เสียง "ติ๊ง—" ของลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับประตูที่เปิดออก
พนักงานโรงแรมในชุดเครื่องแบบมายืนรอที่หน้าลิฟต์อยู่ก่อนแล้ว ฉู่ชิวไป๋ซึ่งห่อตัวอยู่ในเสื้อโค้ทตัวหนาเดินออกมาพร้อมกับฉู่เจียงไหล
"อรุณสวัสดิ์ครับคุณฉู่" ผู้จัดการชายโค้งคำนับให้พวกเขาด้วยท่าทีที่ทั้งนอบน้อมและจริงใจ "ต้องขอประทานโทษที่รบกวนเวลาพักผ่อนของทั้งสองท่านด้วยจริงๆ นะครับ แต่เหตุการณ์มันเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและตำรวจก็เข้ามาเกี่ยวข้อง ทางเราจึงจำเป็ต้อง..."
"เข้าเื่เถอะ" ฉู่เจียงไหลตัดบทอย่างไม่เกรงใจ "ตำรวจอยู่ไหน?"
ผู้จัดการรีบผายมือ "อยู่ที่ลานจอดรถใต้ดินครับ ผมจะนำทางไป"
อากาศยามเช้ามืดในฤดูใบไม้ร่วงหลังฝนตกหนาวเย็นเป็อย่างยิ่ง ฉู่ชิวไป๋สั่นสะท้านจนต้องกอดอกแน่นตลอดทาง ทำให้สีหน้าของฉู่เจียงไหลยิ่งดูไม่สบอารมณ์มากขึ้นไปอีก
ระหว่างเดิน ผู้จัดการจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พวกเขาฟังคร่าวๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ะเิ?" เมื่อได้ยินประเด็นสำคัญ ฉู่ชิวไป๋ก็ชะงักฝีเท้า เขาหันไปถามย้ำด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "คุณกำลังบอกว่ามีะเิอยู่ในรถของเหวินอินงั้นเหรอ?"
ผู้จัดการพยักหน้า แต่ก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ก็ไม่เชิงครับ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้วัตถุะเิยืนยันแล้วว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการะเิครับ"
"แล้วตอนนี้เหวินอินเป็ยังไงบ้าง?"
"พี่วางใจเถอะครับ ไม่ตายหรอก" ฉู่เจียงไหลพูดแทรกขึ้นมาเสียงเรียบ "คำโบราณว่าไว้ คนชั่วมักอายุยืนเป็พันปี ผู้หญิงคนนั้นน่ะหนังเหนียวจะตายไป"
"อย่าพูดเหลวไหล" ฉู่ชิวไป๋ดุน้องชายเบาๆ ก่อนจะหันไปถามผู้จัดการต่อ "ตกลงเธอเป็ยังไงบ้างครับ?"
"คุณเหวินปลอดภัยดีครับ แค่เสียขวัญนิดหน่อย แต่คนร้ายตั้งโปรแกรมล็อกประตูรถทุกบานเอาไว้ ทางตำรวจเกรงว่าถ้าฝืนเปิดอาจเกิดอันตรายได้ จึงต้องรอให้กู้ะเิเสร็จก่อนถึงค่อยทุบกระจกช่วยคนออกมาครับ"
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงจุดที่ห่างจากช่องจอดรถของเหวินอินประมาณยี่สิบเมตร ก็พบว่าบริเวณโดยรอบถูกกั้นด้วยแถบเตือนภัยสีเหลือง และมีตำรวจในที่สวมใส่เสื้อกั๊กสะท้อนแสงสองนายกำลังยืนคุยกันอยู่ไม่ไกล
"เื่นี้จะมองว่าเล็กก็เล็ก จะมองว่าใหญ่ก็ใหญ่ แต่มันไม่น่าจะใช่แค่การกลั่นแกล้งกันเล่นๆ แล้วนะ!"
"นั่นสินะครับ" ตำรวจหนุ่มที่ดูอายุน้อยกว่าขยับหมวกแก๊ปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "แต่ผู้เสียหายดันนึกไม่ออกเลยว่าไปล่วงเกินใครไว้บ้าง อีกอย่าง สังคมของเธอก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ไม่น่าจะไปพัวพันกับพวกเศษสวะที่จ้องจะเล่นงานกันในวันแต่งงานแบบนี้ได้!"
"คุณตำรวจ ผมพาญาติของคุณเหวินมาแล้วครับ" ผู้จัดการโรงแรมก้มตัวมุดแถบกั้นเข้าไป เขาปลดตัวล็อกสายกั้นออก จากนั้นก็เปิดช่องทางให้ฉู่ชิวไป๋และฉู่เจียงไหลเดินเข้ามาด้านใน
เมื่อฉู่ชิวไป๋ก้าวข้ามเส้นกั้นเข้ามาแล้ว เขาก็รีบถามตำรวจด้วยสีหน้าเป็กังวลทันที "ขอโทษนะครับ ภรรยาของผมอยู่ที่ไหน?"
ตำรวจอีกนายที่ไว้หนวดเครารุงรังกวาดสายตามองเขาั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะถามกลับไปว่า “คุณคือสามีของคุณเหวินอินเหรอ?”
"ใช่ครับ"
"อ้อ เมียคุณเพิ่งจะถูกพวกเราช่วยออกมาจากรถ ตอนนี้กำลังให้ปากคำอยู่ตรงโน้น" นายตำรวจเคราดกใช้เสียงลากยาวประชดประชัน "แต่ก็นะ... พวกคุณเพิ่งแต่งงานกันวันนี้แท้ๆ กลับปล่อยให้เ้าสาวขับรถกลับบ้านคนเดียวดึกๆ ดื่นๆ คุณนี่เป็สามีที่ใจกว้างดีจริงๆ"
ฉู่ชิวไป๋ััได้ถึงความสงสัยและดูแคลนที่แฝงมากับคำพูดของอีกฝ่าย แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากตอบโต้ น้ำเสียงเย็นเยียบของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง
"เขาเมา"
ฉู่เจียงไหลเดินมายืนข้างกายฉู่ชิวไป๋ด้วยสีหน้าไม่พอใจ เขาจ้องตำรวจนายนั้นด้วยสายตาของคนที่เหนือกว่า "หรือจะให้เมาแล้วขับ? แล้วก็อีกอย่างนะครับคุณตำรวจ กฎหมายประเทศเรากำหนดให้ผู้หญิงแต่งงานได้ตอนอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ การที่พี่ชายของผมปล่อยให้ผู้ใหญ่ที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนขับรถกลับบ้านเองคนเดียว มันมีปัญหาตรงไหนไม่ทราบ?"
คำพูดนั้นทำเอานายตำรวจเคราดกถึงกับชะงัก "ปัญหาน่ะมันก็ไม่มีหรอก แต่..."
"ถ้าอย่างนั้น..." ฉู่เจียงไหลยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา "ตีสี่สี่สิบเจ็ดนาที พวกคุณรีบร้อนปลุกพวกเราขึ้นมากลางดึกแบบนี้ สรุปแล้วมีธุระอะไรกันแน่ครับ? คงไม่ใช่แค่เพื่อมาวิจารณ์เื่ไร้สาระที่ไม่ใช่หน้าที่ของคุณหรอกนะ?"
ท่าทีของเขาเ็าถึงขีดสุด แตกต่างจากทุกภาพจำที่ฉู่ชิวไป๋คุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง ราวกับเครื่องจักรไร้หัวใจซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการเจรจาต่อรองโดยเฉพาะ ไม่ว่าใครจะมีฝีปากกล้ามาจากไหน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขา ก็ดูจะกลายเป็คนโง่เง่าไปในพริบตา
นายตำรวจเคราดกถูกตอกกลับจนพูดไม่ออก หลังจากเงียบไปครู่ เขาก็โยนเผือกร้อน [1] ให้ตำรวจรุ่นน้องอีกนายที่ยืนอยู่ข้างๆ รับหน้าแทนทีนที "เหวินตี้ นายมาคุยกับพวกเขาหน่อยซิ"
ได้ยินดังนั้น ตำรวจหนุ่มแซ่เหวินก็รับหน้าที่เล่าเหตุการณ์ในคืนนี้ให้พวกเขาฟังคร่าวๆ
.
.
ระบบคอมพิวเตอร์ในรถของเหวินอินถูกฝังไวรัส คนร้ายใช้โปรแกรมดังกล่าวขังเธอไว้ในรถ พร้อมกับจุดชนวนะเิขนาดเล็กที่ถูกติดตั้งไว้ล่วงหน้า
หลังจากประตูถูกล็อกได้ห้านาที เครื่องยนต์หน้ารถเอสยูวีสีขาวก็เกิดะเิขนาดย่อมขึ้น แต่ด้วยการตั้งค่าโปรแกรมที่แม่นยำ ทำให้การะเิครั้งนี้ไม่ลุกลามไปถึงถังน้ำมันจนก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง มีเพียงฝากระโปรงหน้ารถที่บิดเบี้ยวผิดรูปและมีควันดำพวยพุ่งออกมา
ตำรวจที่ได้รับแจ้งเหตุรีบประสานงานกับหน่วยเก็บกู้วัตถุะเิทันที
หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดนานกว่าสองชั่วโมง พวกเขาก็พบกล่องสีดำทรงลูกบาศก์ใบหนึ่งซ่อนอยู่ใต้ระบบนิรภัยตรงท้ายรถ
เ้าหน้าที่เก็บกู้ะเิในชุดป้องกันค่อยๆ เคลื่อนย้ายกล่องใบนั้นออกมาอย่างระมัดระวัง ทุกสายตาจับจ้องไปที่วัตถุปริศนาเป็จุดเดียว ทันใดนั้น หน้าจอ LCD สีแดงบนกล่องก็สว่างวาบขึ้น พร้อมตัวเลขที่นับถอยหลังอย่างรวดเร็ว
สิบ, เก้า, แปด, เจ็ด, หก, ห้า, สี่, สาม, สอง, หนึ่ง...
เวลาเหลือน้อยเกินไป แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่มากประสบการณ์ก็ทำได้เพียงะโสุดเสียง
"รีบถอยไป!"
แต่เมื่อการนับถอยหลังสิ้นสุดลง แรงะเิมหาศาลที่ทุกคนคาดการณ์ไว้กลับไม่เกิดขึ้น
เหล่าตำรวจต่างพากันเหงื่อแตกพลั่ก สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังกล่องใบนั้น ก่อนที่จู่ๆ จะมีเสียง “ปุ้ง—” ดังขึ้น พร้อมฝากล่องที่เปิดออก และในเสี้ยววินาทีถัดมา ตัวตลกจมูกแดงก็ดีดตัวออกมา พร้อมรอยยิ้มกว้างที่ดูเหมือนกำลังเย้ยหยันทุกคน
***
เหวินอินกำลังให้ปากคำกับตำรวจอยู่ในห้องพักพนักงานทำความสะอาดชั้นใต้ดิน เธอนั่งพิงโต๊ะอย่างไร้เรี่ยวแรง บนไหล่มีผ้าห่มผืนหนึ่งคลุมอยู่ เครื่องสำอางบนใบหน้าเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด
ฉู่เจียงไหลแยกตัวไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดกับนายตำรวจเคราดก ทิ้งให้ฉู่ชิวไป๋กับตำรวจหนุ่มที่ชื่อเหวินตี้เข้าไปดูอาการของเหวินอิน
ก่อนจะเดินแยกไป เขายังมิวายหันมากำชับด้วยความเป็ห่วง "ถ้าเกิดยัยนั่นสติแตกหรือโวยวายขึ้นมา พี่โทรหาผมเลยนะ เดี๋ยวผมมาจัดการเอง"
นอกจากฉู่ชิวไป๋แล้ว ดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกตเห็นความเป็ปฏิปักษ์จางๆ ที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงและท่าทีของฉู่เจียงไหลที่มีต่อเหวินอินเลยแม้แต่น้อย
เนื่องจากกล่องใส่ตัวตลกเ้าปัญหาถูกเก็บไปเป็หลักฐานแล้ว ตำรวจหนุ่มจึงทำได้แค่เปิดรูปถ่ายในมือถือให้ฉู่ชิวไป๋ดูเท่านั้น
และทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มรูปพระจันทร์เสี้ยวของตัวตลก จู่ๆ เขาก็ผุดข้อสันนิษฐานหนึ่งขึ้นมาในใจ เป็ข้อสันนิษฐานที่ฟังดูไร้สาระแต่ก็น่ากลัวจนขนหัวลุก
.
.
การกู้ภาพจากกล้องวงจรปิดต้องใช้เวลาพอสมควร กว่าฉู่เจียงไหลจะกลับมา เหวินอินก็ให้ปากคำเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เธอลุกขึ้นจากโซฟาด้วยสีหน้าอิดโรย
ตอนนี้เลยหกโมงเช้าแล้ว ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มทอแสงสีขาวรำไร ฉู่ชิวไป๋ถามเหวินอินว่าจะเปิดห้องพักที่โรงแรมสักคืนไหม
เธอส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่ล่ะค่ะ วันนี้ฉันจะกลับไปนอนบ้านพ่อแม่ มันรู้สึกอุ่นใจกว่าค่ะ"
"คุณจะกลับบ้านเราก็ได้นะ" ฉู่ชิวไป๋มองหน้าเธอ "เดี๋ยวผมกลับเป็เพื่อน"
เหวินอินรู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงคอนโดที่พวกเขาวางแผนจะย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกันชั่วคราวหลังแต่งงาน แต่ตอนนี้เธอขวัญเสียเกินกว่าจะไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย สุดท้ายจึงยังคงยืนกรานปฏิเสธตามเดิม
ตำรวจเห็นด้วยกับการตัดสินใจนั้นและเสนอตัวจะขับรถไปส่ง พร้อมทั้งกำชับว่า่นี้อย่าเพิ่งไปไหนมาไหนคนเดียวจนกว่าจะจับคนร้ายได้
หลังจากกลับมาจากดูกล้องวงจรปิด ฉู่เจียงไหลก็เอาแต่จ้องมองไปที่เหวินอินด้วยสายตาอ่านยาก
แน่นอนว่าความผิดปกตินั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของฉู่ชิวไป๋ไปได้ เขารอจนทุกคนแยกย้าย เหลือเพียงเขาสองคนในห้องพักส่วนตัว จึงเปิดปากถามออกมาตรงๆ ว่า "เื่นี้... เป็ฝีมือนายหรือเปล่า?"
ฉู่เจียงไหลชะงัก "อะไรนะ?" ความงุนงงที่ฉายชัดบนใบหน้าของเขา ทำให้ข้อสันนิษฐานร้ายแรงนั้นดูไร้เหตุผลไปทันที
"ช่างเถอะ ไม่มีอะไร" ฉู่ชิวไป๋ล้มเลิกความคิดนั้นอย่างรวดเร็ว
แต่ฉู่เจียงไหลกลับเข้าใจความหมายทันที เขาคว้าข้อมือของพี่ชายไว้แน่น "พี่สงสัยผมงั้นเหรอ?"
ฉู่ชิวไป๋รีบปฏิเสธ "เปล่า ฉันรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่นาย"
"พี่ไม่รู้หรอก!" ฉู่เจียงไหลปล่อยมือ แต่กลับไม่พยายามจะแก้ตัวเลยสักนิด สีหน้าของเขาเ็าลง แต่มันต่างจากความเ็าแบบคนที่ถือไพ่เหนือกว่าเวลาคุยกับคนนอก คราวนี้มันเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกยั่วโมโหแบบเด็กๆ
"ถ้าเป็ฝีมือผม ยัยนั่นตายไปแปดร้อยรอบแล้ว ไม่มีทางมานั่งให้ปากคำอยู่ตรงนั้นได้หรอก!"
เขาพูดด้วยความเจ็บใจ จากนั้นก็เตะเก้าอี้เ้ากรรมที่เคยชนขาฉู่ชิวไป๋ไปทีหนึ่งเพื่อระบายอารมณ์ "ไอ้เวรหน้าไหนแม่งทำวะ ควรจะสงเคราะห์ให้ถึงที่สุดสิ จะบึ้มทั้งทีเสือกทำของปลอม โคตรน่าเบื่อ!"
ฉู่ชิวไป๋ไม่ค่อยได้ยินเขาพูดคำหยาบบ่อยนัก พอมาเห็นตอนนี้กลับรู้สึกขำขึ้นมานิดๆ "ฉันก็แค่ถาม ทำไมนายต้องโกรธขนาดนั้นด้วย"
"ก็พี่สงสัยผม" เขาหันหลังให้ฉู่ชิวไป๋ พลางบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย "แถมยังดูถูกความสามารถในการก่ออาชญากรรมของผมอีกต่างหาก"
ฉู่ชิวไป๋ถึงกับยิ้มไม่ออก จริงอยู่ที่ฉู่เจียงไหลมีเื่ให้เขาสงสัยเป็ร้อยเื่ แต่เื่เดียวที่เขาไม่เคยสงสัยเลยคือความสามารถในการทำเื่เลวร้ายของอีกฝ่าย
"แล้วนายไม่มีแรงจูงใจหรือไง?"
"มีสิครับ" ฉู่เจียงไหลหันกลับมายอมรับหน้าตาเฉย "แต่ถ้าเป็ผม ไม่จบแค่ขู่ให้ใเล่นหรอกนะ"
ฉู่ชิวไป๋รู้สึกปวดหัวตุบๆ ขึ้นมาทันที เขานั่งพิงขอบเตียง ยกมือขึ้นนวดขมับ "แล้วถ้าเป็นายจะทำยังไง?"
ฉู่เจียงไหลย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างเตียง ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในตาของเขาอย่างสงบนิ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูราบเรียบ "พี่ชิวไป๋ ผมหวังจริงๆ นะ ผมอยากให้พี่เป็พ่อม่ายเมียตายมันซะเดี๋ยวนี้เลย"
สีหน้าของเขาจริงจัง น้ำเสียงก็เปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น ไม่มีแววล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย
ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากขมับที่ตึงเครียดลามไปถึงแนวกระดูกสันหลังของฉู่ชิวไป๋ จนต้องเบือนหน้าหนีสายตาที่จริงจังจนเกินไปคู่นั้น เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาในที่สุด
"ฉู่เจียงไหล... อย่าทำให้ฉันต้องกลัวนาย"