลอดนั่นแหละ”
“อวยพรให้คุณหนูเย่โยวสุขสันต์ในวันเกิด!”
...
คุณหนูใหญ่ตระกูลเย่และหนึ่งในสี่อัจฉริยะแห่งสำนักเส้าจง
เย่โยวเป็ที่ต้อนรับของผู้คนอย่างยิ่ง ผนวกกับวันนี้เป็วันเกิดครบรอบอายุสิบหกปีของนางเมื่อนางปรากฏกาย จึงได้น่าตะลึงงันในความงามยิ่งนัก
“โยวเอ๋อ มาคารวะเ้าตระกูลทั้งสองและเ้าสำนักสิ”เ้าตระกูลเย่อมยิ้มเอ่ยนิ่ง
เย่โยวเผยรอยยิ้มตรึงใจคน นวยนาดมายังบนอัฒจันทร์ ทำความเคารพตามมารยาทแล้วว่า “เย่โยวคารวะท่านอาหลิ่ว ท่านอาเหลียง ท่านลุงเ้าสำนัก”
“หลานสาวเย่โยว อย่าได้พิธีรีตองไป” หลิ่วเสวียนยกมือขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวเจือรอยยิ้ม
“โยวเอ๋อน้อย...” ชิงสือเ้าสำนักเส้าจงกวักมือเรียก “มานี่สิ ข้ามีของขวัญชิ้นหนึ่งจะให้เ้า”
สิ้นคำ ชิงสือก็หยิบกล่องไหมวิจิตรงดงามออกมา เปิดกล่องออกกลิ่นหอมสะอาดซึมลึกถึงอณูโชยมา ยาสีแดงเม็ดหนึ่งปรากฏแก่สายตาผู้คน
“ยากระดูกหยวน!” เย่ฉิงเลิกคิ้วแล้วโพล่งออกมา
เพียงได้ยินนาม ‘ยากระดูกแท้’ นามนี้ คนโดยรอบต่างก็ตื่นตระหนก
ชิงสือหรี่ตาเล็กน้อย ใบหน้ามีรอยยิ้มย่ามใจ “โยวเอ๋อ ‘ยากระดูกหยวน’ เม็ดนี้มากพอให้เ้าบรรลุระดับเชื่อมหยวนในครึ่งปีต้องพยายามเข้านะ!”
เย่โยวชื่นใจเป็นักหนา “ขอบพระคุณท่านลุงเ้าสำนักที่รักหลานโยวเอ๋อจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังเ้าค่ะ”
“ฮ่าๆ ดีเลย”
เย่โยวรับยากระดูกหยวนที่ชิงสือมอบให้มาแล้วไปอยู่ข้างเย่ฉิง เ้าตระกูลเย่ท่ามกลางสายตาอิจฉาเป็เท่าตัวนับคู่ไม่ถ้วน
ยามนี้เองที่หลิ่วเซียวผู้อยู่ไม่ไกลเดินมาข้างกายนางแย้มยิ้มบางตื่นเต้นหลายส่วน เขาว่า “คุณหนูใหญ่เย่โยวเ้าสวะนั่นไม่มาหาเ้าอีกแล้วกระมัง?”
เย่โยวขมวดคิ้วงามเล็กน้อย ตอบกลับไม่แยแส “เ้าคิดว่ากระไรเล่า?”
“ฮึๆ!” หลิ่วเซียวหัวเราะชอบใจ “สวะที่ตัดมือตัดตีนไปแล้วคงหมดปัญญาคลานเข้าหน้าประตูใหญ่บ้านเย่”
...
บรรยากาศอันครื้นเครงทวีความคึกคักไม่หยุดหย่อน
แต่คุณหนูรองตระกูลเย่ผู้ยืนอยู่ข้างสนามอย่างเย่เหยากลับกลัดกลุ้มไปทั้งใจนางมองคุณหนูเย่โยวผู้เป็ดั่งดาวล้อมเดือนแววตาซับซ้อนนัก
“พี่ฉู่เหิน ท่านไปอยู่ที่ไหนกันแน่?”
เย่เหยากัดริมฝีปากแดงๆ ดวงหน้างามแฉล้มเผยความกังวลเต็มที่
...
ไม่นานนัก ทุกคนที่มีหน้ามีตาในเมืองหลินเหยียนก็มายังบ้านเย่โดยพร้อมเพรียง
“ขาดแต่เพียงเ้าตระกูลหลงจ้านแห่งจวนแม่ทัพเท่านั้นที่ไม่มา”
“จวนแม่ทัพไม่มีทางมาแน่อยู่แล้ว ฉู่เหินเ้าสวะทำเื่ทุเรศพรรค์นั้นจวนแม่ทัพคงขายขี้หน้าสิ้นแล้ว หากเ้าตระกูลหลงจ้านมาก็เท่ากับถามหาความอัปยศเอง”
“พูดอีกก็ถูกอีก ฮ่าๆ”
...
จวนแม่ทัพที่ทุกคนพูดถึงกันนั้นคือมหาอำนาจกลุ่มหนึ่งในเมืองหลินเหยียนฉู่เหินก็ได้จวนแม่ทัพนี้รับเลี้ยงมาั้แ่ยังเล็ก
เดิมทีแล้วหากมีงานอย่างวันนี้เ้าตระกูลจวนแม่ทัพหลงจ้านควรจะมางานด้วยตนเองทว่าทั้งเ้าตระกูลหลงจ้านหรือคนจากจวนแม่ทัพก็ไม่มาเลยแม้แต่คนเดียว
สาเหตุนั้นก็ต้องเป็เพราะฉู่เหินอยู่แล้ว
ยามนี้ คนทั้งเมืองหลินเหยียนมองฉู่เหินเป็สวะที่น่าอับอายขายขี้หน้าไปแล้ว
แกว๊ก!
พลันนั้น เสียงร้องของอินทรีอันกังวานใสก็สะท้อนก้องบนน่านฟ้าเหนือบ้านเย่
ทุกคนใไปตามๆ กัน ต่างก็เงยหน้ามองบนท้องนภา หรี่ั์ตาลงทุกคนเห็นเพียงอินทรีั์สีขาวบารมีน่าเกรงขาม ทรงอำนาจหาใดเทียมที่ทะลวงเมฆจากขอบฟ้าเบื้องหน้าเข้ามา
อินทรีั์ขาวโพลนทั้งตัว ไม่มีขนสีอื่นใดแทรกแซม กางปีกทั้งสองออกได้ความกว้างร้อยเมตร
เคลื่อนไหวดุจลำแสงนำพาพลานุภาพน่าครั่นคร้าม
รังสีที่แผ่ออกมากดทับได้ทั้งงานเลี้ยง
“สัตว์ิญญาขั้นเก้า อินทรีขาวยอดคม!”คนเบื้องล่างส่งเสียงอุทานออกมา
“เห็นทีคนจากสำนักยุทธวายุจักรพรรดิจะมาแล้ว”
“องอาจดีจริงๆ! ขี่สัตว์ิญญาขั้นเก้ามาสมแล้วที่เป็สำนักยุทธวายุจักรพรรดิ”
...
เย่ฉิงเ้าตระกูลเย่ หลิ่วเสวียนเ้าตระกูลหลิ่วเหลียงฮุยเ้าตระกูลเหลียง และชิงสือเ้าสำนักเส้าจงต่างยืนขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายต่างฝ่ายต่างเงยมองอินทรีขาวยอดคมที่น่าเกรงขามอย่างขึงขังและวาดหวัง
เงาสีดำใหญ่ั์เคลื่อนไหวอย่างว่องไวบนพื้นเมืองหลินเหยียนเพียงพริบตาอินทรีขาวยอดคมก็อยู่เหนือบ้านตระกูลเย่
บนหลังของอินทรีขาวคือร่างอันเฉียบคมรังสีอานุภาพเลิศล้ำยี่สิบกว่าคน
ผู้นำนั้นคือชายกลางคนวัยประมาณสามสิบกว่าปีสายตาทอดมองผู้คนเบื้องล่างอย่างผู้อยู่สูงกว่า ใบหน้าประดับยิ้มบางอันหยิ่งทะนง
แกว๊ก!
อินทรีขาวยอดคมวาดองศาสง่างามในอากาศธาตุแล้วจึงร่อนลงบนแท่นสูงใจกลางสวนหน้าบ้านอย่างมั่นคง
กระแสปราณล้นหลามผนวกกับรังสีพลานุภาพถาโถมม้วนตลบออกไปสี่ทิศแปดทางผู้คนโดยรอบต่างสะท้านะเืจนถอยหลังไปหลายก้าว
“ยินดีต้อนรับอาจารย์หลี่กู้ เดินทางมาไกล เดินทางมาไกล...”
เย่ฉิงรีบเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ท่าทีมีอัธยาศัยยิ่งนัก
“เ้าตระกูลเย่!”
บุรุษกลางคนบนอินทรีขาวยิ้มบางจากนั้นก็กระโจนลงมายังแท่นพร้อมคนเื้ั แล้วกล่าวกับอินทรีขาว“รอคำสั่งข้าที่ป่านอกเมือง”
อินทรีขาวส่งเสียงร้องต่ำเบา แล้วจึงกางปีก ทะยานสู่ท้องฟ้าแล้วหายกลับไปจากเหนือบ้านตระกูลเย่ท่ามกลางสายตาตกตะลึงเป็สองเท่าของฝูงชน
“ช่างเก่งกาจจริงๆ! ข้าเพิ่งเคยเห็นสัตว์ิญญาถูกเลี้ยงจนเชื่องเชื่อฟังคำสั่งเป็ครั้งแรก”
“มิหนำซ้ำยังเป็สัตว์ิญญาขั้นเก้าเสียด้วย”
“สำนักยุทธวายุจักรพรรดิไม่ธรรมดาจริงๆ ”
...
เพียงได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนโดยรอบ คนจากสำนักยุทธวายุจักรพรรดิก็ยิ่งรู้สึกเหนือกว่าอย่างแสนทระนง
“อาจารย์ลี่กู้เดินทางมาลำบากนัก เชิญนั่งทางนี้ก่อน!” เย่ฉิงมาต้อนรับคณะสำนักยุทธวายุจักรพรรดิด้วยตนเอง
เ้าสำนักเส้าจงเองก็เข้าไปทักทายอย่างสนิทสนม “เหอะๆ อาจารย์ลี่กู้สุขกายสบายใจดีนะ!”
“เ้าสำนักชิงสือ ท่านยังกระชุ่มกระชวยเหมือนเดิมนะ! ฮ่าๆ”
มาตรแม้นหนึ่งเป็อาจารย์ อีกหนึ่งเป็เ้าสำนัก
ทว่าสำนักเส้าจงกับสำนักวายุจักรพรรดิกลับไม่อาจเปรียบเทียบกันได้เลยชิงสือยามอยู่ต่อหน้าลี่กู้ก็ต้องวางกิริยาเ้าสำนักอย่างถ่อมตน
เ้าตระกูลหลิ่วและเ้าตระกูลเหลียงเองก็เข้าไปทักทายปราศรัยตามมารยาท
จากนั้นลี่กู้ก็นั่งลงตรงที่นั่งตรงกลางระหว่างเย่ฉิงกับชิงสืออย่างสง่าผ่าเผยดูจากตำแหน่งก็รู้ได้ว่าลี่กู้กับเย่ฉิงตำแหน่งแทบจะเท่ากันอยู่แล้ว
เห็นได้ว่าตระกูลเย่เคารพสำนักยุทธวายุจักรพรรดิมากเพียงใด
“เ้าตระกูลเย่ ได้ยินมาว่าวันนี้เป็วันเกิดพันชั่งท่านไม่สู้จัดฉลองให้พันชั่งเสียก่อน แล้วค่อยดำเนินเื่ทดสอบ...” ลี่กู้เปิดบท
“อาจารย์ลี่กู้เกรงใจกันไปแล้ว” เย่ฉิงปัดป่ายมือ ส่ายหน้าพลางว่า“การทดสอบของสำนักยุทธวายุจักรพรรดิคือการใหญ่ที่ทั้งเมืองตั้งตารอคอยทำเื่นี้ให้เสร็จเสียก่อน ทุกคนค่อยผ่อนคลายสบายใจก็ไม่สาย”
เพียงเอ่ยคำนั้นออกไป ทุกคนเบื้องล่างก็เห็นเป็เสียงเดียวกัน
ต้องรู้ก่อนว่าผู้คนที่มากันตั้งมากมายล้วนมีเป้าหมายคือมาดูการทดสอบรับศิษย์สำนักยุทธวายุจักรพรรดิกันทั้งนั้น
ที่ผ่านมาอัจฉริยะหนุ่มสาวทั้งปวงของเมืองหลินเหยียนต้องเข้าเมืองหลวงไปเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักยุทธขั้นสูงกันเอาเอง
นานทีปีหนจะมีสำนักยุทธอย่างวายุจักรพรรดิมาถึงที่ความคาดหวังมากมายเพียงไหนไม่บอกก็รู้ได้
“ในเมื่อเป็เช่นนั้น ก็ทดสอบก่อนแล้วกัน!”ลี่กู้ไม่ดึงดันอะไรมากหยุดครู่หนึ่งจึงมองชิงสือเ้าสำนักเส้าจงข้างกายแล้วว่าต่อ “ทว่า ก่อนหน้าจะทดสอบข้ามีเื่หนึ่งจะประกาศ”
‘ยังมีเื่จะประกาศอีกหรือ?’
ทุกคนอึ้งไปเล็กน้อย
...
บนถนนกว้างใหญ่ในเมืองหลินเหยียนร่างสูงของคนหนุ่มหล่อเหลาเงยมองอินทรีขาวยอดคมหายลับไปในม่านเมฆ
บุรุษหนุ่มสวมอาภรณ์สีดำ โครงหน้าคมกริบประหนึ่งแกะสลักด้วยมีดสลัก
พลันนั้น สายตาไปตกต้องที่เบื้องหน้าบนป้ายเหนือประตูใหญ่จวนอันน่าเกรงขาม อักษรคำว่า ‘จวนเย่’ แผ่รังสีเคร่งขรึมน่าเลื่อมใส
มุมปากคนหนุ่มยกเป็ยิ้มเ็า ดวงตาเยือกเย็นเผยประกายสีม่วงซ่อนเร้นอันเฉียบแหลมเด่นชัด
.............................