(ครึ่งปีผ่านไป)
...รุ่งเช้าวันนี้เ้าสำนักเรียกทุกคนมาพบ ลานเมฆาหน้าตำหนักใหญ่มีคนยืนอยู่เพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น สำนักม่านเมฆาที่ชื่อฟังดูยิ่งใหญ่ แท้จริงกลับเงียบสงบกว่าที่หวังอี้คิดไว้มาก
เ้าสำนักกล่าวว่าตอนนี้มีลูกอสูรัตัวหนึ่งอาละวาดอยู่ตามป่าเขาแถวนี้และยังทำร้ายชาวบ้านที่ไปเก็บของป่าด้วย
เ้าสำนักขออาสาสมัคร 10 คนไปปราบลูกัโดยจะมีอาจารย์ 2 ท่านไปด้วย แน่นอนว่าหวังอี้ได้แต่ยืนฟัง ข้าไม่มีรากิญญาเซียน ไม่เป็วิชากระบี่ และข้าไม่เข้าป่าเก็บสมุนไพรด้วย ข่าวนี้จึงไม่เกี่ยวข้องใดๆกับข้า
เย็นวันนั้นท่านอาจารย์เดินผ่านมาเห็นหวังอี้ขีดๆเขียนๆวงเวทย์ค่ายกลอยู่จีงแอบเดินเข้ามาดู
"โห่! เขียนอักขระสวยจัง แถมเขียนไม่ผิดเลยด้วย ศิษย์พี่เ้าบางคนยังทำไม่ได้แบบนี้เลย ยอดเยี่ยมมาก"
หวังอี้หันหลังแล้วโค้งศรีษะขอบคุณคำชมจากอาจารย์ๆถอนหายใจ
“ลายเส้นมั่นคง อักขระไม่ผิดแม้แต่จุดเดียว”
อาจารย์ยิ้มค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบาๆ
“น่าเสียดาย หากเ้ามีรากิญญาสักนิด วงค่ายกลนี้คงเริ่มมีลมหายใจแล้ว”
แล้วอาจารย์ก็เดินจากไปและถอนหายใจอีกหลายครั้ง
ทุกคนชื่นชมในความพยายามของหวังอี้ แต่ก็แอบสงสารไม่ได้ มันเหมือนเขาฝืนทำในสิ่งที่ไม่มีวันเป็จริง ใช้เวลาหมดไปกับเป้าหมายที่ไม่มีวันไปถึง
ศิษย์พี่หญิงคนหนึ่งแอบชอบเขาอยู่นิดๆ(แต่หวังอี้เด็กอยู่อายุแค่ 13 ปีเขายังไม่เข้าใจความรักระหว่างชายหญิง) บางครั้งเธอเข้ามาพูดอ้อมๆให้เขาล้มเลิกความตั้งใจด้วยแววตาทั้งรักและสงสาร
แต่หวังอี้ก็ดื้อรั้น เขาก้มหน้าอ่านตำราและคิดโน่นนี่คนเดียว เขาฟังแต่เขาไม่ทำตาม จนเธอส่ายหน้าท้อใจ
คืนนั้นหวังอี้เล่นหมากรุกในหอตำรากับศิษย์พี่คนเดิม แสงจากตะเกียงนั้นสลัวๆ เพราะคืนนี้คืนเดือนมืดไม่มีแสงจันทร์
วันนี้เป็ครั้งแรกที่หวังอี้เล่นเสมอกับศิษย์พี่ แม้จะไม่ชนะแต่เขาอดยิ้มอย่างภาคภูมิใจไม่ได้ ศิษย์พี่ท่านนี้ไม่ใช่กระจอกๆ หากเขาไม่หมกตัวอยู่แต่ในหอตำรานี้ เขาคงเป็ศิษย์เอกอาจารย์ผู้เฒ่าหลายท่านแน่นอน หรือลงไปในเมืองย่อมเป็เซียนหมากรุกเลื่องชื่อประจำเมืองเป็แน่
ศิษย์พี่ยื่นรางวัลเป็แป้งแผ่นให้หวังอี้ ทั้งสองคนจึงมานั่งตรงระเบียงชั้น 3 กินเพื่อไม่ให้เศษแป้งตกใส่ตำรา
"เ้าเคยสงสัยหรือไม่ ว่าทำไมตำราทุกเล่มสอนให้เป็เซียน แต่ไม่เคยสอนว่าถ้าเป็เซียนแล้วจะยังเป็มนุษย์ได้อย่างไร?"
หวังอี้กินแผ่นแป้งไปด้วยพยายามนึกแล้วจึงตอบ
"บางทีเซียนกับมนุษย์ อาจไม่เคยแยกจากกันั้แ่แรกมั้งศิษย์พี่"
ศิษย์พี่ยิ้มไม่ตอบ แต่เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดๆนั้นแล้วพูดว่า
"คืนนี้ไร้จันทร์ เ้าว่าท้องฟ้าที่ดูเหมือนว่างเปล่าตอนนี้ กับคืนที่ดวงดาวเต็มฟ้า แตกต่างกันหรือไม่?"
"ถ้าแสงจันทร์ทำให้มองเห็นในเวลากลางคืน บางทีค่ำคืนมืดๆแบบนี้คือการสอนให้เรามองตัวเองบ้าง"
ทันใดนั้นก็มีเสียงคำรามดังลั่น มองลงไปในป่ากำลังมีไฟลุก ศิษย์ร่วม 10 คนขี่กระบี่หนีตายมาที่สำนักในสภาพาเ็ และสิ่งที่ตามหลังมาก็คือ..
"ั!"
เสียงระฆังดังลั่นสำนักปลุกให้ทุกคนออกมา เ้าสำนักออกมาในสภาพเสื้อผ้ารุ่มร่าม(คือเข้าห้องพักผ่อนใกล้นอนแล้ว คนแก่นอนไวอ่ะนะ)
"กางค่ายกล!"
อาจารย์ทุกคนและศิษย์พี่ช่วยกันส่งพลังปราณกางค่ายกลเป็ม่านพลังสีฟ้าอ่อนๆมีควันสีขาวๆคล้ายเมฆปกป้องสำนัก
ัพ่นไฟใส่ แม้ค่ายกลไม่แตกแต่ทุกคนที่ส่งปราณอยู่ก็ใบหน้าเคร่งเครียด
"นี่มันัไฟ! บ้าชัดๆทำไมไม่สืบข่าวให้ดีก่อน!"
ัฟาดหางและพ่นไฟใส่ไม่ยอมหยุด ศิษย์พี่บางคนหมดแรงทรุดลง ค่ายกลเริ่มอ่อนกำลังลงแล้ว ทุกคนเริ่มเครียด
"พาศิษย์ทุกคนหนีไปจากสำนัก! ข้าและอาจารย์จะป้องกันไว้เอง!"
"แต่...ท่านเ้าสำนัก..."
"ทำตามที่ข้าสั่งเดี๋ยวนี้!"
"ข่ะ..ขอรับ"
พวกศิษย์พี่รีบพาศิษย์น้องทุกคนขี่กระบี่เหาะหนีไปทางด้านหลังเขา ซึ่งมีถ้ำลับของสำนักที่เล่าสืบต่อกันมาว่าเ้าสำนักคนแรกได้ทิ้งพลังปราณศักดิ์สิทธิ์ไว้ก่อนจะออกเดินทางท่องโลก
"หวังอี้รีบมานี่!"
ศิษย์พี่ะโเรียกหวังอี้ให้มาหา แต่เขากลับหันหลังวิ่งไปทางหอตำรา ศิษย์พี่รอไม่ได้แล้วจึงรีบขี่กระบี่เหาะหนีไปพร้อมทุกๆคน
หวังอี้รีบเข้าหอตำรา(ท่านผู้เฒ่าเฝ้าหอตำราก็ออกไปร่วมสร้างค่ายกลกับเ้าสำนัก) เขารีบเดินไปเก็บตำราหลายเล่มใส่ถุงสมบัติอย่างลุกลี้ลุกลน ตำราเหล่านี้ล้ำค่าเกินกว่าจะยอมให้ัไฟนั่นเผาทิ้งไป ข้าทำใจไม่ได้
แอ้ด...
ประตูห้องด้านในถูกหวังอี้เปิดออกในนั้นว่างเปล่า แต่มีคนผู้หนึ่งนั่งบนโต๊ะวางกระดานหมากรอเขาอยู่
"ศิษย์พี่..."
"อีกไม่ถึงชั่วยาม(2 ชม.) ค่ายกลนั่นจะแตก สำนักรวมถึงหอตำรานี้จะถูกเพลิงพิโรธของันั่นเผา!"
"เ้ายังไม่ชนะข้าได้เลย ...เ้าจะไปแล้วหรือ?"
"ศิษย์พี่ ทำไมท่านไม่หนี ได้โปรดรักษาชีวิตไว้เถิด วันหลังไม่ว่าจะเปลี่ยนสถานที่ไปที่ไหนๆ ข้าจะเล่นหมากรุกกับท่านต่อเอง"
ศิษย์พี่เอาชามาเทและดื่มโดยไม่ตอบ เขายังนั่งรอหวังอี้มาเล่นกับเขา
"ชีวิตคืออะไร? เ้าปรารถนาเป็เซียนเพื่ออะไร? เพื่อให้มีชีวิตยืนยาวกระนั้นหรือ?"
"หากอายุยืนแต่ไม่ได้ทำตามใจหวัง ข้าขอเลือกตายคืนนี้ดีกว่า"
"ท่าน..."
หวังอี้เดินไปหยิบตำราค่ายกลที่เขาอ่านไม่จบเป็เล่มสุดท้าย ก่อนที่จะเดินมานั่งเล่นหมากรุกกับศิษย์พี่
กระดานหมากนี้ช่างมืดมน เพราะไม่มีแสงสว่างจากดวงจันทร์ มีแต่แสงไฟจากัที่พ่นเป็แสงวาบคล้ายฟ้าแล่บมาเป็ระยะๆ
"ถ้าข้าชนะท่านได้ ท่านต้องหนีนะ"
ศิษย์พี่ยิ้มบางๆไม่ตอบ แต่เขาเริ่มเดินหมาก
นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่หวังอี้จิตใจสับสนมาก ด้านนอกเสียงัไฟคำรามดังลั่นูเา เสียงโอดโอยของคนมากมายในสำนัก เสียงไฟที่ไหม้ต้นไม้
ด้วยความห่วงใยชีวิตศิษย์พี่ที่นั่งข้างหน้า และ...ชีวิตตัวเอง
ใช่แล้ว! ข้ากลัวตาย ข้ายังเป็เด็กอายุ 13 ปีเท่านั้นเอง ข้ายังไม่ทันได้เป็เซียน ไม่ทันได้ท่องเที่ยว คืนนี้ข้าต้องจบชีวิตลงที่นี่แล้วกระนั้นหรือ??
ในขณะที่ใจว้าวุ่น เบี้ยมากมายก็ถูกศิษย์พี่สังหารอย่างเืเย็น เขาหัวเราะหึหึ
"เพราะความกลัวตายหรือ ปัญญาเ้าจึงหายไป?"
"นี่เ้าใช่ศิษย์น้องผู้เก่งกาจที่ข้ารู้จักแน่หรือ?"
"ศิษย์พี่...ใช่ขอรับข้ากลัว..ท่านรีบหนีเถอะ..พวกเราต้องหนีไปจากที่นี่แล้ว!"
ศิษย์พี่มองหน้าหวังอี้ด้วยแววตาจริงจัง
"ความเจ็บ ความตาย ความกลัว ...ฟ้าดินยังไม่สั่นะเืเลย แค่นี้ก็ทำให้เ้าเลิกฝันจะเป็เซียนแล้วหรือ?"
หวังอี้ฟังแล้วสั่นสะท้านไปถึงหัวใจ ก่อนจะกัดฟันกร่อด
"ข้า! ข้าต้องเป็เซียนให้ได้! แล้วข้าต้องพาท่านหนีไปให้ได้ด้วย!"
เขาเคลื่อนทัพทั้งหมดบนกระดานแบบเทหมดหน้าตัก
"ดีมาก! ต้องแบบนี้สิถึงจะสนุก!"
ศิษย์พี่ก็เลิกวางแผน เขาส่งตัวหมากสำคัญมากมายบุกเข้าไปเพื่อจัดการให้สิ้นซาก
ตัวหมากมายมายตายจนแทบเกลี้ยงกระดาน หวังอี้คำรามแข่งกับเสียงัด้านนอกในทุกครั้งที่เคลื่อนหมาก
ตูม!
ค่ายกลแตกแล้ว เ้าสำนักใช้ปราณสุดท้ายจับทุกคนยัดใส่น้ำเต้าเซียนและสั่งให้มันพุ่งหนีไปที่ถ้ำลับ
ส่วนตัวเขาทรุดลงกับพื้นหมดเรี่ยวแรง ัไฟกำลังรวมพลังก่อนจะพ่นไฟสังหารเขา
"ผู้ชราผมหงอกเช่นข้า เลิกกลัวความตายมานานแล้ว แก่จนปูนนี้แล้ว ก็ดีเหมือนกัน โรคปวดหลังจะได้หายขาดกันซะที ฮ่าๆ"
แล้วัไฟก็พ่นไฟออกมา เ้าสำนักหลับตาพร้อมรับความตาย เต๋าเอ๋ย ข้าขอคืนทุกอย่างให้เต๋า
ตูม!
กำแพงปราณวารีป้องกันเขาไว้ ชายชราใหันหลังไปมองว่าเป็ผู้ใด? แล้วก็ยิ่งใกว่าเดิม
"หวังอี้?"
หวังอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แต่แววตาคู่นั้น…กลับไม่ใช่แววตาของเด็กอายุ 13 อีกต่อไป
มันสงบนิ่ง เก่าแก่ และลึกล้ำราวกับผ่านกาลเวลามานับพันปี แม้แต่ัไฟยังชะงักกลางอากาศ
ลมหายใจของเขาเปลี่ยนไป จากเด็กน้อยตื่นกลัว กลับสงบนิ่งราวกับทะเลลึก แม้แต่ท่วงท่ายืน ก็ไม่ใช่ท่าทางของหวังอี้อีกต่อไป
"เป็ไปไม่ได้เ้า...เ้าไม่มีรากิญญาเซียนด้วยซ้ำ แต่...พลังนี่!"
หวังอี้มองชายชราที่หมดเรี่ยวแรงที่พื้นแล้วยิ้มบางๆ และหลับตาข้างหนึ่ง
อ้า! รอยยิ้มนั่น ...ยิ้มแบบนั้น....แววตาแบบนั้น ในชีวิตยาวนานร้อยกว่าปีของข้าๆเคยเห็น แต่มันนานจนหลงลืมไปแล้ว
ัไฟอ้าปากคำราม เพลิงสีแดงฉานพุ่งออกมาราวกับจะเผาูเาทั้งลูก
แต่หวังอี้เพียงยกมือขึ้นช้าๆ
ตูม!!
มวลน้ำมหาศาลปะทุขึ้นจากพื้นดิน กลืนเพลิงนั้นจนเกิดไอสีขาวปกคลุมทั่วสำนัก
มันโมโหฟาดหางใส่ หวังอี้ลอยขึ้นหลบทัน หางนั่นฟาดใส่ต้นไม้ใหญ่หักโค่นลง
หวังอี้ไม่ใช้ปราณสร้างกระบี่ แต่เขากลับสร้างหยดน้ำเพียง 2 หยดส่งไปที่ดวงตาของัไฟ
มันหยุดนิ่งทันที ัที่เกรี้ยวกราดบัดนี้กลับร้องครวญครางเสียใจมีน้ำตาไหลออกมา
หวังอี้พูดภาษาบางอย่างที่ไม่ใช่ภาษามนุษย์อยู่หลายประโยค แล้วจึงดึงหยดน้ำทั้ง 2 กลับมา
ัไฟโค้งศรีษะให้แล้วหันหลังเหาะจากไปทันที
"ปราณวารี พลังระดับนี้ มีคนเดียวเท่านั้นในสำนัก"
เ้าสำนักมองเด็กน้อยหวังอี้ตรงหน้าอย่างสั่นเทา รอยยิ้มแบบนั้น สายตาเช่นนั้น เขาเคยเห็นเมื่อร้อยปีก่อน
เขาค่อยๆ ทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
“ท่าน...ยังไม่จากไปจริงๆ ด้วย”
ชายชราหัวเราะทั้งน้ำตา ก่อนกอดขาหวังอี้แน่นราวกับเด็กหลงทางพบครอบครัวอีกครั้ง
รุ่งเช้าหวังอี้ลืมตาตื่น เขานอนบนเตียงในห้องตนเอง แต่มีผู้เฒ่าเ้าสำนักนั่งอยู่ เช้าวันนี้เสียงนกร้อง ไอจากเมฆพัดพาเข้ามาทั้งสำนัก
หวังอี้รู้สึกปวดศีรษะราวกับฝันยาวนานหลายร้อยปี ในหัวมีเสียงบางอย่างเลือนราง แต่พอพยายามนึก มันกลับหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่
"ฟื้นแล้วหรือ?"
หวังอี้รีบลุกขึ้นมาคุกเข่าให้เ้าสำนักที่มีผ้าพันแผลหลายจุดทั่วตัว
"อา...ศิษย์พี่ท่านนั้นสอนสิ่งใดเ้า?"
"เขาสอนให้ข้าใช้ปัญญาเป็ที่สะสมพลังปราณชดเชยที่ไม่มีรากิญญาเซียนขอรับ"
"และ...เขายังชวนข้าน้อยเล่นหมากรุกทุกคืนมาครึ่งปีแล้วด้วย"
เ้าสำนักหัวเราะเบาๆในลำคอ
"ตอนนี้เขาปลอดภัยไหมขอรับ?"
"เขาปลอดภัยดี เ้าไม่ต้องเป็ห่วงเขา"
"คืนนี้เ้าจะยังไปพบเขาอีกไหม?"
"ไปขอรับ ไม่รู้ทำไม แต่ข้าน้อยรู้สึกเข้าใจเต๋าอันลึกซึ้งจากคำพูดของเขา"
"งั้นั้แ่วันนี้ไปเ้าทำงานกวาดพื้นลานฝึกไม่เกินยามซื่อ( 9.00 - 11.00 น.) ก็พอ แล้วไปที่หอตำราได้เลย"
เ้าสำนักเอากุญแจเก่าๆวางบนโต๊ะ
"นี่เป็กุญแจห้องตำราของท่านผู้ก่อตั้งสำนักชั้นบนสุด ข้าอนุญาตให้เ้าเข้าไปอ่านตำราในนั้นได้"
หวังอี้มีอาการประหม่า ทั้งดีใจและทั้งรู้ว่าตนเองไม่คู่ควร แต่ก่อนที่จะพูดอะไร เ้าสำนักก็เอามือมาวางที่ไหล่เขา ยิ้มให้ และพูดว่า
"อ่านเถอะ ตำราถ้าไม่อ่าน มันก็แค่กระดาษ"
"ขอรับ!"
เด็กน้อยยิ้มแย้มดีใจอย่างที่สุด....