บทที่ 1
รัชสมัยเกาจง รัชศกย่งฮุ่ย ปีที่1
กลางฤดูสารท สายลมอ่อนพัดโชยให้ความเย็น แสงแดดอ่อนสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องสีเขียวหยกของเมืองฉางอัน
เสียงพูดคุยของผู้คนบนถนนก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ผู้คนหลากหลายแต่งกายด้วยชุดผ้าแพรหลากสีสัน เดินขวักไขว่ออกมาเพื่อที่จะชื่นชมขบวนพิธีอภิเษกสมรสขององค์หญิงแห่งราชวงศ์ถัง
บริเวณ ถนนสายหลักในตลาดกลางเมือง ถูกประดับด้วยธงผ้าสีแดงและโคมไฟกระดาษหลากหลายรูปทรง
เสียงบรรเลงเครื่องสายและกลองผสมผสานกับเสียงฝีเท้าของขบวนเกี้ยวหรูหราแล่นไปตามทางอย่างช้าๆ
ขบวนเกี้ยวตกแต่งด้วยผ้าไหมสีแดงสดสลักลายหงส์ร่อนงดงามตา บนเกี้ยวที่อยู่กลางขบวนพิธี ปรากฏร่างหญิงสาวสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง ความงดงามของนางเล่ากันว่าแม้วิหคบินผ่านยังเผลอตาชนต้นไม้ใหญ่ นางคือ ‘หลี่จิวหรง’ องค์หญิงหกแห่งราชวงศ์ถัง
หลี่จิวหรงมีใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาด ผิวของนางขาวเนียนดุจหยกเนื้อดี ดวงตาเรียวยาว ใบหน้ารูปไข่สมส่วน มีจมูกโด่งเป็สันรับกับเรียวปากเล็กสีแดงระเรื่อ นางสวมชุดเ้าสาวสีแดง ประดับด้วยลายปักดอกโบตั๋นและหงส์ทอง ผมสีดำยาวสลวยของจิวหรงถูกจัดแต่งอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกและมีผ้าคลุมหน้าสีแดงปิดทับอีกชั้นหนึ่ง
ด้านหน้าขบวนพิธี ชายหนุ่มใบหน้าคมคาย แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น เขาคือ ‘หลางซือหาน’ พ่อค้าขายกระดาษผู้มั่งคั่งแห่งฉางอัน
หลางซือหานมีรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาคมเข้ม ดวงตาดำเป็ประกายฉลาดเฉลียว ผิวสีแทนจากการทำงาน เขาสวมชุดผ้าแพรสีเืนก ปักด้วยลายเมฆขาว ชายหนุ่มควบม้านำขบวนด้วยท่วงท่าเรียบง่ายแต่ดูมีสง่าราศี
ขบวนเกี้ยวเคลื่อนตัวผ่านท้องถนนสำคัญในเมืองหลวง เสียงประชาชนแซ่ซ้องส่งเสียงยินดี ความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาระหว่างองค์หญิงหลี่จิวหรงและหลางซือหานสร้างความฮือฮาให้กับชาวเมืองฉางอันเป็อย่างมาก เพราะนี่คือการแต่งงานระหว่างองค์หญิงของราชวงศ์กับสามัญชนผู้ค้าขาย
ถึงแม้ฐานะของทั้งคู่จะแตกต่างชั้น แต่เพราะความรักแท้และความเคารพซึ่งกันและกัน ทำให้จักรพรรดิเกาจง พอพระทัยที่จะมอบบุตรสาวให้กับซือหาน
“หญิงสาวในเกี้ยวนั้น สวยงามจับใจจริงๆ” ชายหนุ่มข้างทางลอบกระซิบกัน
“งดงามสมเป็เชื้อพระวงศ์” ชายหนุ่มที่อยู่ข้างทางกระซิบกลับ
“องค์หญิงจิวหรง ได้ชื่อว่างดงามทั้งรูปร่างหน้าตา หมดจดทั้งมารยาทและท่วงท่า อีกทั้งยังเป็หญิงงามลำดับที่สามของฉางอัน”
“ไม่รู้ว่าต้องทำบุญอีกสักกี่ชาติถึงจะมีวาสนาเหมือนเถ้าแก่หลาง” ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้น
“แม้ฐานะจะต่ำกว่า แต่เถ้าแก่หลาง ก็ไม่ใช่สามัญชนธรรมดาหรอก ด้วยการค้ากระดาษคุณภาพสูงของเขา ความมั่งคั่งมากยิ่งกว่าขุนนางระดับสูงเสียอีก” ชายอีกคนตอบ
เกี้ยวทองเคลื่อนเข้าสู่จวนตระกูลหลาง สองทางตกแต่งด้วยผ้าและโคมไฟสีแดงเป็ระยะทางยาวเข้าสู่ห้องโถงกลาง
เ้าบ่าวหลางซือหานในชุดผ้าแพรสีแดงเืนก ยืนอย่างสง่างาม ดวงตาเข้มวาววับมองไปยังประตูทางเข้าอย่างใจจดใจจ่อ
หลี่จิวหรง ก้าวข้ามกระถางไฟ ผ่านธรณีประตูและเดินเข้าสู่ห้องโถง จากนั้นแม่สื่อในตระกูลก็ได้จุดธูปหอมและเทียนในแท่นบูชา พิธีไหว้ฟ้าดินเริ่มต้นขึ้น
หลางซือหานและหลี่จิวหรง ยืนเคียงข้างกัน ในมือถือพัดไม้ไผ่คู่หนึ่งที่ปักลวดลายเสือขาวและหงส์อย่างประณีต
เสียงของแม่สื่อดังขึ้น “คารวะครั้งที่หนึ่ง กราบฟ้าดิน”
ทั้งสองโค้งตัวไปทางประตูเพื่อไหว้ฟ้าดิน
“คารวะครั้งที่สอง กราบบรรพบุรุษ” ทั้งสองหมุนตัวกลับหลัง กราบไหว้บิดาและมารดาของหลางซือหาน ทั้งคู่ผงกศีรษะรับด้วยรอยยิ้มให้กับบุตรชายและสะใภ้ผู้สูงศักดิ์
“บ่าวสาวคารวะกันและกัน”
ทั้งสองคนก้มศีรษะเคารพ แววตาที่ลอดผ่านช่องว่างเล็กแสดงออกถึงความรักระหว่างคนทั้งสอง ชายหญิงรับจอกสุราจากแม่สื่อและดื่มให้กันและกัน…
หลังจากวันนั้นเวลาก็ได้ล่วงผ่านมาถึงสองปีแล้ว ด้วยความสามารถของซือหานและการค้ากระดาษเนื้อดีส่งขายในวังหลวง เขาได้กลายเป็คหบดีั้แ่อายุยี่สิบสามปี
ส่วนฮูหยิน ของเขาจิวหรง แม้จะมีอายุเพียงยี่สิบเอ็ดปี แต่นางก็สามารถจัดการความเรียบร้อยในตระกูลหลางได้เป็อย่างดี ไม่ต้องกล่าวถึงฐานะขององค์หญิงหก เพียงแค่ฐานะของฮูหยินหลาง ทั้งในและนอกก็ไม่มีใครกล้าดูถูกที่นางแต่งเข้าตระกูลสามัญชน
ในเวลาที่สามีออกไปทำการค้า จิวหรงจะใช้เวลาสบายๆ อยู่ในจวน ด้วยการที่บ่าวรับใช้ในจวนของจิวหรงเป็สตรีทั้งหมด บางวันนางสามารถใส่แค่ตู้โตวและสวมชุดคลุมชั้นนอกทับง่ายๆ
งานอดิเรกของจิวหรงคือการร้องรำบทกวีและชื่นชอบการวาดรูป สิ่งที่นางโปรดปรานคือการเล่านิทาน ด้วยเหตุนี้ตระกูลหลางจึงมีพ่อค้าเล่าเื่ เดินเข้าเดินออกจวนเกือบทุกวัน อีกสิ่งที่จิวหรงมักจะทำเป็ประจำก็คือการออกไปซื้อของเหมือนเช่นสตรีทั่วๆ ไป นางมักจะไปกับหวังเฟยเซียง ลูกพี่ลูกน้องฝ่ายแม่ที่สนิทกันั้แ่เล็ก
เฟยเซียงเป็หญิงสาวอายุไม่พ้นสิบแปดปีเต็ม นางได้ชื่อว่าเป็หญิงงามลำดับที่สี่ของฉางอัน เฟยเซียงมีผิวกายเนียนละเอียดสว่างเหมือนแก้ว ดวงตากลมโตสดใสแฝงด้วยความฉลาดเฉลียว ริมฝีปากบางสีชมพูเปี่ยมล้นด้วยเสน่ห์ ผมสีดำยาวถูกเกล้าอย่างประณีต นางยังไม่ได้ออกเรือนและมักจะตัวติดกับจิวหรงมาั้แ่เล็ก
เฟยเซียงเป็บุตรสาวของแม่ทัพหวัง นางจึงเป็คนที่ค่อนข้างอิสระ แม้ว่าจิวหรงจะออกเรือนแล้ว นางยังคงไปมาหาสู่กับพี่หญิงของนางอยู่เสมอ จึงทำให้เฟยเซียงได้รู้จักกับ ซือหาน ไปด้วย
ด้วยความที่จิวหรงและเฟยเซียงเติบโตมาด้วยกันและสนิทกันมาั้แ่ทั้งคู่ยังเล็ก อีกทั้งเฟยเซียงยังเป็ญาติฝ่ายแม่ของจิวหรง มิเพียงเท่านั้น นางยังเป็แม่สื่อชักนำให้ซือหานและจิวหรงได้พบและรักกันอีกด้วย
โดยปกติ เฟยเซียงจะมาที่จวนตระกูลหลาง ห้าวันครั้งหรือสิบวันครั้งเพื่อชวนจิวหรงออกไปเดินเล่นและซื้อของ หากเป็วันหยุดซือหานก็จะตามไปด้วย
แม้ว่าซือหานจะต้องออกไปทำการค้าแทบทุกวัน แต่ว่าตัวเขากับจิวหรงก็มีความสุขกันตามประสาสามีภรรยา ถึงจะแต่งงานกันมาสองปีแล้ว พวกเขายังพยายามที่จะมีทายาทสืบสกุลอยู่ตลอด ทว่าเป็เพราะตอนเด็กจิวหรงเคยป่วยหนักด้วยพิษเย็น หมอหลวงบอกว่านางมีบุตรยากกว่าคนทั่วไป จึงต้องอาศัยความพยายามสูง ทั้งคู่จึงมีเื่บนเตียงกันแทบทุกคืน ถึงจะแต่งงานกันมาได้สองปี ยังเรียกได้ว่าเป็ข้าวใหม่ปลามันเหมือนคู่รักที่พึ่งแต่งงาน
ในสายตาผู้คนทั้งฉางอัน จิวหรงเป็สตรีสูงศักดิ์ กิริยามารยาทงดงาม ก่อนแต่งงาน นางเรียบร้อยดุจผ้าผับไว้ แต่หลังแต่งงาน นางมีอารมณ์ร่วมรุนแรงยามอยู่บนเตียง และไวต่อการัั มีจุดอ่อนไหวบริเวณซอกคอและหลังหู แค่ใช้มือััหรือใช้ความร้อนจากลมหายใจ ก็สามารถทำให้ตัวอ่อนหมดแรงแล้ว