ต้นหลิวปลิวลิ่วสู่วังหลวง
บทที่ 1
ตอนนี้อาหลิวมาอยู่ในห้องชมสวนตามที่ลุงหวังเรียก ไม่เห็นจะมีสวนให้ชมเลยที่ตรงนี้ค่อนข้างแคบ ด้านซ้ายมือมีโต๊ะกับเก้าอี้ชุดหนึ่ง บนโต๊ะมีชุดน้ำชากระดาษ แท่นหมึก และพู่กัน ดูก็รู้ว่าเพิ่งถูกเอามาตั้งเอาไว้เพราะออกจะผิดที่ผิดทางเหลือเกินขวามือเป็ทางเดินที่จะนำไปสู่อีกด้านหนึ่งของผนังไม้ซี่ที่เหมือนกระจกบานเกร็ด
อาหลิวขยับเข้าไปยังผนังไม้ซี่ที่กั้นตรงส่วนนี้กับอีกฝั่งหนึ่งเมื่อมองตรงไปก็จะเป็อีกห้องหนึ่ง กว้างขวางมาก ภายในนั้นมีชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับเขียนหนังสือเช่นกันแล้วก็มีโต๊ะเก้าอี้สำหรับรับแขกวางเรียงรายหลายสิบตัว
ห้องนั้นมีประตูที่ออกไปสู่สวนด้านนอกได้มองทอดออกไปจะเห็นสีเขียวของสนามหญ้า ต้นไม้และดอกไม้หลากหลายสีนานทีจะมีลมพัดเอากลิ่นดินกลิ่นหญ้าผ่านเข้ามาหลังผนังไม้ซี่ตรงที่อาหลิวอยู่ด้วย
“เ้าคือคนที่ฮูหยินเฉิงบอกว่าจะมาฟังการอบรมด้วยใช่หรือไม่”
มีเสียงเย็นเนิบนาบดังขึ้นมาทำอาหลิวที่กำลังแอบดูวิวผ่านผนังไม้ซี่แทบสะดุ้งตัวโยนพอหันกลับมาก็เกือบจะร้องกรี๊ดเพราะเ้าของเสียงนั่นอยู่ใกล้มากจนแทบจะหายใจรดต้นคอกัน
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือหญิงชราใบหน้าเหี่ยวย่นทาปากแดงแจ๋กำลังเลิกคิ้วถลึงตาใส่นานทีเดียวกว่านางจะกระพริบตา อาหลิวเลยหายเกร็งได้นิดหน่อย โอย...ใหมดเลยนึกว่าได้เจอสิ่งเร้นลับซะแล้ว
“ทำกิริยาเช่นนี้ถือว่าไม่งามหากไปอยู่ในวังหลวงแล้ว ต่อให้ใแค่ไหนก็ต้องรู้จักสำรวมไว้”
ผู้หญิงคนนั้นสำรวจใบหน้าอาหลิวอยู่พักใหญ่จึงยอมถอยออกไปได้สักที
“กูกู่ไม่อนุญาตให้เ้าเข้าไปฝากโน้นเ้าต้องนั่งฟังอยู่ตรงนี้ จากตรงนี้เ้าสามารถมองเห็นกูกู่ได้อย่างชัดเจนกฎข้อหนึ่งที่เ้าต้องรักษาไว้ตลอดการอบรมนั่นคือระหว่างที่กูกู่อบรมห้ามพูดแทรกใดๆ จะพูดได้ก็ต่อเมื่อกูกู่อนุญาติเท่านั้นเ้าเข้าใจหรือไม่”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“ระหว่างที่รอให้ผู้คนมากันครบถ้วนเ้านั่งดูสิ่งนี้ไปพลางๆก่อน ข้าขอตัวไปจัดห้องทางโน้นสักครู่”
หญิงชราที่แต่งตัวหรูหราทาปากแดงคนนั้นส่งหนังสือสองสามเล่มให้อาหลิวพร้อมกับกระดาษหนึ่งใบพอก้มลงดูก็คล้ายๆกับกำหนดการว่าวันนี้จะมีการอบรมเื่ใดบ้าง อืม..เจ๋งแฮะมีไกด์ไลน์การอบรมด้วย
อาหลิวหยิบหนังสือสองสามเล่มออกมาดูคร่าวๆ
‘สี่คุณธรรม’
‘สามคล้อยตาม’
‘ว่าด้วยเื่กฎแห่งวังหลวงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ กิจวัตรที่ต้องปฏิบัติ และสิ่งต้องห้าม - ฉบับคู่มือสนมนางใน’
อืม...สมกับที่เป็การอบรมมีตำรงตำราให้พร้อมเลย อาหลิวตัดสินใจนั่งลงบนเก้าอี้กำลังจะเปิดหนังสือสี่คุณธรรมอ่าน แต่ก็ต้องหยุดมือไว้เพราะว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาในห้องทางฝั่งโน้น
“คุณหนูมาแล้วเ้าค่ะ”
เกิดความเงียบขึ้น แต่ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงของหญิงชราคนนั้นเอ่ยขึ้นมา
“บัดนี้หากอยู่ต่อหน้าคนอื่นเช่นข้า เ้าไม่สามารถเรียกนางว่าคุณหนูได้อีกแล้วนับจากนี้เ้าต้องเรียกนางว่าพระสนม เข้าใจหรือไม่”
พระสนม?พระสนมอย่างนั้นหรือ? ในขณะที่อาหลิวกำลังเริ่มรู้สึกทะแม่งๆหญิงชราคนนั้นก็เอ่ยขึ้นมาอีก
“พระสนมเฉิงเชิญนั่งตรงนี้รอสักครู่กูกู่กำลังมา ส่วนเ้า...เราไม่อนุญาตให้อยู่ที่นี่ ออกไปก่อน เรียกแล้วค่อยเข้ามา”
“ให้นางอยู่เป็เพื่อนข้ามิได้หรือ”
มีเสียงใสกังวาลเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมา
“ให้นางอยู่มิได้เกรงจะรบกวนการอบรม”
“แต่...แต่ถ้าข้าเกิดหิวน้ำ”
เสียงใสเริ่มต่อรอง
“ตรงนี้มีน้ำชาให้พร้อม”
“แล้ว...แล้วถ้าข้าเกิดหิว”
“เรามีเวลาให้พักกินของว่าง”
“ก็แล้วถ้าข้าอยากไปห้องน้ำ”
“ข้าทราบว่าที่ห้องชมสวนนี้มีห้องน้ำอยู่ด้วย”
“แล้ว...”
“พระสนมได้โปรดเชื่อฟังเวลามีน้อย อย่าได้ทำให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ระหว่างที่รอกูกู่าุโ โปรดอ่านหนังสือพวกนี้ไปพลางๆก่อนส่วนเ้า...อย่าชักช้า รีบออกไปเสีย”
ในที่สุดนางกำนัลชราก็ตัดบทดังฉับในเมื่อทุกอย่างเงียบลง อาหลิวเลยตัดสินใจขยับเข้าไปแอบดูใกล้ๆ
จากมุมตรงนี้จะเห็นหลังของผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะตัวใหญ่เป็ผู้หญิงตัวเล็กๆ สัดส่วนน่าจะประมาณเยี่ยเอ๋อร์ได้แต่งตัวด้วยชุดสีชมพูอ่อนมีลวดลายดอกไม้สีฟ้าอ่อนและสีเขียวอ่อนของใบไม้คาดเอวด้วยสีเขียวใบบัวสวมกระโปรงบานสีขาวที่ชายกระโปรงตกแต่งด้วยลายเดียวกับเสื้อ ผมนั้นถูกเกล้าเป็มวยสองข้างแต่ละข้างประดับด้วยปิ่นเล็กๆรูปผีเสื้อและดอกไม้ ดูรวมๆแล้วน่ารักทีเดียวหากแต่แม่นางน้อยคนนี้ขยับตัวยุกยิกอยู่ไม่ค่อยสุขเอาเสียเลย
คุณหนูคนนี้หรือก็คือพระสนมตามที่นางกำนัลชราเรียกเมื่อกี้นางเป็ใครกันแน่นะ?
แล้วหากว่าแม่นางน้อยคนนี้เป็พระสนมที่ต้องเข้าวังแล้วตัวของอาหลิวล่ะ? ก็เป็พระสนมเช่นเดียวกันอย่างนั้นหรือ?
แม้จะยังไม่รู้ชัดเจนแต่อาหลิวก็เริ่มได้กลิ่นทะแม่งๆของเค้าลางแห่งความวุ่นวายขึ้นมานิดหน่อยแล้วแหละอ่า...ไหนๆก็อุตส่าห์ได้ใช้ชีวิตที่สองในโลกมนุษย์แล้ว ก็ขออย่าให้เื่มันตื่นเต้นพิสดารเกินไปเลยน้า...สาธุๆ
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน