บทที่ 7
ความพ่ายแพ้ครั้งแรกของเฉิงไป๋
สถานที่นัดพบของเฉิงไป๋และอู่ฉินเป็ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งตอนที่เธอมาถึง อู่ฉินก็มารอได้สักพักแล้ว เธอมองเห็นหัวคิ้วของอีกฝ่ายขมวดแน่นสายตาจ้องโทรศัพท์มือถือ สีหน้าเ็าคล้ายกำลังคุยกับใครอยู่แต่เป็การคุยกันอย่างไม่ยินดีเท่าไรนัก
จนกระทั่งพนักงานเสิร์ฟนำทางเฉิงไป๋มานั่งลงที่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามอู่ฉินจึงค่อยสังเกตเห็น
อู่ฉินไว้ผมสั้นประบ่า ขนตาดัดงอนโค้งรับกับใบหน้ารูปไข่เธอสวมเสื้อเชิ้ตชีฟองสีแดงอมม่วงเบอร์กันดีและกระโปรงหนังสีดำ ผ้าคลุมไหล่ Givenchy และกระเป๋าถือของเธอถูกวางไว้ข้างๆ ตัว ดูตัดกับแสงไฟที่ส่องสว่างด้านนอกหน้าต่าง
พอมองเห็นเฉิงไป๋ ใบหน้าของเธอก็ปรากฏรอยยิ้ม
"มาได้เวลาเหมาะเจาะเหมือนเดิมเลยนะ ไม่ช้าไม่เร็วกำลังดีเลยเชียว"
"พอดีขับรถมาน่ะ รถติดนิดหน่อยอันที่จริงฉันอยากมาให้เร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ" เฉิงไป๋ยิ้มขณะถอดเสื้อคลุมตัวนอกวางไว้ด้านข้าง"เธอมารอนานรึยัง?"
"ก็ไม่เท่าไหร่หรอก"
อู่ฉินส่ายหน้า
"มาถึงก่อนเวลาแค่สิบกว่านาทีเอง เพิ่งทำโอทีเสร็จน่ะตอนนี้ทั้งในและนอกบริษัทมีแต่คนบ้า ๆ น่าหงุดหงิดชะมัด”
เธอคือรูมเมตของเฉิงไป๋สมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย
ในเวลานั้น เด็กสาวทั้งสี่ของหอพักถูกขนานนามว่า ‘สี่มือกระบี่แห่งวิทยาลัยกฎหมาย’
สุดท้ายพอเรียนจบ ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปตามทางของตน
ตอนนี้เฉิงไป๋เป็หุ้นส่วนระดับสูงของบริษัทกฎหมายเทียนจื้อเว่ยเหลียวเหลี่ยวสอบใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนแล้วก็หันไปทำงานข่าวด้านกฎหมายที่สถานีโทรทัศน์ซ่างเฟยเข้าทำงานในศาล ขณะนี้เป็ผู้พิพากษาของฝ่ายคดีแพ่งในศาลประชาชนชั้นกลาง[1]ส่วนอู่ฉินก้าวเท้าเข้าสู่แวดวงการประกันกลายเป็หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของบริษัทประกันสินทรัพย์และอุบัติเหตุอันเหอ
เฉิงไป๋ฟังออกว่าน้ำเสียงของอู่ฉินเหมือนแทบจะอดรนทนไม่ไหวแล้ว จึงถาม"ทำไมหรือ?"
"เธอเพิ่งย้ายกลับมาไม่นาน เลยยังไม่ได้ฟังฉันบ่นสินะก่อนหน้านี้ฉันเจอกับแม่ ‘ชาเขียวน้อย[2]’ตอนสัมภาษณ์งาน หล่อนดูว่าง่ายยังกับแพะแกะเชื่อง ๆฉันเลยรับเข้าทำงาน แต่กลายเป็ว่าแค่ไม่กี่วัน หล่อนก็ดันไปเข้าตาผู้บริหารซะงั้นแถมสองวันนี้มีคนเก่าก่อเื่พอดีผู้บริหารเลยบอกฉันว่ากำลังพิจารณาให้แม่นี่ขึ้นมารับตำแหน่งรองหัวหน้าแผนก”
อู่ฉินพลิกดูเมนูพร้อมแค่นเสียงหัวเราะ
“แผนกอื่นมีแต่คนชมว่าแม่นี่มีความสามารถอย่างโน้นอย่างนี้แต่ฉันว่าเื่ความสามารถคงเป็เื่รอง แต่น่าจะโดดเด่นเื่บนเตียงมากกว่าละไม่ว่า!”
เฉิงไป๋กับกลุ่มเพื่อน ๆ ไม่ได้พบเจอกันมาระยะเวลาหนึ่งแล้วพอได้ยินคำว่า ‘ชาเขียวน้อย’ เธอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย รอให้อีกฝ่ายพูดจนจบค่อยถามว่า"ที่บริษัทมีข่าวลือแบบนี้ด้วยหรือ"
"ยังจะเป็ข่าวลืออะไรอีกล่ะ" อู่ฉินพูดอย่างไม่สนใจ"วัยรุ่นสดสวยที่เพิ่งเรียนจบได้ไม่นานถ้าไม่อาศัยเื่บนเตียงแล้วจะอาศัยอะไรได้? พร์งั้นเหรอ?"
“...”
เฉิงไป๋ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เมื่ออู่ฉินพบว่าบรรยากาศดูเหมือนจะไม่ถูกต้อง จึงรีบเงยหน้าขึ้นแก้ต่างว่า"แน่นอนว่าต้องยกเว้นเธอไว้คนนะ!แต่ว่าเฉิงเอ๋อร์ อย่างเธอน่ะถือว่าเป็ระดับขนหงส์เขากิเลนในตำนานนะจะไปหาได้ง่าย ๆ ที่ไหนกัน"
"ฉันไม่ได้พิเศษขนาดนั้นสักหน่อย" เฉิงไป๋คลี่ยิ้มบาง"ตอนเพิ่งจบออกมาทำงานใหม่ ๆ มีใครบ้างล่ะที่ไม่เคยทำตัวไร้สมองมาก่อน?ตอนนั้นพวกเราฉลาดที่ไหนกัน ในเมื่อหัวหน้าของเธอไม่ได้คิดจะให้เด็กคนนั้นขึ้นมาเป็หัวหน้าแทนเธอถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเขายอมรับความสามารถของเธอแล้วเธอก็อย่าไปหัวเสียกับเื่แบบนี้เลย"
"เอางั้นก็ได้ เพิ่งรู้นี่แหละว่าเธอก็ปลอบใจคนอื่นเป็เหมือนกัน!"
อู่ฉินฟังคำพูดของเฉิงไป๋แล้วรู้สึกสบายใจขึ้น จึงคลี่ยิ้มออกมาเช่นกัน
สมัยตอนอยู่ที่หอพัก เฉิงไป๋ถือว่ามีนิสัยดีที่สุดแล้ว
ไม่หุนหันพลันแล่น บุคลิกเยือกเย็น รู้จักข่มกลั้นไม่ว่าเจอเื่อะไรก็มักมีหนทางไกล่เกลี่ยอยู่เสมอ คุณแหย่เธอ เธอก็ไม่โกรธคุณด่าเธอ เธอก็ไม่โมโห แถมสมองยังคิดได้ฉับไวกว่าชาวบ้านไปอีกหลายตลบ ไม่ต้องพูดถึงเื่รูปร่างหน้าตาที่ดีพร้อมขนาดฐานะทางบ้านของเธอเองก็ยังไม่เลว
สมัยนั้นมีคนตามจีบเฉิงไป๋มากมายขนาดไหนน่ะเหรอ?
ก็ถึงขั้นที่ใต้ช่องว่างประตูมักวางเต็มไปด้วยจดหมายรักเลยยังไงล่ะ
ช่างชวนให้ผู้คนอิจฉาแทบตายเลยจริง ๆ
แต่เมื่อเรียนจบได้ปีกว่า ก็มีข่าวว่าธุรกิจของพ่อเฉิงไป๋เกิดปัญหาจนกลายเป็คดีความฟ้องร้องกับคนอื่นผลสุดท้ายบริษัทล้มละลายจนต้องปิดตัวลง เฉิงไป๋ไม่ได้เป็ลูกคุณหนูอีกต่อไปแล้วความอิจฉาของทุกคนจึงกลับคืนสู่สมดุล
และถึงกับนึกสงสารอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย
เพราะว่าคดีนั้นเป็เฉิงไป๋ลงมือว่าความด้วยตนเองแต่ผลสุดท้ายคือแพ้คดี
ต่อมาพ่อของเธอก็ลาจากโลกไปด้วยอาการเจ็บป่วยแม้จนตัวตายก็ยังไม่สามารถนำบริษัทที่เดิมทีเป็ของตนเองกลับคืนมาได้
ไม่มีใครรู้เลยว่าตลอดสองปีนั้น เฉิงไป๋ผ่านพ้นมันมาได้อย่างไร
ตอนนั้นทุกคนต่างกำลังยุ่งวุ่นวายกับอนาคตของตนเอง ไม่มีใครสามารถหยุดรั้งรอเพื่อนได้ที่สำคัญคือไม่มีใครมีกำลังและความสามารถเพียงพอที่จะยื่นมือไปช่วยเหลืออีกฝ่ายด้วยดังนั้นแม้จะทราบข่าวนี้ พวกเธอก็ทำได้เพียงส่งคำปลอบใจที่ไม่ช่วยอะไรให้ไม่กี่ประโยคเท่านั้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง จู่ ๆ เฉิงไป๋ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งต่อหน้าสายตาทุกคนคราวนี้เธอกลายเป็ทนายความชื่อดังก้องไปแล้ว
ดังนั้นบรรดาศิษย์เก่าจึงพากันส่งต่อคำพูดที่ว่า :อย่าได้คิดว่าตนเองลำบากยากเข็ญ หากรู้สึกว่าชีวิตย่ำแย่เมื่อไร ก็ให้หันไปดูเฉิงไป๋ถึงแม้วันเวลาจะยากลำบากแค่ไหน แต่พวกเธอก็ไม่ได้โดนจับต้ม ไม่ได้โดนจับแขวนคอตายไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นก็ออกแรงตั้งใจทำงานอย่างจริงจังเถอะแล้วสักวันหนึ่งก็จะดีเอง
เพื่อน ๆ ทุกคนคล้ายมีข้อตกลงระหว่างกันอย่างลับ ๆ โดยไม่ต้องพูดไม่มีใครเคยถามถึงเื่ราวใน่นั้นจากเฉิงไป๋ และเฉิงไป๋เองก็ไม่เคยออกปากเล่า
อย่าว่าแต่เื่ในตอนนั้นเลย
เอาแค่เื่เมื่อตอนต้นปีก็พอแล้วอู่ฉินได้ยินข่าวคราวเข้าหูมาเช่นกัน และรู้สึกว่าเื่นี้ก็ไม่ได้เล็กไปกว่าเื่ของบ้านเฉิงไป๋สักเท่าไรเลยจึงยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ไปแตะหัวข้อพวกนี้
ทั้งสองต่างสั่งอาหารกันเสร็จเรียบร้อย
ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ อู่ฉินก็ปล่อยตัวตามสบาย พลางเล่าเื่ผู้คนและเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตนประสบพบเจอมาระหว่างทำงานให้เฉิงไป๋ฟัง
ในบริษัทประกันภัยนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้
ส่วนใหญ่ที่มักเจอก็คือพวกสารพัดวิธีการที่คนใช้มาหลอกเคลมเงินประกัน
"พูดไปแล้ว ฉันละอยากจะขำให้ฟันร่วง"
"วันก่อนบริษัทเราเจอตาแก่คนนึง น่ารำคาญสุด ๆ ไปเลยปีที่แล้วเราขายประกันรถภาคบังคับให้เขา ปีนี้รถเครนของเขาเกิดเื่ เลยมาทำเื่เคลมที่บริษัทสุดท้ายพอสืบไปสืบมากลับพบว่าเป็ตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็คนขับรถเครน"
"แน่นอนว่าบริษัทเราไม่จ่ายค่าสินไหมให้อยู่แล้ว"
"พอทางฝ่ายสินไหมออกหนังสือชี้แจงการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมเขาก็ทำเป็ร้องไห้ บอกว่าตัวเองเป็คนขับก็จริงแต่ว่ายังไม่ทันทำอะไรก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นก่อนทั้งยังเป็อุบัติเหตุร้ายแรง"
"เธอรู้รึเปล่าหมอนั่นบอกว่าอะไร?"
"เขาบอกว่าตอนนี้ลูกของเขานอนเดี้ยงอยู่ที่โรงพยาบาลรอเอาเงินประกันก้อนนี้ไปผ่าตัดอยู่"
อู่ฉินพูดไปก็แสดงสีหน้าเหยียดหยามเธอยกน้ำมะนาวบนโต๊ะขึ้นจิบก่อนแขวะ “ทำงานกับบริษัทประกันมาก็นานแล้ว พวกคนพาลนักเลงเฒ่าแบบไหนก็มีหมดจริงๆ !”
เฉิงไป๋วางนิ้วบนขอบแก้ว ปลายนิ้วนิ่งสนิท
เธอเม้มริมฝีปาก ก่อนช้อนตามองอู่ฉินถามเหมือนไม่ได้ตั้งใจ"วันนี้ที่เธอทำโอทีก็เพราะเื่นี้เหรอ?"
"ใช่ ฝ่ายสินไหมรำคาญที่เขามาเที่ยววุ่นวาย เลยถามฉันว่ามีวิธีจัดการรึเปล่าจะหาข้อกฎหมายมาฟ้องเขากลับได้ไหม" อู่ฉินเหยียดริมฝีปาก "อีกอย่างยังมียัยชาเขียวน้อยที่อยากจะเสนอหน้าโชว์ความสามารถอยู่ข้างตัวหัวหน้าด้วยถ้าฉันจัดการเื่นี้ได้ไม่ดีละก็ไม่กลายเป็เื่ให้คนอื่นเอาไปเมาท์กันหรอกเหรอ?"
"แล้วถ้าเกิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหกล่ะ?"
เฉิงไป๋ถามพลางหลุบตาลง น้ำเสียงยังคงราบเรียบเช่นเดิม
อู่ฉินส่ายหน้า "เป็ไปไม่ได้หรอก เื่แบบนี้ฉันน่ะเห็นมาเยอะมากแล้วทำมาบอกว่าลูกนอนโรงพยาบาลรอเงินผ่าตัดอยู่ ถ้าเกิดไม่มีเงินจริง ๆแล้วไม่รู้จักไปยืมคนอื่นมาก่อนหรือไง? อีกอย่างต่อให้เขาไม่ได้จงใจโกงประกันยังไงกรณีนี้ก็ไม่มีทางชดเชยให้เขาได้อยู่แล้วประกันที่เขาซื้อคือประกันรถภาคบังคับทางเราก็จ่ายได้แค่เฉพาะรถที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสิแต่กรณีของเขาเกิดจากรถเครน ทั้งยังเกิดเหตุในไซต์งานก่อสร้างด้วยยังไงก็ไม่เข้าตามเงื่อนไขคุ้มครองอยู่ดี"
กฎหมายประกันมีเงื่อนไขตายตัวชัดเจนว่า หาก้าเคลมเงินประกันข้อแรกก็ต้องเกิดเหตุบนท้องถนน แต่ว่าไซต์งานก่อสร้างจะถือเป็ 'ท้องถนน' ได้ยังไง?
เฉิงไป๋ฟังแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ต่อมาทั้งสองก็เปลี่ยนไปคุยเื่อื่น
อาจเป็เพราะ่นี้เครียดกับงานที่ไม่ได้ดั่งใจค่อนข้างมากอู่ฉินจึงมักเป็ฝ่ายบ่นระบาย ส่วนเฉิงไป๋ก็นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ และคอยปลอบเพื่อนเป็พักๆ
ขณะนี้ทั้งคู่ดื่มกันไปคนละสองแก้วแล้วใบหน้าต่างร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ไม่รู้ทำไมเฉิงไป๋กลับรู้สึกว่าฤดูใบไม้ร่วงในเซี่ยงไฮ้ค่อนข้างเย็นกว่าที่ปักกิ่งเมื่ออากาศหนาวกระทบกับพวงแก้มและติ่งหูก็ยิ่งขับให้ดวงหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อ
บรรยากาศในร้านอาหารแห่งนี้ค่อนข้างมืดสลัว
เฉิงไป๋เอนร่างทิ้งตัวลงพิงพนักโซฟาใบหน้าอันงดงามดุจเครื่องกระเบื้องเคลือบของเธอถูกอาบย้อมด้วยแสงไฟสีเหลืองหม่นสีหน้าเผยความสับสนอยู่เลือนราง
อู่ฉินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยกมือเท้าคางขณะจ้องมองเธอ"ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าคืนนี้เธอมีเื่อะไรในใจแถมยังดูเหมือนอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กันนะ?"
เฉิงไป๋ตอบกลับ "ไม่มีอะไรหรอก แค่มีบางเื่ที่ยังตัดสินใจไม่ได้เท่านั้นเอง"
อู่ฉินกลับหัวเราะ "ฉันจำได้ว่าเธอไม่ใช่คนราศีตุลย์[3]นี่นา มีอะไรให้ตัดสินใจเลือกไม่ได้ด้วยเหรอ เอาอย่างนี้สิ ยังไงฉันก็เป็คนนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยงั้นเธอบอกมา ฉันจะช่วยเธอตัดสินใจเอง!"
นิ้วเรียวยาวของเฉิงไป๋ประคองแก้วไวน์หมุนไปรอบ ๆไวน์หยดหนึ่งกลิ้งหล่นลงบนกระดาษเช็ดปาก ย้อมผืนกระดาษเป็ดวงสีม่วงอมแดงเฉิงไป๋มองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตาขึ้นสบกับอู่ฉินอย่างจริงจัง"ฉันมีเื่หนึ่งที่อยากทำเพื่อช่วยเหลือคนที่ฉัน้าช่วยแต่ว่าฉันไม่อยากทำร้ายเพื่อนของฉัน เพราะอีกฝ่ายคงรับไม่ได้ ถ้าหากเป็ตัวเธอเธอจะเลือกยังไง?"
"แน่นอนว่าก็ต้องทำไปเลยอยู่แล้ว!"
อู่ฉินไม่เข้าใจเฉิงไป๋เลยสักนิด มีอะไรต้องลังเลด้วยหรือไง?
"เป็เพื่อนกันทั้งนั้น ยังจะมีอะไรรับไม่ได้อีกล่ะ? เธอจะช่วยคนนะถ้าเพื่อนเธอคนนั้นรับสิ่งที่เธอทำไม่ได้ถ้าอย่างนั้นก็เห็นชัดแล้วว่าเขาไม่คู่ควรจะเป็เพื่อนของเธอ!"
“...”
เฉิงไป๋มองอู่ฉินอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะเผยรอยยิ้มอันซับซ้อนออกมา
“เธอพูดถูก”
[1] ประเทศจีนแบ่งศาลออกเป็ 3 ระดับชั้นคือศาลประชาชนชั้นต้น ศาลประชาชนชั้นกลาง และศาลประชาชนชั้นสูง ซึ่งเทียบเคียงได้กับศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาของไทย
[2] ศัพท์สแลงหมายถึงผู้หญิงที่แสร้งทำเป็อ่อนหวานอ่อนโยนไม่มีพิษมีภัยแต่ความจริงแล้วเหลวแหลก บูชาเงินทอง อาศัยเรือนร่างปีนป่ายขึ้นตำแหน่ง
[3] ตำราดวงบอกว่าคนราศีตุลย์มักมีบุคลิกลังเล โลเล ตัดสินใจไม่เด็ดขาด