พริบตาเดียวก็ผ่านไปห้าปี นับตั้งแต่จบเรื่องสุสานของต้วนเทียนเจ๋อ
หนานหมิงและคนอื่นๆก็ได้กลับมาที่ตระกูลหนานที่อาณาจักรต้าโจว
เวลานี้เมืองเซียนสวรรค์กใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งตอนนี้คาดว่าเสร็จไปแล้วถึงแปดส่วน ทำให้ตอนนี้ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากเริ่มที่จะย้ายเข้ามาอยู่ที่เมืองเซียนสวรรค์แล้ว
สำหรับที่ตั้งของตระกูลหนาน ในฐานะผู้ปกครองของเมืองเซียนสวรรค์ พวกเขาได้สร้างที่พักขึ้นบนภูเขาสูงที่อยู่ทางเหนือของเมืองเซียนสวรรค์ และนี้ก็เป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดของเมืองอีกด้วย เพราะพวกเขาสามารถมองเห็นเมืองเซียนสวรรค์ได้ชัดเจน แถมบรรยากาศก็เย็นสบาย ตอนกลางคืนยิ่งเห็นแสงไฟยามค่ำคืนทำให้เป็นวิวที่งดงามอีกด้วย
สำหรับเมืองเซียนสวรรค์ในเวลานี้มีประชากรไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคน แถมภายในเมืองก็มีสาขาของแปดกองกำลังยักษ์ใหญ่รวมไปถึงกองกำลังที่มีชื่อเสียงนับไม่ถ้วนแห่งทวีปเฮ่อหลุน แม้ว่าเมืองเซียนสวรรค์จะตั้งอยู่ที่อาณาจักรต้าโจวแห่งทวีปฮุยต้วนก็ตาม
ด้วยการที่เมืองเซียนสวรรค์สร้างเกือบเสร็จแล้วทำให้เมืองเฟิงหลงได้รับผลกระทบที่สุด จากจำนวนประชากรนับหนึ่งร้อยล้านคนตอนนี้ลดลงเหลือเพียงแค่หกสิบล้านคนเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้เมืองเฟิงหลงตกต่่ำลง เพราะถึงอย่างไรเมืองเฟิงหลงก็ตั้งอยู่ใกล้กับเทือกเขาเฟิงหลง อย่างน้อยๆพวกเขาก็ยังได้พลังวิญญาณที่รั่วไหลออกมาจากเส้นเลือดมังกรอยู่ดี แม้ว่าจะไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับเมืองเซียนสวรรค์ แต่พวกเขาก็ยังได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล
และอีกอย่างถึงแม้ว่าเมืองเซียนสวรรค์จะใหญ่โตและหรูหราแต่ก็มีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากที่ไม่สามารถซื้อที่ดินหรือซื้อบ้านได้ ทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะอยู่เมืองเฟิงหลงดีกว่า อย่างน้อยๆพวกเขาก็มีบ้านอยู่และยังห่างจากเมืองเซียนสวรรค์ไม่ไกลอีกด้วย การเดินทางจึงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
ภายในที่พักของหนานหมิง
เวลานี้หนานหมิงได้พัฒนาตัวเองจนมาถึงระดับเทพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่การที่จะเป็นกึ่งเซียนนั้นไม่ใช่ว่าจะเข้าถึงได้ง่ายๆ แต่โชคดีที่รอบๆตัวหนานหมิงมีเซียนอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เขาสามารถจับเส้นทางของการเป็นเซียนได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานเขาก็คงจะกลายเป็นกึ่งเซียนอย่างแน่นอน
ตระกูลหนานเองพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพราะได้เกาเสวียนนักปรุงโอสถระดับนิรันดร์ รวมไปถึงป๋อเชี่ยหานที่เป็นนักวางค่ายกลระดับนิรันดร์เข้ามา นอกจากนี้ในช่วงเวลาห้าปีเขาก็ได้อัญเชิญนักวางค่ายกล นักหลอมยุทธภัณฑ์และนักปรุงโอสถระดับเซียนบเพิ่มเข้าอย่างละสองถึงสามคน และพวกเขาเหล่านั้นก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับดับเซียน เซียนปฐพีและเซียนนภาอีกด้วย
นอกจากอาชีพทั้งสามนี้แล้วยังมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับเซียนที่เพิ่มขึ้นมากว่าสิบคน ส่วนที่เหลือก็อยู่ในระดับเทพยุทธ์และจ้าวยุท์เสียส่วนใหญ่
นอกจากนี้หนานหมิงยังสามารถอัญเชิญได้สามครั้งต่อหนึ่งเดือนแล้ว เพราะตอนนี้เขาได้อัญเชิญครบหนึ่งร้อยครั้งแล้ว ทำให้หนานหมิงรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก เขาอยากที่จะอัญเชิญครบหนึ่งพันครั้งแล้ว
ตอนนี้นอกจากหนานหมิงและตัวละครที่เขาอัญเชิญมาแล้ว ตระกูลหนานก็มีเทพยุทธ์อยู่ในตระกูลมากกว่ายี่สิบคนแล้ว แน่นอนว่าคนที่แข็งแกร่งก็ยังเป็นครอบครัวของหนานหมิงอยู่ดี เพราะทรัพยากรจำนวนมากและมีประสิทธิภาพสูงก็จะมอบให้กับครอบครัวของเขาก่อนเป็นอันดับแรก
ไม่ว่าจะเป็นหนานหยุนเฟย ซวีลั่ว หนานอวี้หรือหนานหลิน พวกเขาต่างก็เป็นเทพยุทธ์ขั้นสูงและขั้นปลายตามลำดับ ส่วนผู้อาวุโสและรุ่นเยาว์อัจฉริยะบางคนพวกเขาก็มาถึงระดับเทพยุทธ์ขั้นต้น
เวลานี้ตระกูลหนานนับว่าเป็นตระกูลเทพยุทธ์ที่แท้จริงได้แล้ว เรียกได้ว่านับตั้งแต่ที่หนานหมิงได้ระบบมา เวลาก็ผ่านไปถึงสิบสองปี จากตระกูลหนานที่เป็นเพียงหมู่บ้านและมีเพียงแค่นักยุทธ์ขั้นกลางเท่านั้นที่แข็งแกร่งที่สุด เวลานี้พวกเขาก็มียอดฝีมือระดับเทพยุทธ์ผู้ซึ่งยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกแล้ว นับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่แท้จริง
สำหรับเทือกเขาเฟิงหลง ตอนนี้ได้ค่ายกลของป๋อเชี่ยหานและต้นโพธิ์เก้าสวรรค์ของไน่หวงเล่ย ทำให้มันเติบโตขึ้นอย่างมากจนกลายเป็นต้นไม้ยักษณ์แล้ว
เพียงแค่มองดูต้นโพธิ์เก้าสวรรค์จากที่ไกลๆก็ยังได้รับประโยชน์มหาศาล ทำให้ในทุกๆวันจะมีผู้คนจำนวนมากเฝ้ามองดูต้นโพธิ์จากที่ไกลๆเพราะพวกเขาไม่สามารถเข้าใกล้ใจกลางได้ เพราะที่แห่งนั้นเป็นที่ตั้งของตระกูลที่อยู่บนเทือกเขาเฟิงหลง
หนานหมิงที่นั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์พร้อมกับอ่านข้อความที่หน่วยข่าวกรองส่งมา
ตอนนี้ต้วนเทียนเจ๋อพร้อมกับคนของศาลาชุนหมิงได้มุ่งหน้าไปยังทวีปหยุนเทียนแล้ว ในช่วงห้าปีมานี้ต้วนเทียนเจ๋อไม่หยุดที่จะฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก และด้วยทรัพยากรของตระกูลหนานทำให้ต้วนเทียนเจ๋อทะลวงเข้าสู่ระดับเทพยุทธ์ตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว และตอนนี้เขาก็เกือบที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นกลางของเทพยุทธ์แล้วด้วย
สำหรับต้วนเทียนเจ๋อเขาตัดสินใจแล้วว่าจะล้างแค้นสำหรับคนที่ไล่ล่าเขาและคนที่ออกคำสั่งเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆเขาจะไม่ทำอะไรเพราะพวกเขาไม่มีความแค้นต่อกัน
สำหรับศาลาชุนหมิงที่ติดตามไปด้วย พวกเขาก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับเทพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์สองคน
นอกจากข้อมูลที่ต้วนเทียนเจ๋อกำลังมุ่งหน้าไปทวีปหยุนเทียนแล้วก็ยังมีข่าวอื่นๆที่หนานหมิงให้ความสนใจก็คือ สงครามระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนและดินแดนปีศาจสวรรค์ ส่วนทางด้านของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนก็กำลังทำสงครามกับดินแดนอสูรเทวะ
ความจริงแล้วการปะทะกันระหว่างสามเผ่าพันธ์นี้มีมาแต่โบราณแล้ว และด้วยการที่มนุษย์แข็งแกร่งและมีจำนวนเยอะ ทำให้พวกเขาสะกดข่มเผ่าปีศาจและเผ่าอสูรได้อยู่หมัด แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็เกิดความเสียหายขึ้นเช่นกัน
เนื่องจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนอยู่ทางใต้ของแผนที่โลก ซึ่งติดกับดินแดนปีศาจสวรรค์ทำให้สองดินแดนปะทะกันมาอย่างยาวนาน
ส่วนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนตั้งอยู่ทางเหนือของแผนที่โลก ซึ่งติดกับดินแดนอสูรเทวะ ทำให้สองดินแดนแห่งนี้มักจะปะทะกันตลอดเวลา
แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดสงครามกันตลอด เนื่องจากบางครั้งสองดินแดนก็ร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
หนานหมิงอ่านดูและพบว่าตอนนี้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนได้เรียกระดมพลกองกำลังจำนวนมากเพื่อปะทะกับดินแดนปีศาจสวรรค์
ส่วนชนวนของสงครามในครั้งนี้ก็คือการที่มิติลับจุติเซียนที่กำลังจะเปิดขึ้น
มิติลับจุติเซียนเป็นมิติพิเศษที่จะเปิดทุกๆสามสิบปี ซึ่งภายในมิติลับแห่งนี้มีขนาดใหญ่พอๆกับทวีปหลัวเทียนเลยทีเดียว และภายในนั้นมีสมบัติมากมายนับไม่ถ้วนถูกรวมเอาไว้ แม้กระทั้งสมบัติเซียนเองก็ยังมี
สำหรับกฏเกณฑ์ที่จะเข้าไปในมิติลับจุติเซียนนั้นไม่มีอะไรมากนัก มีเพียงแค่ข้อเดียวก็คือคนที่จะเข้าไปในมิติลับนี้จะต้องมีอายุต่ำกว่าหนึ่งพันปีเท่านั้น
ในอดีตเคยมีผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งได้สมบัติเซียนมา ทำให้ความแข็งแกร่งของเขาพุ่งทะยานจากเทพยุทธ์ขั้นต้นกลายเป็นเทพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ในครั้งเดียว ทำให้กลายเป็นที่พูดถึงกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งผู้ฝึกยุทธ์คนนั้นมีนามว่า จางอี้เถียน และตอนนี้เขาก็ดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสห้าของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน
นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากที่ได้รับสมบัติเซียนและทำให้ความแข็งแกร่งพุ่งทะยาน เพราะแบบนี้มิติลับแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่ามิติลับจุติเซียน เพราะมันสามารถทำให้เซียนจุติได้นั่นเอง
แม้ว่ามิติลับจุติเซียนจะเปิดมานานนับแสนปีแล้วแต่พื้นที่ในนั้นก็ยังสำรวจไม่ครบ และอีกอย่างภายในนั้นก็เต็มไปด้วยความอันตรายอย่างยิ่ง เพราะแม้กระทั้งเทพยุทธ์ก็ยังต้องเสียชีวิตภายในนั้นหลายคน
ด้วยมิติลับจุติเซียนนี้ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนและดินแดนปีศาจสวรรค์ ทำให้เมื่อใกล้ถึงเวลาจะเปิดของมิติลับจุติเซียน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนและดินแดนปีศาจสวรรค์ส่งยอดฝีมือจำนวนมากมาเข้าร่วม และเมื่อสองเผ่าพันธ์มาอยู่ด้วยกันจึงทำให้เกิดการต่อสู้ขึ้นและมันจึงกลายเป็นชนวนขนาดใหญ่เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกัน
“ มิติลับจุติเซียนงั้นหรอ? ” หนานหมิงครุ่นคิดและส่ายหน้า สำหรับเขาแล้วแม้ว่ามิติลับจุติเซียนจะยอดเยี่ยมแต่มันก็ไม่เหมาะสำหรับตระกูลหนานที่อยู่ห่างไกล และอีกอย่างสมบัติเซียนเขาก็มีเป็นจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าคนที่ได้สมบัติจากมิติลับจุติเซียนเสียอีก
“ แต่ถึงอย่างนั้นส่งคนไปตรวจสอบดูสักหน่อยก็ยังดี เพราะข้าจะได้รู้ด้วยว่าการต่อสู้ระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนและเผ่าปีศาจจะเป็นอย่างไร ” หนานหมิงพึมพำ
ส่วนคนที่หนานหมิงจะส่งไปก็ต้องเป็นยอดฝีมือระดับเซียนขั้นสมบูรณ์ ที่แม้ว่าตอนนี้จะเหลือเพียงแค่กึ่งเซียนก็ตาม
“ ส่งไปสักสามถึงห้าคนแล้วกัน ” หนานหมิงครุ่นคิดก่อนที่จะติดต่อไปหาหนิงขวงและบอกให้เขาส่งคนไปที่มิติลับจุติเซียน
แม้ว่าตอนนี้จะมีสายลับของศาลาชุนหมิงอยู่ที่มิติลับจุติเซียนแล้วก็จริง แต่พวกเขาก็เป็นเพียงแค่ระดับมหาเทพยุทธ์เท่านั้น เขาจึงส่งกองกำลังเสริมไปที่นั้น
ในขณะที่หนานหมิงกำลังอ่านข้อมูลต่างๆ ก็มีร่างเล็กๆร่างหนึ่งวิ่งมาหาด้วยรอยยิ้ม
“ ท่านน้า ” เสียงเล็กๆเสียงหนึ่งดังขึ้น
หนานหมิงหันกลับไปมองก็เห็นเด็กน้อยอายุสี่ขวบกำลังวิ่งมาหาเขาด้วยรอยยิ้มที่น่ารัก
เด็กน้อยคนนี้ก็คือหนานอี้ซู เขาคือบุตรชายของหนานอวี้และจ้าวเซียน
“ ว่าไงเสี่ยวซู ” หนานหมิงยิ้มและลูบหัวของหนานอี้ซูด้วยรอยยิ้มที่เอ็นดู
“ ท่านน้า ท่านพ่อบอกว่าวันนี้ให้ท่านน้าพาข้าไปเที่ยวเล่น ข้าได้ยินมาว่าที่เมืองเซียนสวรรค์มีงานเทศกาลโคมลอยด้วย ข้าอยากดูขอรับท่านน้า ” หนานอี้ซูกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
หนานหมิงยิ้มและกล่าวขึ้นว่า “ ในเมื่อเสี่ยวซูอยากไปน้าก็จะพาไป นอกจากนี้เสี่ยวซูอยากจะกินอะไรน้าก็จะพาไปทุกที่เลย ”
เสียงตะโกนดีใจของหนานอี้ซูดังลั่นพร้อมกับซูมือน้อยๆและกระโดดไปมาอย่างมีความสุข
หนานหมิงมองดูเสี่ยวซูด้วยรอยยิ้มและคิดว่าตนเองก็น่าจะถึงเวลาที่จะหาภรรยาแล้วมั้ง แม้ว่าอายุแค่นี้ยังนับว่าเป็นรุ่นเยาว์อยู่ แต่คนส่วนมากก็แต่งงานกันตอนที่เป็นรุ่นเยาว์กันทั้งนั้น
หนานหมิงจึงพาหนานอี้ซูไปที่เมืองเซียนสวรรค์ด้วยเรือบินพิเศษขนาดเล็กพร้อมกับผู้ติดตามอีกสี่คน
ถึงอย่างไรหนานหมิงก็นับว่ามีชื่อเสียงและหนานอี้ซูก็ยังเด็ก อย่างน้อยๆก็ควรมีผู้ติดตามที่คอยเฝ้าระวังไว้ด้วยก็ดี
ไม่นานหนานหมิงและหนานอี้ซูก็มาถึงเมืองเซียนสวรรค์
เวลานี้เมืองเซียนสวรรค์ประดับโคมไฟหลากสีสันไว้ทั่วทั้งเมือง แถมยังมีกลิ่นอายของงานเทศกาลกระจายทั่วเมือง
หนานหมิงให้หนานอี้ซูขี่คอและพาเดินท่องเที่ยวอย่างมีความสุข
หนานอี้ซูโบกมือเล็กของเขาอย่างต่อเนื่องพร้อมกับชี้นิ้วไปร้านนู้ทีร้านนี้ที หนานหมิงก็พาไปยังร้านต่างๆที่หนานอี้ซูต้องการ
การปรากฏตัวของหนานหมิงทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองตื่นเต้น เพราะสำหรับหนานหมิงก็เปรียบเสมือนกับรุ่นเยาว์อัจฉริยะของตระกูลหนาน อีกทั้งเขายังเป็นบุรุษที่หล่อเหลาและยังโสด ทำให้มีสตรีจำนวนมากจ้องมองหนานหมิงด้วยแววตาเปร่งประกายและพยายามยั่วยวนหนานหมิง
แต่โชคร้ายที่หนานหมิงไม่ได้สนใจสตรีเหล่านั้นแม้แต่น้อย เพราะเขาต้องการคนที่ทำให้เขาใจเต้นแรงทันทีที่พบหน้า
ยามค่ำคืน บนท้องฟ้าเหนือเมืองเซียนสวรรค์ โคมลอยนับล้านลอยอยู่เหนือท้องฟ้า ทำให้มันงดงามราวกับดวงดาวที่กำลังสว่างไสวและเปร่งประกาย
บนหลังคาของหอการค้าหมื่นสมุทร
“ เป็นอย่างไรบ้างเสี่ยวซู วันนี้สนุกไหม? ” หนานหมิงถามกับหนานอี้ซูที่นั่งอยู่พร้อมกับดูโคมลอยไปด้วย
“ สนุกมากขอรับท่านน้า จริงสิท่านน้าข้าได้ยินมาว่าตอนนี้น้าหลินกำลังมีความรักด้วยแหละ ” หนานอี้ซูกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับกินผลไม้ไปด้วย
หนานหมิงยิ้มและถามขึ้นว่า “ แล้วเจ้าคิดว่าบุรุษคนนั้นนิสัยเป็นอย่างไร? ”
หนานอี้ซูพยักหน้าและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ ข้าคิดว่าลุงน่าหลันก็นิสัยดีขอรับ เขาชอบพาข้าไปกินขนมบ่อยๆ ”
หนานหมิงหัวเราะร่า เขารู้อยู่แล้วว่าตอนนี้พี่สาวของเขากำลังทดลองคบหากับน่าหลันหวงเมิ่ง
เนื่องจากในอดีตน่าหลันหวงเมิ่งและศิษย์พี่ของเขาที่สถาบันฉินเยี่ยมักจะมาที่บ้านของหนานหมิงเพื่อพูดคุยกัน ทำให้น่าหลันหวงเมิ่งและหนานหลินได้เจอกับบ่อยครั้ง ทำให้ทั้งสองเกิดความรู้สึกดีๆต่อกัน และตอนนี้ก็ผ่านมานานกว่าห้าปีแล้ว ทั้งสองจึงลองที่จะคบกันดู
สำหรับหนานหมิงแล้วเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้วอีกอย่างน่าหลันหวงเมิ่งก็นับว่าเป็นคนดี เพราะขนาดในตอนที่สุสานต้วนเทียนเจ๋อเขาก็เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นต่อต้าน ทำให้เขาเป็นคนที่ศิษย์ตระกูลหนานจำนวนมากให้ความเคารพ
และอีกอย่างในตอนนี้น่าหลันหวงเมิ่งก็พัฒนาไปถึงระดับจ้าวยุทธ์ขั้นสมบูรณ์แล้ว นับว่าเป็นรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์คนหนึ่งในตระกูลหนาน คาดว่าอีกไม่นานเขาก็จะกลายเป็นยอดฝีมือระดับเทพยุทธ์ ซึ่งกลายเป็นเสาหลักของตระกูลหนานในอนาคต
ลองคิดดูจากเหนือยุทธ์ขั้นกลางไปยังจ้าวยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เพียงห้าปี นับว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากๆสำหรับกองกำลังอื่น แต่สำหรับตระกูลหนานคือเรื่องปกติ