พอคิดถึงเรื่องที่เธอโดนทารุณกรรมเหมือนไม่ใช่คนในช่วงสองปีมานี้ฉินฮุ่ยเจียวก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี
ถึงฉินซู่จะเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดแต่เขาเข้าใจทุกอย่าง เขาพอจะเดาเรื่องราวคร่าวๆ ได้ สีหน้าจึงเต็มไปด้วยความโกรธ"ไอ้สารเลวนั่นมันทำร้ายพี่อีกแล้วใช่ไหม?"
คนที่พี่สาวแต่งงานด้วย ไม่ใช่คนดีเท่าไหร่เขาอยู่ในหมู่บ้านอีกอำเภอหนึ่งซึ่งห่างไกลและทุรกันดารกว่าหมู่บ้านของพวกเขาเสียอีก
เนื่องจากเดินทางลำบาก อีกทั้งเขายังขาพิการในช่วงสองปีมานี้เขาต้องดูแลลูกสองคน แถมยังแต่งงานกับต่งเสี่ยวเสี่ยวและต้องคอยดูแลบ้าน ทำให้ยุ่งจนหัวหมุน จดหมายที่ส่งไป พี่สาวก็ยังไม่ได้ตอบกลับมาถึงเขาจะรู้สึกกังวล แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
จู่ๆ เขาก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงฉินซู่กำหมัดแน่น เหมือนจะใช้มันเพื่อระบายความไม่พอใจออกมา
ทันใดนั้นเอง ฉินซู่ก็รู้สึกถึงสัมผัสเย็นๆจากมือเขาเงยหน้าขึ้นก่อนจะสบตากับดวงตาคู่สวยของต่งเสี่ยวเสี่ยวที่ใสสงบราวกับสายน้ำ
ฉินฮุ่ยเจียวปาดน้ำตาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"พี่เขยของนายแอบไปมีความสัมพันธ์กับปัญญาชนคนหนึ่งในหมู่บ้านช่วงสองปีมานี้เขาทำร้ายและดุด่าฉันสารพัดไม่รู้ไปได้ยินมาจากไหนว่าไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ไม่นับว่าเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็ถูกยัยนั่นยุยงให้พาไปจดทะเบียนด้วยกันที่อำเภอ ส่วนฉันก็ถูกทำเหมือนคนนอกถูกไล่ออกมาอย่างไม่ไยดี!"
ทั้งบ้านตระกูลฉินมีแค่ฉินซู่คนเดียวที่เคยได้เรียนหนังสือส่วนพี่น้องผู้หญิงอีกสองคนก็อ่านหนังสือไม่ออก
ตั้งแต่เล็กจนโตได้แต่ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านทำไร่ทำนาอย่างหลังขดหลังแข็ง
พอถึงวัยแต่งงาน ก็มีการนัดหมายจากแม่สื่อสองครอบครัวมาเจอกัน ถ้าถูกใจก็ทำตามขั้นตอนพาเข้าบ้านได้เลย
เธอจะรู้ได้ยังไงว่าการแต่งงานต้องจดทะเบียนสมรสด้วยถึงจะเป็นสามีภรรยาที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย
ฉินฮุ่ยเจียวแต่งงานออกไปเจ็ดปีแล้วต้องทนทุกข์ทรมานจากบ้านสามีมาเจ็ดปีเต็มๆ
ตลอดเจ็ดปีมานี้เธอใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวและยังมีลูกชายเป็นที่พึ่งทางใจ
ฉินฮุ่ยเจียวจึงกัดฟันทนมาได้อดทนทำงานเยี่ยงทาส คอยปรนนิบัติพ่อแม่สามี เลี้ยงดูลูกชายให้ดี
ใครจะไปคิดว่าลูกชายที่อุตส่าห์เลี้ยงมาด้วยความรักจะกลายเป็นคนอกตัญญูเข้าข้างทั้งสามีที่ชอบใช้ความรุนแรงกับยัยปัญญาชนนั่น แถมยังไม่ยอมเรียกแม่ว่าแม่พูดจาทีก็มีแต่จิกกัด ประชดประชันตลอด
จนไม่นานมานี้พอสามีที่ใช้ความรุนแรงกับปัญญาชนคนนั้นไปจดทะเบียนสมรสกันก็ไล่ฉินฮุ่ยเจียวออกจากบ้าน
ฉินฮุ่ยเจียวไร้ที่พึ่งพิงเธอเดินเรื่อยเปื่อยอย่างไร้สติ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรสุดท้ายก็ใช้เวลาหลายคืนเดินเท้า กลับมาบ้านหลังเดิม
หลังจากฉินฮุ่ยเจียวพูดจบเธอก็ร้องไห้จนน้ำตานองหน้า
ส่วนต่งเสี่ยวเสี่ยวถึงกับตะลึงกับสิ่งที่พี่สาวสามีพูดมันเกินกว่าจะจินตนาการได้จริงๆ
ตอนนี้ฉินฮุ่ยเจียว ผมแห้งกรอบ ผิวเหลืองซีดทั้งตัวมีแต่หนังหุ้มกระดูก จะเรียกว่าผอมแห้งก็คงไม่ผิดนักเธอสวมเสื้อผ้าหลวมโคร่งที่ไม่พอดีตัวสักนิด ใบหน้าบางส่วนก็ดูคล้ายกับฉินซู่
พอได้ยินแบบนั้น ฉินซู่โกรธจนควันออกหู
'ปัง'
เขาตบโต๊ะอย่างแรงด้วยฝ่ามือเขาลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ และพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย
"มันจะเกินไปแล้ว!ไอ้คนแซ่เฝิงนั่นคิดว่าตระกูลฉินของพวกเราจะเหยียบย่ำยังไงก็ได้งั้นเหรอ?"
ไอ้สารเลวนั่นกล้าดียังไงมาทำร้ายพี่สาวของเขาขนาดนี้
ฉินฮุ่ยเจียวเช็ดน้ำตารีบคว้าข้อมือฉินซู่ไว้ เธอพยายามปลอบเขาด้วยน้ำเสียงสะอื้น
"อาซู่อย่าโกรธไปเลย!ตอนนี้พี่ไม่มีที่ไป ก็เลยมาขออาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราวแต่นายกับน้องสะใภ้ไม่ต้องห่วงนะ พอพี่หาที่อยู่ได้แล้ว จะย้ายออกไปทันทีจะไม่รบกวนพวกเธอแน่นอน"
น้องสะใภ้สวยราวกับนางฟ้าแถมยังแต่งตัวสะอาดสะอ้าน ดูยังไงก็รู้ว่าเป็นคนดูแลตัวเองดี
น้องชายของเธอมีบุญจริงๆที่ได้ภรรยาที่สวยขนาดนี้
เธอที่เป็นผู้หญิงที่ถูกบ้านสามีทอดทิ้งจะอยู่ที่บ้านน้องชายกับน้องสะใภ้นานๆ ได้ยังไงกัน อีกอย่างเธอก็ไม่อยากสร้างปัญหาทำให้ความสัมพันธ์ของน้องชายกับน้องสะใภ้ต้องสั่นคลอน
"พี่สาว พูดอะไรอย่างนั้นคะ?"ต่งเสี่ยวเสี่ยวจับมือฉินฮุ่ยเจียว เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"พี่อยู่ที่นี่ได้สบายๆ เลยนะคะ บังเอิญพอดีเลยถ้าพี่กลับมาอยู่ที่นี่ก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ ช่วงนี้ฉันต้องไปทำงานตอนบ่ายก็ต้องไปที่ตลาด ไม่มีเวลาดูแลเยว่เยว่กับหยางหยางพี่มาก็ช่วยแก้ปัญหาได้พอดีเลยค่ะ"
ในฐานะที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันแถมเธอยังได้เรียนหนังสือการศึกษาภาคบังคับมาเก้าปีเธอจะใจแคบขนาดถึงที่จะไม่ต้อนรับพี่สาวของสามีเลยเหรอ
ฉินฮุ่ยเจียวถึงกับชะงักไปนานกว่าจะเรียกสติกลับคืนมาได้แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“เธอ…เธอไม่รังเกียจเหรอถ้าฉันจะอยู่บ้านนี้ กินอยู่ฟรีแบบนี้เนี่ยนะน่ะ?”
ตอนนี้ทุกบ้านก็ลำบากกันทั้งนั้นเธอเองก็รู้ว่าน้องชายขาพิการเดินไม่สะดวก และยังต้องหาเลี้ยงคนทั้งบ้านเธอเลยไม่อยากสร้างภาระให้น้องชายอีกคน
ตอนแรกเธอคิดว่าน้องสะใภ้คงจะไม่พอใจไม่คิดว่าน้องสะใภ้จะรั้งเธอเอาไว้
"พี่สาวพูดอะไรคะเนี่ย?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวขมวดคิ้วเล็กน้อยน้ำเสียงของเธอค่อนข้างไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก
"พี่มาอยู่ที่บ้านก็แค่เพิ่มตะเกียบอีกคู่เองค่ะอีกอย่าง สามีของฉันเป็นคนมีความสามารถ ตอนนี้แค่กำลังพักรักษาตัวยังออกไปข้างนอกไม่ได้ ฉันก็ไม่ใช่คนขี้เกียจ สองคนผัวเมียพยายามหน่อยยังไงก็เลี้ยงปากท้องคนในบ้านให้อิ่มได้แน่นอนค่ะ!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเกลี้ยกล่อมพี่สาวของสามีอย่างอ่อนโยน
พูดตามตรง ด้วยความสามารถของเธอในตอนนี้ก็พอจะเลี้ยงดูพี่สาวได้
อีกอย่าง ถ้าอนาคตค่อยๆ ช่วยแนะนำดีๆพี่สาวก็อาจกลายเป็นคนมีอนาคตก็ได้
ฉินซู่เองก็ไม่สบายใจถ้าจะปล่อยให้พี่สาวต้องระหกระเหินอยู่ข้างนอก พี่ก็แต่งงานไปไกลส่วนเขาเองก็ไม่มีปัญญาพอจะช่วยเหลือได้มากนัก
ตอนนี้พี่สาวกลับมาแล้วต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก เขาก็ต้องทำให้คนในบ้านกินอิ่มนอนหลับให้ได้
"เธอพูดถูกแล้ว พี่อยู่บ้านนี้ให้สบายใจเถอะนะ เดี๋ยวตอนเย็นๆฉันกับเมียจะไปหาผู้ใหญ่บ้านกับเลขาหมู่บ้าน จะได้ไปทำทะเบียนบ้านให้พี่!"
เมื่อก่อนตอนแต่งงานออกไปแค่มีหนังสือรับรอง แล้วย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน ก็ถือว่าแต่งงานแล้ว
ฉินฮุ่ยเจียวซาบซึ้งใจจนน้ำตานองหน้า
"ฉัน...ฉันเป็นพี่สาวที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ"
เธอพูดพลางเริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
"ป้าคะ อย่าร้องไห้เลย!เดี๋ยวหนูเอาขนมถั่วเขียวให้กินนะคะ"
ฉินไห่เยว่ไม่เหมือนฉินไห่หยางเธอยื่นมือจ้ำม่ำเล็กๆ ดึงแขนเสื้อของฉินฮุ่ยเจียวเบาๆแล้วก็ส่งขนมถั่วเขียวในมืออีกข้างให้
ฉินฮุ่ยเจียวมองลงไปเห็นมองฉินไห่เยว่ที่ตัวขาวอวบ เธอสูดน้ำมูกแล้วรับขนมถั่วเขียวในมือของฉินไห่เยว่มากิน
รสชาติของถั่วเขียวค่อยๆซึมลึกเข้าสู่ปลายลิ้น ทำเอาฉินฮุ่ยเจียวตาแดงขึ้นมาอีกครั้ง… แต่คราวนี้เธอไม่ได้ร้องไห้ออกมา
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหาเสื้อผ้าที่เล็กกว่ามาชุดหนึ่งส่งให้ฉินฮุ่ยเจียว
"พี่สาว ในครัวมีน้ำร้อนพอดีพี่ไปอาบน้ำก่อนนะคะ ชุดนี้พี่เอาไปใส่ได้เลย น่าจะพอดี!เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะพาพี่ไปทำเอกสารที่บ้านผู้ใหญ่บ้านกับเลขาหมู่บ้านค่ะ"
ฉินฮุ่ยเจียวประหลาดใจ เธอมองเสื้อผ้าสีสดใสดูยังไงก็รู้ว่าแพง เธอจึงรีบผลักคืนกลับไป