ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    เจรจา 5

            “หืม...อย่างนั้นแล้วเจ้าอย่างจะเจรจาเรื่องอะไร?”

            “ช่วงนี้ความต้องการของโอสถและสมุนไพรพุ่งสูงมากอาจเกี่ยวเนื่องจากการที่ประตูสุสานบรรพกาลจะปรากฏขึ้น เรื่องนี้ข้าเองก็เห็นว่าเป็นโอกาสดีมากในฐานะคนที่ทำการค้าข้าเองก็อยากจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าเพียงแต่บางครั้งมันก็จนปัญญาเหมือนกัน ที่ข้ามาวันนี้ก็เพราะจะมาเสนอความร่วมมือกับพวกท่าน”ซูเจินเอ่ยขึ้นด้วยจังหวะเนิบช้า สายตาจดจ้องสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

            ชายชรามีปฏิกิริยาเล็กน้อยหลังจากที่ได้ยินแต่ก็ยังคงเก็บอาการเอาไว้ได้อยู่ ผู้เป็นบุตรชายก็หันมองบิดาเช่นกัน

            “ศิษย์สายในจะได้เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วยสินะ”ชายชราพูดขึ้น ก่อนหน้านี้หลานสาวได้เข้ามาบอกเรื่องเกี่ยวกับสตรีน้อยนางนี้คร่าวๆได้ยินว่าเข้าสำนักสวรรค์ไปเพียงเดือนกว่าก็สามารถชนะการจัดลำดับเป็นศิษย์ภายในด้วยลำดับที่หนึ่งได้แล้วนับว่าเป็นบุคคลที่น่าคบหา

            ทว่าเรื่องที่ทางสำนักจะส่งศิษย์ในเข้าสู่ประตูสุสานบรรพกาลไม่น่าที่จะมีศิษย์คนไหนรู้จะมีก็เพียงบุตรหลานของผู้มีอำนาจเท่านั้น เสี่ยวหยาหลานสาวของเขาก็รู้เพราะเป็นคนของสกุลน่าหลันเช่นกันแม้นางจะเป็นผู้ปรุงโอสถแต่ทว่าโอกาสเช่นนี้นั้นหาได้ยากแน่นอนว่าพวกเขาจะส่งนางเข้าร่วมด้วย โดยทำการเฟ้นหาผู้มากฝีมือสักหลายๆคนให้ติดตามรักษาความปลอดภัย

            “เจ้าค่ะ ศิษย์ในจะได้รับสิทธิพิเศษทว่าเราก็รู้กันดีว่าหากใครสามารถกลับออกมาได้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำการแบ่งของที่ได้มาส่วนหนึ่งให้กับทางสำนักแน่นอนทางสำนักไม่มีทางปล่อยผลประโยชน์อันหอมหวานเช่นนี้ และต่อให้ข้าไม่ใช่ศิษย์ในข้าก็จะได้เข้าร่วมอยู่ดี”ซูเจินกล่าวยิ้มๆ

            “ไหน เจ้าลองว่าข้อเสนอของเจ้ามาซิ”ชายวัยกลางคนเป็นคนพูด

            “ที่จริงแล้วข้าเองก็ได้ทำการค้าอยู่เหมือนกันในเมื่อตอนนี้ไม่ว่าใครก็ต้องการสิ่งของเพื่อจะเตรียมตัวในการแสวงโชคครั้งใหญ่แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการมากที่สุดคงไม่พ้นโอสถและสมุนไพร ทางเรามีสมุนไพรอยู่เป็นจำนวนหนึ่งหากทำการขายโดยตรงจะต้องเกิดการเสียสมดุลอย่างแน่นอนนอกจากนี้ยังอาจมีปัญหาตามมาอีกมากข้าเล็งเห็นว่าควรจะเปลี่ยนสมุนไพรให้กลายเป็นโอสถเสียส่วนหนึ่งสกุลน่าหลันทำการค้าในส่วนโอสถเป็นส่วนใหญ่ ข้าจึงต้องการร่วมมือกับพวกท่านโดยการนำสมุนไพรให้พวกท่านทำการหลอม”

            ซูเจินกล่าวยาวเหยียด ตัวนางไม่เก่งกาจการค้าไม่ว่าจะชาติไหนก็ตามแต่ถึงนางจะไม่มีความรู้แต่การต้องอ่านเอกสารและคอยดูแลกิจการในบางครั้งก็ทำให้นางพอจะคาดเดาได้หากปล่อยให้ตลาดการค้าสิ่งของจำเป็นที่ต้องใช้ในการเข้าร่วมการเสี่ยงโชคจะต้องเกิดโกลาหลแน่ตลาดจะเกิดการปั่นป่วนครั้งใหญ่

            “พวกเจ้ามีสมุนไพรมากถึงเพียงนั้นเลยรึ?” ชายชราถามขึ้นหากพูดถึงร้านสมุนไพรใหญ่ๆก็มีอยู่ไม่มาก แน่นอนว่าสกุลน่าหลันเป็นหนึ่งในนั้นแต่หากพูดตามจริงแล้ว พวกเขาเป็นเพียงลำดับที่สองในวงการค้าส่วนนี้เท่านั้นสกุลน่าหลันมีอำนาจในตลาดโอสถมากกว่า

            หืม?...เดี๋ยวนะ นางแซ่เฉินใช่หรือไม่?

            หากเป็นแซ่เฉินที่ทำกิจการโรงเตี้ยมสร้างสุขสิ้นหวังกับสุราบ่มทุกข์ที่เลื่องลือนั่นแต่ไม่เคยได้ยินว่าสกุลเฉินทำการค้าด้านสมุนไพรนี่

            “มีพอสมควรเจ้าค่ะ ร้านสมุนไพรทั้งหมดในเครือร้านสมุนไพรของสกุลหมิงจะเป็นผู้ร่วมมือกับพวกท่าน”

            “สกุลหมิง!” สองพ่อลูกพูดขึ้นพร้อมกันพวกเขาหันมองสบตากันโดยบังเอิญ ร้านสมุนไพรของสกุลหมิงเป็นร้านอันดับหนึ่งเรื่องสมุนไพรที่แม้แต่สมุนไพรบางอย่างพวกเขาก็ยังไม่สามารถหาได้สมุนไพรบางชนิดหาได้เฉพาะในส่วนลึกของป่าอาถรรพ์

            ไม่รู้ว่าพวกเขาได้มันมาได้อย่างไรเหมือนกันเพราะในส่วนลึกจะมีอสูรขั้นแปดล้อมอยู่ทั้งแปดทิศ การจะเข้าไปเก็บนับว่าเสี่ยงมากยิ่งช่วงหลังๆมานี้มีแม้กระทั่งชิ้นส่วนของสัตว์อสูรมาขายด้วยซ้ำ

            ซูเจินลอบยิ้มดูเหมือนพวกเขาจะสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว

            “สกุลหมิงจะเข้าร่วมด้วยจริงหรือ?แล้วเจ้าเกี่ยวข้องอย่างไรกับพวกเขาถึงได้ตัดสินใจในเรื่องนี้ได้?”ชายวัยกลางคนถามอย่างไม่แน่ใจ

            “เรื่องนี้จริงแท้แน่นอน  ข้ากับสกุลหมิงนับว่ามีความสัมพันธ์อันดีหากวันนี้เราตกลงกันได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วภายในสามวันจะมีคนของสกุลหมิงเข้ามาคุยกับพวกท่านอีกที” ซูเจินยืนยันหนักแน่น

            สองพ่อลูกสกุลน่าหลันนับว่าใจเริ่มเอนเอียงแล้วทว่ามายังต้องการฟังรายละเอียดมากกว่านี้

            “แล้วรายละเอียดข้อตกลงมีอะไรบ้าง?”

            “ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆจนกว่าประตูสุสานจะปรากฏขึ้นทันทีที่มันปรากฏขึ้นจะถือว่าเป็นอันสิ้นสุดการร่วมมือในครั้งนี้ทันที ทางเราต้องการจำกัดการจำหน่ายสมุนไพรลงและเพิ่มโอสถให้มากขึ้นแทนเรื่องวัตถุดิบการหลอมโอสถที่คาดว่าจะขายได้มากในช่วงนี้ทางสกุลหมิงจะนำมาส่งให้กับทางสกุลน่าหลันเองพวกท่านเพียงนำมันมาหลอมและขายมันภายใต้ชื่อของสกุลน่าหลัน เรื่องผลประโยชน์กำไรจากการขายพวกท่านเอาไปสี่ส่วนข้าหวังว่าพวกท่านจะพอใจ” ข้อเสนอของซูเจินนับว่าสูงมาก

            พวกเขาไม่ต้องเสียอะไรเลย เพียงลงมืออย่างเดียวก็ได้ส่วนแบ่งผลกำไรมากถึงสี่ส่วนที่ซูเจินเสนอให้สูงเพียงนี้นับว่าเป็นการวัดใจอย่างหนึ่งหากพวกเขายังไม่พอใจและเรียกร้องมากกว่านี้ เห็นทีจะร่วมงานกันไม่ได้

            สองพ่อลูกปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่ได้ออกเสียงซูเจินไม่รู้ว่าพวกเราคุยอะไรกัน นางเองก็ไม่ได้เร่งรัด นางจิบชารอไปพลางๆหางตาเหลือบมองจือเหลียง เห็นเขานั่งใจลอยซูเจินก็ขมวดคิ้ว เขาเป็นอะไร?

            คงต้องหาโอกาสคุยกับเขาสักครั้งแล้ว

            หลังจากปรึกษากันอยู่ครู่ใหญ่ชายชราผู้เป็นเจ้าตระกูลก็มองมาทางซูเจิน นางคิดว่าพวกเขาคงได้คำตอบแล้ว

            “เรื่องนี้ทางเราตกลงแต่ก่อนอื่นคงต้องบอกท่านไว้ก่อน ว่าตระกูลน่าหลันของเราเป็นตระกูลที่ทำการหลอมโอสถน้ำเป็นส่วนใหญ่เรื่องนี้ท่านรู้มากก่อนแล้วหรือไม่?” 

            ท่าน?

            “ท่านเจ้าบ้านตระกูลท่านขึ้นชื่อเรื่องโอสถน้ำที่เป็นเอกลักษณ์แน่นอนว่าข้าจะต้องรู้มาก่อนอยู่แล้วทว่าผู้ปรุงโอสถที่ทำการหลอมให้พวกท่านไม่ได้มีแต่คนในตระกูลน่าหลันนี่เจ้าคะคนพวกนั้นสามารถหลอมโอสถทั่วไปได้อยู่แล้ว” ซูเจินหลุบสายตาลงขณะที่พูด

            “...” สองพ่อลูกไร้คำจะกล่าว

            “ที่ข้ายื่นข้อเสนอนี้ให้กับพวกท่านเหตุผลหนึ่งก็เพราะว่าพวกท่านสามารถทำการหลอมได้ทั้งโอสถน้ำและโอสถเม็ดและที่ข้าต้องการคือให้พวกท่านหลอมก็คือโอสถทั้งสองแบบโอสถน้ำออกฤทธิ์เร็วทว่าพกพายากสำหรับผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์เก็บมันก็ออกจะยากสักหน่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อดีของมันเหมาะสำหรับใช้ในช่วงจังหวะคับขันข้าต้องการให้ท่านหลอมโอสถน้ำสี่ส่วน โอสถเม็ดอีกหกส่วนเรื่องนี้ท่านคงทำได้ใช่ไหมเจ้าคะ?”

            ชายสองคนเบนสายตาหนีดูเหมือนสตรีน้อยนางนี้จะตรวจสอบพวกเขามาเป็นอย่างดีแล้ว รู้สึกละอายต่อเหตุการณ์เมื่อครู่เล็กน้อย  

            “หากไม่ใช่เพราะเหตุผลดังกล่าวข้าคงไปเจรจากับสกุลชงแทนแล้ว” ซูเจินพูดเนิบนาบขึ้น ทว่าใบหน้าไร้รอยยิ้มแล้ว

            “...!” ชายสองคนสะดุ้ง “เป็นอย่างที่ท่านพูดๆเรื่องนี้นับว่าเราทำได้ ข้อตกลงในเรื่องนี้ถือว่าสกุลน่าหลันตกลงเช่นนั้นเรามาทำสัญญากันดีหรือไม่?”

            ชายชรารีบพูดขึ้น จะปล่อยให้นางไปทำข้อตกลงกับสกุลชงที่เป็นคู่แข่งได้อย่างไรกันจะบ้ารึ!

            ซูเจินยิ้มกว้าง“ข้าคิดแล้วว่าท่านจะต้องเห็นด้วย จือเหลียง...”

            “...”

            “จือเหลียง!”

            “ขะ...ขอรับ?” จือเหลียงสะดุ้งสุดตัว

            ซูเจินขมวดคิ้ว “เอาใบสัญญาที่ร่างไว้ออกมา”

            “อ่อ นี่ขอรับ”จือเหลียงรีบนำใบสัญญาที่ร่างเอาไว้มาให้นายหญิง

            ซูเจินรับมา แล้วเดิมไปหาชายชรานั่งลงบนเก้าอี้ที่บ่าวชรายกมาวางไว้ให้ตรงหน้าเจ้าบ้านตระกูลน่าหลันนางนั่งลงแล้ววางสัญญาทั้งสองฉบับลงบนโต๊ะ

            แม้แต่สัญญาก็ร่างมาเรียบร้อยแล้ว?

            เจ้าบ้านตระกูลน่าหลันหยิบสัญญาทั้งสองฉบับมาอ่านข้อตกลงเป็นไปอย่างที่สตรีน้อยได้พูดไว้ เขาเหลือบมองสตรีโฉมงามตรงหน้าเสี่ยวหยารู้จักคนเช่นนี้ได้อย่างไร?

            “สัญญามีปัญหาอะไรอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”ซูเจินถามขึ้น เมื่ออีกฝ่ายเอาแต่มองใบหน้านาง

            “เปล่าๆ” ชายชราบอกแล้วลงลายมือพร้อมประทับตราเป็นอันเรียบร้อยแล้วเลื่อนสัญญามาให้ซูเจิน นางรับมาแล้วลงชื่อเป็นลำดับต่อมา

            จากนั้นสัญญาทั้งสองฉบับถูกส่งให้กับทั้งสองฝ่ายเก็บไว้

            “เรื่องการขนส่งสมุนไพรหรือรายละเอียดในการดำเนินการทางสกุลหมิงจะเข้ามาคุยกับพวกท่านอีกทียินดีที่ได้ร่วมงานกันเจ้าค่ะ” ซูเจินพูด

            “ไม่อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนเล่าคุณหนูเฉิน”ชายชราพูดอย่างให้เกียรติแก่ดรุณีอายุน้อยตรงหน้าอย่างถึงที่สุด

            จากการได้พูดคุยเจรจากันเมื่อครู่เขาจำเป็นต้องสลัดภาพสตรีน้อยของนางทิ้งไปเสียกลิ่นอายของนางราวกับคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร อย่างน้อยก็มากกว่าอายุของนาง

            “ขอบคุณที่ชวนเจ้าค่ะ แต่ข้ายังมีที่ที่ต้องไปอยู่อีกคงต้องขอตัวก่อน” ซูเจินปฏิเสธอย่างสุภาพ อีกฝ่ายทำหน้าเสียดายเล็กน้อยทว่าก็ไม่ได้ดันทุรังรั้งไว้

            “เช่นนั้นข้าจะเดินไปส่ง” ชายวัยกลางคนอาสาซูเจินไม่ปฏิเสธ

            ระหว่างทางเขาชวนพูดคุยอยู่หลายเรื่อง แต่เรื่องที่พูดมากที่สุดคือเรื่องของบุตรสาวน่าหลันเฟยหยานั่นเองเมื่อมาถึงประตูจวนซูเจินก็ย่อกายกล่าวลาอีกฝ่าย

            ซูเจินเดินจากมาได้ไม่ไกลก็รับเอาหมวกใบโตที่จือเหลียงยื่นให้มาสวมเอาจริงๆนางไม่ชอบเลย แต่นางรับปากใครบางคนเอาไว้แล้วนี่สิ