บทที่ 11 ค่ำคืนอันเร่าร้อน
สามวันผ่านพ้นไป...
ณ สำนักเซียนหลิว
สำนักแห่งนี้มีชื่อเสียงเลื่องลือและโดดเด่นที่สุดในด้านพละกำลัง ทั้งยังเคล็ดวิชาเสริมกำลังที่แข็งแกร่งเหนือกว่าสำนักใดในบรรดาเจ็ดเซียน ต้นกำเนิดความแข็งแกร่งนี้มีที่มาจากตัวหลิวชิงเอง เนื่องจากร่างกายของเขามีข้อจำกัดที่ไม่สามารถดูดซับตบะบำเพ็ญจากสัตว์ิญญาได้เหมือนผู้ฝึกตนทั่วไป
สภาวะนี้บีบบังคับให้เขาต้องบุกเบิกเส้นทางของตนเอง เสาะแสวงหาและสร้างสรรค์เคล็ดวิชาขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนช่องว่างของพร์ที่ขาดหายไป จนกลายเป็รากฐานอันกล้าแกร่งที่ไม่มีใครเลียนแบบได้
หลิวชิงเดินเอามือไพล่หลัง ทอดน่องอยู่ท่ามกลางเหล่าศิษย์ที่กำลังตรากตรำฝึกซ้อมวิชาอย่างขยันขันแข็ง ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ แสดงถึงความพึงพอใจในความก้าวหน้าของคนรุ่นหลัง
สายตาของเขาหยุดลงที่ศิษย์ผู้หนึ่ง ซึ่งเพิ่งจะหลอมรวมตบะบำเพ็ญของแมงมุมพันขาเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จ ศิษย์ผู้นั้นสามารถผสานพลังิญญาของอสูรร้ายเข้ากับเคล็ดวิชาเสริมกำลังของสำนักได้เป็อย่างดี จนส่งผลให้พละกำลังพุ่งทะยานขึ้นทวีคูณอย่างน่าทึ่ง
ทันใดนั้น ศิษย์ผู้หนึ่งก็เร่งฝีเท้าวิ่งพรวดเข้ามาในหอฝึกวิชาด้วยท่าทางตื่นตระหนก ก่อนจะประสานมือรายงานหลิวชิงด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“เรียนเ้าสำนัก... ท่านเซียนเฟยหลงได้สติแล้วขอรับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวชิงเพียงพยักหน้ารับเบาๆ ทว่าภายในใจกลับสับสนวุ่นวายด้วยความรู้สึกที่ตีรวน ทั้งความโล่งอกที่พี่ใหญ่ฟื้นคืนสติ และความรู้สึกผิดที่กัดกินใจอย่างมหาศาล
ทว่าเขาเตือนตนเองให้ฝังความรู้สึกผิดนั้นไว้ให้ลึกที่สุด มิอาจให้ผู้ใดสังเกตเห็นพิรุธได้ เขาควรทำตัวให้เป็ปกติที่สุด ราวกับว่าเื่ที่เกิดขึ้นนั้นเป็เพียงเื่ของธรรมชาติ
แม้ภาพเหตุการณ์ในค่ำคืนอันเร่าร้อนกับจงหลิงจะยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำมิรู้ลืม และลึกๆ ในใจเขารู้ดีว่า... ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้อีกกี่ครั้ง เขาก็ยังยืนยันที่จะทำเช่นเดิม
หลิวชิงผลักบานประตูใหญ่ของหอฟื้นฟูแห่งสำนักเซียนจงเข้าไปด้วยความเร่งรีบ เขาตรงดิ่งไปหาเฟยหลงที่บัดนี้ขยับกายขึ้นมานั่งพักผ่อนอยู่บนเตียงได้แล้ว ใบหน้าของเฟยหลงดูสดใสมีสง่าราศีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ไกลกันนัก ทั้งเสี่ยซ่านและถังอู่เล่อต่างก็เริ่มได้สติกลับคืนมาแล้วเช่นกัน ทว่าร่องรอยความอ่อนล้ายังคงหลงเหลืออยู่มาก ร่างกายของพวกเขายังคงทรุดโทรมจนต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกหลายวันกว่าจะกลับมาเดินเหินได้ตามปกติ
ส่วนทางด้านเย่กู่อี้และเมิ่งฉิน อาการของพวกนางดีขึ้นมาก จนในที่สุดวันนี้ทั้งสองก็สามารถออกจากหอฟื้นฟูได้เป็ที่เรียบร้อย
“หลิวชิง... ข้าได้ยินข่าวว่าเ้าสามารถทลายกำแพงเหล็ก บรรลุสู่ตบะระดับาาเซียนได้สำเร็จแล้ว เื่นี้เป็ความจริงอย่างนั้นหรือ?”
เฟยหลงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงปิติ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและยินดีอย่างสุดซึ้ง ขณะที่เสี่ยซ่านและถังอู่เล่อต่างก็จับจ้องมาที่หลิวชิงอย่างไม่วางตา เพื่อรอฟังคำยืนยันจากปากของเขา
“ใช่แล้วพี่ใหญ่... ข้าเพิ่งจะบรรลุระดับาาเซียนเมื่อไม่นานมานี้เอง”
เมื่อได้ยินคำยืนยัน ถังอู่เล่อที่เป็ทั้งสหายและคู่ปรับคนสำคัญก็ตื่นเต้นจนเกือบจะะโพรวดออกจากเตียงด้วยความลืมตัว
ทว่าเขากลับต้องชะงักกึกพร้อมกับรีบยกฝ่ามือขึ้นกุมหน้าท้องไว้แน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปที่แล่นขึ้นมาทันที
เขาเผลอลืมตัวไปเสียสนิทว่าร่างกายในยามนี้ยังบอบช้ำเกินกว่าจะออกแรงหรือเคลื่อนไหวตามใจชอบได้ สภาพที่ดูเก้ๆ กังๆ ของเขาเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ให้ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น
เหล่าเจ็ดเซียนที่บัดนี้ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง ต่างก็พากันหัวเราะร่าออกมาด้วยความขบขัน ภาพความอบอุ่นและมิตรภาพที่เคยสูญหายไปชั่วขณะดูจะหวนคืนกลับมา เหมือนดั่งวันวานที่พวกเขาเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาอย่างยาวนาน
“หลิวชิง... เ้าทลายกำแพงเหล็กบรรลุระดับาาเซียนได้อย่างไรกัน เหตุใดถึงมาบรรลุเอาในยามนี้”
เสี่ยซ่าน พี่รองของกลุ่มเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้ เพราะในบรรดาพี่น้องที่ร่วมบุกเบิกเส้นทางบำเพ็ญตบะมาด้วยกัน มีเพียงหลิวชิงที่ดูจะช้ากว่าใครเพื่อน จนถึงจุดหนึ่งตบะของเขากลับหยุดชะงักลงอย่างน่าใจหาย
ตลอดห้าปีที่ผ่านมาหลิวชิงต้องติดอยู่ในคอขวดพลังเดิมอย่างไร้หนทางแก้ไข ทว่าจู่ๆ เขากลับทะลวงผ่านพันธนาการนั้นได้ราวกับปาฏิหาริย์
หลิวชิงถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ หัวใจของเขาเต้นรัวแรงด้วยรู้ดีแก่ใจว่าเหตุใดพลังที่เคยหยุดนิ่งมานานปีถึงได้ปะทุขึ้นในยามนี้
เขาเผลอเหลือบมองไปยังจงหลิงเพียงชั่วพริบตาเดียว ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น เขากลับเห็นดวงตาคู่สวยของนางเบิกกว้างด้วยความตระหนก ราวกับหวาดกลัวว่าความลับอันเร่าร้อนในค่ำคืนนั้นจะถูกเปิดเผย เพราะนางเองก็รู้ดีแก่ใจว่า... ััอันลึกซึ้งและการผสานพลังหยินหยางระหว่างกันต่างหาก คือกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยให้เขาทะลายพันธนาการลงได้สำเร็จ
“อาจเป็เพราะ... ใน่เวลาที่พวกท่านไม่อยู่ ข้าตระหนักได้ว่าตนเองต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องทุกคน ข้าจึงทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักหน่วงกว่าที่เคยเป็มาเพียงเพื่อรอคอยวันที่พวกท่านจะกลับมา”
หลิวชิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความหนักแน่น พี่น้องเจ็ดเซียนต่างพากันพยักหน้าด้วยความตื้นตันใจและยินดีอย่างสุดซึ้ง โดยมิได้ติดใจสงสัยหรือคิดไปถึงเหตุการณ์อื่นใดที่ลึกซึ้งไปกว่าความมานะพยายามของเขาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินคำแก้ต่างที่แเีของหลิวชิง จงหลิงก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกราวกับยกูเาออกจากอก
หากความลับนี้ถูกแพร่งพรายออกไป นางคงมิรู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด และคงไม่กล้ามองหน้าพี่น้องในกลุ่มได้อีก
ทว่าในความโล่งใจนั้น กลับมีความปรารถนาหนึ่งผุดขึ้นมาในส่วนลึกของจิตใจ หากเื่นี้ยังคงเป็ความลับที่สลักไว้เพียงเราสอง และไม่มีผู้ใดล่วงรู้... นางก็อดมิได้ที่จะหวนนึกถึงััอันเร่าร้อนนั่น และอยากจะลิ้มรสความสุขสมเช่นนั้นกับหลิวชิงอีกสักคราหากมีโอกาส
“เอาล่ะ หลิวชิง... เ้ากลับไปก่อนเถิด ให้พวกเขาได้พักผ่อนพักฟื้นร่างกายต่อเสียหน่อย”
จากนั้นจงหลิงจึงหันไปทางเย่กู่อี้และเมิ่งฉินด้วยความเป็ห่วง พลางเอ่ยถามว่า “ส่วนพวกเ้าทั้งสองแน่ใจแล้วหรือว่าจะออกจากหอฟื้นฟูในวันนี้ มิอยู่รอดูอาการต่ออีกสักวันสองวันให้ร่างกายเข้าที่กว่านี้ก่อนจะดีกว่าหรือ?”
เย่กู่อี้ตอบกลับในทันที “ข้าดีขึ้นมากแล้ว หากอยู่ต่อเห็นทีจะมีแต่สิ้นเปลืองโอสถไปเปล่าๆ”
นางเอ่ยพลางสาวเท้าเข้าไปหาคนรัก “พี่รอง... ข้าต้องกลับไปดูแลเหล่าศิษย์ที่สำนัก ท่านเองก็จงพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ให้ดี หากอาการยังไม่ดีขึ้นห้ามฝืนกายออกไปไหนเด็ดขาด เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่?”
“ข้าสัญญา... เ้าไปเถิด” เสี่ยซ่านเอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ในเมื่อเป็คำขาดจากเย่กู่อี้ มีหรือที่เขาจะกล้าขัดใจนาง
เมิ่งฉินคว้าฝ่ามือของถังอู่เล่อขึ้นมากุมไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยว่า “หากข้ารู้ว่าเ้าแอบหนีออกไปข้างนอกโดยที่จงหลิงยังมิอนุญาตละก็... คราวนี้เ้าได้ตายคามือข้าแน่!”
นางกำชับเสียงแข็งด้วยรู้ดีในนิสัยรั้นของถังอู่เล่อ ด้วยความที่ทั้งสองเติบโตมาพร้อมกันและมีอายุไล่เลี่ยกัน จึงมักจะหยอกเย้าแกมข่มขู่กันเช่นนี้เป็ประจำ จนกลายเป็ว่าต่างฝ่ายต่างรู้สึกดีต่อกัน
“เ้า... เ้าบีบมือข้าแรงเกินไปแล้วนะเมิ่งฉิน ข้าสัญญา... ปล่อยมือข้าก่อนเถิด!”
ถังอู่เล่อพยายามเค้นเสียงเอ่ยด้วยความเ็ปที่แล่นพล่านไปทั้งข้อมือ ขณะที่ใบหน้าของเมิ่งฉินปรากฏรอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่แฝงไปด้วยความห่วงใย นางลอบขำในท่าทีลนลานของคนรักก่อนจะยอมคลายมือออกแต่โดยดี
เมื่อกล่าวคำอำลาและกำชับกันจนถ้วนถี่แล้ว พวกเขาต่างก็แยกย้ายกันไปตามทางของตนเอง