O_O’
เตชินีเปิดเปลือกตาที่มีขนตายาวงอนขึ้น ก็พลันหายจากอาการงัวเงีย มาเป็เบิกตากว้างด้วยความใ จนรีบกลั้นลมหายใจเอาไว้ กลัวว่าลมหายใจของเธอจะไปทำให้คนที่นอนหลับอยู่นั้น ตื่นขึ้นมาก่อนที่เธอจะทันได้ออกไปจากอ้อมแขนแกร่ง
“.........”
แต่ยังไม่ทันที่เตชินีจะลุกออกไป ดวงตาคมกริบก็เปิดเปลือกตาขึ้น จ้องมองเขม็ง เตชินีเห็นถึงสายตาคมกริบคู่นั้นก็ถึงกับสะดุ้ง ดีดตัวลุกออกจากเตียงนอนไปยืนอยู่ข้างๆเตียงนอนทันที
“เมื่อคืนนีเห็นว่าพี่... เห็นว่าคุณเป็ไข้หนาวสั่น ทำยังไงก็ไม่หายหนาว นีก็เลยกอดพี่ไว้เพื่อว่าจะได้อุ่นขึ้น”
เตชินีพูดบอกชายหนุ่มตัวโตที่เอาแต่นอนมองนิ่งๆ ปากบางจิ้มลิ้มพูดไป ดวงตากลมโตคู่สวยก็เลี่ยงหลบดวงตาคมกริบคู่นั้นไป ด้วยความรู้สึกกระดากอาย จนใบหน้าสวยหวานเห่อขึ้นสีแดงระเรื่อ
“หึ! พวกเธอนี่มันร่าน ไร้ยางอายทั้งพี่ทั้งน้องเลยจริงๆ สมแล้วที่เป็พี่น้องกัน”
‘อะไร ทำไมพูดแบบนี้’
“.........”
จากตอนแรกที่กำลังเขินอาย ก็แปรเปลี่ยนเป็หน้าชาขึ้นมาทันที กับคำพูดดูถูกดูแคลนอย่างน่ารังเกียจ ดวงตากลมโตคู่สวยไหวระริก ขณะจ้องมองสบตากับดวงตาคมกริบ
“หากจะบอกว่าที่นีทำมันคือความ ‘ร่าน’ ก็ตามนั้นเลยเถอะ เมื่อคุณอยากคิดแบบนั้น นีก็ไม่อาจจะเปลี่ยนความคิดของคุณได้ แล้วนี่คุณตัวร้อนอยู่หรือเปล่า?”
“อย่ามาแตะตัวฉัน ไสหัวของเธอออกไปได้แล้ว”
เตชินีไม่โกรธไม่โมโหที่จิรกิตติ์พูดตราหน้าเธอเช่นนั้น เพียงแค่สะอึกไปชั่วขณะเท่านั้นเอง แต่พอเธอพูดแล้วยื่นมือเรียวเล็กหมายจะไปอังที่หน้าผากของจิรกิตติ์ ก็ต้องชะงักค้างไปกับเสียงตวาดห้ามเข้มดุดัน และตามมาด้วยเสียงตวาดไล่ให้เธอออกไปจากห้อง
“ปากเก่งอย่างนี้ก็คงจะไข้ลดแล้ว ถ้าอย่างงั้นนีก็ขอตัว”
เตชินีเม้มปากบางจิ้มลิ้มจนเป็เส้นตรง ก่อนคลายออกแล้วพูดอย่างคนไม่ยี่หระกับเสียงตวาดไล่อย่างไม่ใยดี เธอพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องของจิรกิตติ์
“.........”
จิรกิตติ์มองตามแผ่นหลังบอบบางนั้นไป จนกระทั่งร่างบางลับหายออกไปจากประตู แล้วประตูก็ปิดสนิท คิ้วเข้มหนาพลันขมวดเข้าหากัน และพลางครุ่นคิดถึงเื่เมื่อคืนที่ผ่านมา
จิรกิตติ์รู้ว่าตัวเองรู้สึกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ ราวกับอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ และคอยฝันร้ายอยู่ตลอด แต่ก็ให้รู้สึกเหมือนมีใครโอบกอดให้ความอบอุ่น ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงกาย แต่อบอุ่นไปถึงหัวใจ จนทำให้ไม่ฝันร้าย นอนหลับสนิทหลับสบายจนถึงเช้า ซึ่งคนที่โอบกอดเขาก็คือเตชินีนี่เองหรอกหรือ
จิรกิตติ์กำมือทั้งสองข้างแน่น ไม่ เขาไม่ยอมรับความอบอุ่นนี้อย่างเด็ดขาด พี่สาวเป็ยังไง น้องสาวก็เป็อย่างนั้นเหมือนกัน ไม่มีใครดีไปกว่าใครได้หรอก ที่เตชินีมาทำดี มาใส่ใจเขาอย่างนี้ก็เพื่อหวังอะไรสักอย่าง แต่อีกไม่นานหรอก เขาก็จะได้รู้ว่าเตชินีหวังดีหรือหวังร้าย
“เฮื่ออออ......”
เตชินีถอนหายใจออกมาแรงๆ เมื่อมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องนอนของจิรกิตติ์ เตชินีหันกลับไปมองประตูด้วยสายตาหม่นเศร้า และรู้สึกเจ็บหน่วงภายในหัวใจดวงน้อย เมื่อนึกถึงคำด่า คำดูถูกถากถางของจิรกิตติ์
ั้แ่โตเป็สาวมาจนถึงตอนนี้ เตชินีไม่เคยทำอย่างที่จิรกิตติ์พูดเลยสักครั้ง แม้แต่จับมือกับผู้ชายเธอก็ยังไม่เคยเลย หากจะบอกว่าเธอช่างเลือก ก็คงจะบอกว่าใช่อย่างนั้นก็ได้
เตชินีเป็คนที่ไม่ใช่จะชอบใครก็ได้ง่ายๆ ไม่ใช่จะอ่อนไหวกับผู้ชายหน้าตาดีมีเสน่ห์คนไหนก็ได้ ผู้ชายที่เธอชอบจะต้องเป็ผู้ชายที่พอมองสบตากันแล้ว ทำให้เธอไหวหวั่น เขินอาย ประหม่า หัวใจเต้นแรง ซึ่งนั่นก็ต้องประกอบกับลักษณะนิสัยใจคอที่ต้องเข้ากันได้ด้วย
ผู้ชายที่เตชินีพบเจอมา ไม่มีใครเลยที่ทำให้เธอเป็เช่นนั้น แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย เธอเคยเป็เช่นนั้นกับจิรกิตติ์ เมื่อตอนที่เจอหน้ากันครั้งแรก แต่เธอก็ต้องตัดใจ เพราะตอนนั้นจิรกิตติ์เป็แฟนของพี่สาวเธอ เธอจึงไม่อาจจะชอบจิรกิตติ์ได้
“เราจะว่าพี่เขาไม่ได้หรอก พี่เขาเจ็บและจำฝังใจขนาดนั้น เป็เราก็คงมีอคติเหมือนกันนั่นแหละ”
เตชินีพูดกับตัวเอง เพื่อไม่ให้ตัวเองคิดไปในแง่ลบมากจนเกินไป เธอจึงคิดไปในทางเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่ด้วยนิสัยของเตชินี เธอเป็คนที่ใส่ใจคน และมองโลกในความเป็จริง ที่มีทั้งแง่บวกและแง่ลบอยู่แล้ว
๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗
เฮ้ออออ...... พี่กิตติ์ปากร้ายจัง พี่ก็คือพี่ น้องก็คือน้อง จะไปเหมือนกันได้ยังไง นีเค้าอุตส่าห์หวังดีแท้ๆ นะ......#หากชื่นชอบเื่นี้ฝากกดชอบให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ# ^_^