วังบุปผา แม้จะถูกเรียกว่าวัง หากแท้ที่จริงแล้วกลับเป็หอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลวง อาคารทั้งหลังสร้างด้วยไม้หอมชั้นดี หลังคากระเบื้องสีฉูดฉาดเสาแกะสลักลวดลายบุปผาและวิหคอย่างสวยงามทุกคืนโคมแดงนับร้อยดวงจะถูกจุดขึ้นพร้อมกัน ส่องสว่างราวกับพระราชวังแห่งหนึ่ง ผู้คนจึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "วังบุปผา"
ไม่ใช่เพราะเกียรติยศ แต่เป็เพราะความโอ่อ่าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้ทรงอำนาจ คนธรรมดาไม่มีวันก้าวผ่านประตูบานใหญ่ของที่นี่ได้ แขกผู้มาเยือนล้วนเป็เศรษฐีผู้มั่งคั่ง ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพเชื้อพระวงศ์ หรือข้าราชการที่มีตำแหน่งสูงเท่านั้น
ทุกค่ำคืน จะมีรถม้ามาจอดเรียงรายอยู่หน้าประตู ภายในห้องรับรอง เสียงหัวเราะดังเคล้าเสียงพิณและขลุ่ยเหล้าราคาแพงถูกเทไม่ขาดสาย เงินทองมากมายถูกใช้ซื้อของกำนัลให้กับหญิงที่ตนพอใจ เบื้องหน้าผู้คน วังบุปผาคือสถานที่แห่งความสำราญ แต่สำหรับผู้ที่เคยก้าวผ่านประตูไม้แดงบานใหญ่เข้ามาแล้วย่อมรู้ว่าที่นี่ไม่เหมือนสถานเริงรมย์แห่งอื่น
วังบุปผามีกฎที่เข้มงวดกว่าที่ผู้คนคิดเหล่าหญิงสาวไม่ใช่สิ่งของที่ผู้ใดจะใช้อำนาจหรือเงินตราซื้อหาได้ตามใจ แขกทุกคนที่ก้าวเข้ามาจะได้รับการต้อนรับด้วยชาสุรา เสียงพิณ การขับร้อง การร่ายรำ และการสนทนาอันเปี่ยมด้วยปัญญา
หญิงสาวแต่ละคนล้วนได้รับการฝึกฝนทั้งอักษรดนตรี วาดภาพ เดินหมากล้อม และมารยาทจนสามารถนั่งสนทนากับบัณฑิตหรือขุนนางได้อย่างไม่ขัดเขิน ผู้ใด้าเพียงดื่มสุราฟังเพลง หรือพูดคุยคลายเหงา วังบุปผาก็พร้อมต้อนรับ
ผู้คุมของวังบุปผาประจำอยู่ทุกเรือนทุกระเบียง และทุกทางเดิน สายตาของพวกเขาไม่เคยละจากแขกแม้เพียงครู่ หากหญิงสาวคนใดร้องะโออกมาหรือไม่ยินยอมให้พวกเขาทำตามใจชอบ ผู้คุมจะเข้ามาตักเตือนทันที และหากยังไม่หยุด..การเชิญออกจากวังบุปผาจะเกิดขึ้นโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าผู้นั้นจะเป็เศรษฐีขุนนาง หรือแม้แต่ผู้มีบรรดาศักดิ์สูงเพียงใด กฎข้อนี้ก็ไม่เคยมีข้อยกเว้น
หากแขก้าให้หญิงสาวผู้ใดไปดูแลเป็การส่วนตัวจะต้องได้รับความยินยอมจากหญิงสาวผู้นั้นเสียก่อน ไม่มีการบังคับ ไม่มีการสั่งการ ไม่มีการใช้อำนาจบังคับหากหญิงสาวตอบว่า "ไม่" คำตอบนั้นย่อมหมายถึง "ไม่"ไม่มีใครสามารถบังคับนางได้
แม้ว่าวังบุปผาจะไม่บังคับให้พวกนางไปพบแขกแต่หญิงสาวทุกคนล้วนมีบัญชีหนี้เป็ของตน วันที่ถูกขายเข้ามาราคาที่นายค้าทาสเรียกเก็บจะถูกบันทึกไว้ ค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ค่าอาหาร ค่าห้องค่าเสื้อผ้า ค่าเครื่องประดับ แม้กระทั่งแป้งหอมและน้ำมันหอมที่ใช้แต่งกายรับแขกก็ล้วนถูกจดลงในสมุดบัญชีอย่างละเอียด
เหล่าหญิงสาวจึงต้องทำงานเพื่อชำระหนี้ของตนเองรายได้ส่วนหนึ่งเป็ของวังบุปผาอีกส่วนหนึ่งถูกนำไปหักลบกับบัญชีที่ติดค้าง ผู้ใดมีแขกอุปถัมภ์มากหนี้ก็ลดลงรวดเร็ว ผู้ใดปฏิเสธแขกบ่อย หรือเจ็บป่วยจนทำงานไม่ได้หนี้ก็เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน บางคนใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็ไถ่ตัวสำเร็จ บางคนอยู่มาสิบปีบัญชีหนี้กลับไม่เคยหมดเสียที ดังนั้นหากแขกจับเล็กจับน้อย หอมนิดหอมหน่อยพวกนางก็มักจะยอม เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายส่วนตัว
แต่ถึงกระนั้นลูกค้าทุกคนก็ไม่ได้มาที่นี่ด้วยเหตุผลในการอยู่กับสตรีเป็หลักพวกเขาใช้ที่นี่เป็ที่พบปะ เจรจาแลกเปลี่ยน ทั้งเื่ทุจริต การติดสินบนเื่ที่ไม่สามารถพูดภายนอกได้ ดังนั้นวังบุปผาจึงมีกฎอีกอย่าง นั่นก็คือ...ห้ามนำความลับของลูกค้าไปบอกกับคนภายนอกอย่างเด็ดขาด
การเลี้ยงดูจื้ออันเป็ไปอย่างมีความสุขเหล่าแม่ๆและพี่ๆต่างรักและเอ็นดูเขายิ่งนัก จนในวันที่จื้ออันโตเริ่มโตเ อายุ 12ปี ร่างกายเขาเริ่มเปลี่ยนไป ไหล่กว้างขึ้น เสียงทุ้มขึ้น ส่วนสูงที่มากกว่าสาวรุ่นเดียวกันชูหนี่จึงเรียกเยวี่ยและเหล่าแม่ๆอีกหลายคนมาปรึกษา พวกนางตัดสินใจบอกความจริงกับหัวหน้าผู้คุม
หลังจากปรึกษากันอยู่หลายวัน ชูหนี่จึงตัดสินใจส่งจื้ออันไปพักกับเหล่าผู้คุมด้านนอกกำแพงหวังฮุยจัดห้องเล็ก ๆ ข้างโรงเก็บอาวุธให้เขา แม้จะเรียบง่ายแต่ก็อบอุ่นพอสำหรับเด็กคนหนึ่งวันแรกที่ต้องย้ายออกจากวังบุปผา จื้ออันร้องไห้จนตาบวม
"ข้าไม่อยากไป...ท่านแม่...ข้าจะเป็เด็กดีและเชื่อฟังอย่าไล่ข้าออกไปเลย"
เขาเกาะแขนแม่แน่น นางเองก็ต้องกลั้นน้ำตา
"จื้ออัน เ้าจำเป็ต้องไปอยู่ด้านนอกเ้าโตเกินกว่าจะอยู่ภายในหอนี้แล้วลูก”
“ข้าไม่อยากไป ข้าจะอยู่กับท่านแม่”
เขาร้องไห้และกอดเยวี่ยแน่น
“แม่จะแวะไปหาบ่อยๆ เอาขนมไปให้ เราห่างกันแค่กำแพงกั้นเท่านั้นเ้าจะได้เจอแม่กับป้าๆทุกวันเช่นเคย แม่สัญญา”
จื้ออันนิ่งไปครู่หนึ่ง แม้จะตอบรับแต่เด็กน้อยก็ไม่เคยชินกับการแยกจากคนที่เลี้ยงดูตนมาั้แ่เกิด ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน...เขาก็ปีนกำแพงกลับเข้ามาในวังบุปผา เขาแอบเข้าไปหาแม่ แอบกินขนม และวิ่งเล่นในสวน พอตกเย็น...เขาก็ปีนกำแพงกลับออกไปด้านนอก
วันแล้ววันเล่า เป็เช่นนี้ไม่เคยขาดไม่ว่าจะพูดอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อฟังหวังฮุยกับผู้คุมคนอื่นต้องคอยมาตามเขากลับอยู่เสมอบางครั้งทำให้เสียงานเสียการไปก็มี ชูหนี่เครียดจนปวดหัว ขืนเป็แบบนี้ต่อไปต้องมีคนเห็นเข้าแน่ๆ และในตอนนั้นเอง เยวี่ยก็คิดแผนบางอย่างขึ้นมาได้
"ข้ามีวิธีแล้ว"
เช้าวันรุ่งขึ้น จื้ออันปีนเข้ามาหาแม่ด้านในเหมือนปกติพอเข้ามาในห้อง ก็เห็นชุดกระโปรงสีอ่อนวางอยู่ เขาหันหน้าไปมองแม่
“จื้ออัน ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ทุกครั้งที่เ้าจะเข้ามาในหอบุปผานี้เ้าแต่งกายเป็หญิงเท่านั้น"
เด็กน้อยยิ้มออกมาด้วยความดีใจ นางจึงพูดต่อว่า
"กลางวันเ้าอยู่ในวังบุปผาได้ แต่เมื่อฟ้ามืด ต้องกลับไปนอนกับหวังฮุยเหมือนเดิม....เข้าใจใช่มั้ย"
จื้ออันกะพริบตาปริบ ๆในตอนนั้นเขาเข้าใจแค่ว่าแต่งกายเป็หญิงแล้วจะทำให้อยู่กับแม่ได้เขาจึงแต่งกายเป็หญิง ไม่ใช่แค่ตอนเข้ามาในหอบุปผา แต่เป็ตลอดเวลา
“จื้ออัน....หากอยู่ในสำนักผู้คุ้มกัน...ห้ามแต่งกายเป็หญิง”
เด็กน้อยสงสัย ฝั่งใน้าให้แต่งเป็หญิง แต่ฝั่งนอกกลับบอกห้าม
“แต่แม่ใหญ่บอกให้ข้าแต่งเป็หญิง”
หวังฮุยขมวดคิ้วทำเสียงเข้ม
“แต่งหญิงได้ต่อเมื่อเ้าเข้าไปข้างใน หากอยู่ข้างนอกเ้าต้องแต่งชาย”
จื้ออันยังคงไม่เข้าใจ ทำไมต้องยุ่งยากเปลี่ยนชุดไปมา หวังฮุยเองก็ไม่รู้จะอธิบายเหตุผลให้จื้ออันเข้าใจได้อย่างไร เขาจึงพูดไปสั้นๆแค่ว่า
“อยู่กับหญิง ก็แต่งเป็หญิง อยู่กับชาย ก็ต้องแต่งตัวเป็ชายจำไว้แค่นั้นก็พอ”
เด็กน้อยพยักหน้าตอบรับ และเดินคอตกกลับเข้าห้องไป หวังฮุยมองเงียบ ๆ ในสายตาของเขาเด็กคนนี้ไม่ได้ดื้อ เพียงแค่เหงา เด็กที่เติบโตท่ามกลางหญิงสาวมาั้แ่เกิดย่อมไม่อาจปรับตัวกับการต้องอยู่ท่ามกลางผู้ชายเช่นเขาได้
วันหนึ่งหลังเห็นจื้ออันปีนกำแพงเข้าออกถึงสามรอบเขาจึงเรียกจื้ออันให้มาหา
"เ้าว่างมากนักหรือ?"
จื้ออันก้มหน้ายิ้มเจื่อน ๆ
"ถ้าเช่นนั้น ข้าจะหาอะไรให้เ้าทำ”
วันรุ่งขึ้น่ฟ้าสาง จื้ออันถูกปลุกให้ตื่นพอเดินออกมาหน้าห้อง ก็เห็นหวังฮุยยืนถือดาบไม้สองอันอยู่
“ไปแต่งกายซะ....แต่งชายนะ ไม่ใช่แต่งหญิง”
เด็กน้อยงุนงง แต่ก็รีบไปแต่งกายทั้งที่ยังงัวเงียอยู่
เมื่อไปถึงลานด้านนอกหวังฮุยก็โยนดาบไม้ให้เขา
"รับไป"
“......?”
จื้ออันก้มมองดาบไม้ในมือที่เพิ่งจะรับมา
"ท่านจะให้ข้าทำอะไรกับดาบนี่"
“ข้าจะสอนการฟันดาบให้เ้า”
“เหตุใดข้าต้องฝึกด้วย?”
หวังฮุยยิ้มมุมปาก
"จากนี้ไป เ้าต้องรู้วิชาดาบและวิธีป้องกันตัวไม่ใช่เพื่อตัวเ้าเอง แต่เพื่อดูแลพวกแม่ๆเขาเ้าในอนาคตด้วย"
นับจากวันนั้น ทุกวันที่สนามฝึกเล็กๆ หลังเรือนผู้คุมจะมีเด็กชายตัวเล็กถือดาบไม้ฝึกฟันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เริ่มจากการยืนให้มั่น ก้าวเท้าให้ถูกการทรงตัว การรับแรง กว่าจะได้จับเพลงดาบจริง ๆ ก็ผ่านไปหลายเดือน
หลายครั้งจื้ออันล้มจนหัวเข่าถลอก หลายครั้งถูกดาบไม้ตีจนแขนเป็รอยแดงเขามักจะใช้แผลพวกนั้นไปออดอ้อนแม่ให้โอ๋อยู่เสมอ ทุกคนต่างเป็ห่วงไม่อยากให้จื้ออันฝึกดาบชูหนี่จึงเรียกให้หวังฮุยเข้าไปหาด้านในทันที
“หวังฮุย เ้าสอนดาบให้จื้ออันงั้นรึ”
“ถูกต้องแล้ว”
“เ้าไม่คิดว่ามันเร็วเกินไปสำหรับเด็กวัย 12 งั้นหรือข้าเห็นแผลเต็มตัวของเขา เ้าคงไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเขาหรอกใช่มั้ย”
ภายนอกแม้ชูหนี่จะดูเป็คนเข้มงวดและแข็งกร้าว แต่ภายในใจของนางมีความรักและเมตตาจื้ออันมากๆ แต่ทว่าสิ่งที่หวังฮุยบอกกับนาง ทำให้นางต้องจำนน
“ชูหนี่ ในวันที่จื้ออันโตเป็หนุ่ม...เ้าคิดจะให้เขาทำมาหากินอะไรงั้นหรือ....เด็กที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจเด็กที่ทำอะไรไม่เป็ หากไม่มีเ้า ไม่มีข้า ไม่มีแม่ๆคนอื่นคอยดูแลเขาจะทำอย่างไรเมื่อถูกรังแก”
ชูหนี่ได้แต่นั่งนิ่ง แม้หวังฮุยจะไม่ใช่อาจารย์ที่อ่อนโยนแต่เขาก็ทำทุกอย่างด้วยความหวังดี
จื้ออันฝึกดาบทุกวันใน่เช้าการฝึกของหวังฮุยนั้นไม่ง่าย หากท่าผิดก็ให้ทำใหม่ หากก้าวเท้าพลาดก็ฝึกซ้ำเป็ร้อยครั้งแต่ทุกครั้งหลังฝึกเสร็จ เขาจะยื่นหมั่นโถวร้อน ๆ ให้เสมอ และหลังจากฝึกเสร็จ่บ่ายเขาก็จะแอบแต่งกายเป็หญิงและรีบวิ่งเข้าไปในหอบุปผาเพื่อหาแม่ทันที ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนเวลาล่วงเลยไป 6 ปี วันที่จื้ออันโตเป็หนุ่มวัย18