ก๊อก..ก๊อก..ก๊อก..
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงของข้ารับใช้
“นายน้อย...นายท่านได้ให้คนรับใช้มาตามท่านไปพบ ไม่ทราบว่า ตอนนี้ท่านสะดวกหรือไม่?”
“ท่านพ่อ?”เมื่อได้ยินเสียงของเฟยซิ่ว ที่กล่าวสอบถามตนเองจากภายนอกจูเยว่จึงค่อยๆเริ่มนึกถึงบุคคลดังกล่าว
แอ๊ดด...
เสียงเปิดประตูดังขึ้นมาพร้อมกับร่างของจูเยว่ที่ก้าวออกมาจากภายในห้อง
“เ้ารู้หรือไม่... ว่าท่านพ่อ้าพบข้าด้วยเหตุใด?”
“ข้าไม่ทราบขอรับนายน้อย”เพราะข้ารับใช้ที่มาแจ้งมันเมื่อสักครู่ไม่ได้บอกถึงสาเหตุที่นายท่าน้าเรียกพบ จึงไม่สามารถบอกกล่าวแก่นายน้อยได้
“ไม่เป็ไร ถ้าเป็เช่นนั้น...เ้าก็นำทางข้าไปยังที่ที่ท่านพ่อข้าอยู่ ในตอนนี้ก็แล้วกัน”
เพราะว่าตัวเขาไม่มีสิ่งใดที่ต้องกระทำแล้วในตอนนี้และรู้สึกอยากออกไปสูดอากาศภายนอกอยู่พอดี
ก่อนที่จะเดินตามเฟยซิ่วไปจูเยว่ได้ลองใช้เวทย์ตรวจสอบอำนาจจิตที่ตนเคยใช้ในอดีตแต่ในตอนนี้เขาได้ลองปรับปรุงเพื่อใช้ตรวจสอบระดับพลังลมปราณของบุคคลที่ตนเอง้าทราบ
เมื่อจูเยว่ได้ใช้พลังเวทย์ออกไปราวกับมีพลังงานสายหนึ่งที่มองไม่เห็น ไหลเข้าไปตรวจสอบร่างกายเฟยซิ่วอย่างรวดเร็ว
“เชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 2?”
“จากความสามารถของเวทย์ตรวจสอบหากพลังไม่เหนือกว่าข้าถึง 1 ขั้นใหญ่ ก็สามารถล่วงรู้ถึงระดับพลังของผู้อื่น ได้โดยที่คนผู้นั้นไม่สามารถรู้สึกตัวแม้แต่น้อย...” เขาคิดขึ้นมากับตนเองแล้วยิ้มขึ้นมา เพราะว่าเวทย์ตรวจสอบของเขาสามารถที่จะใช้งานได้ในโลกใบนี้ได้เช่นกัน
จากนั้นจูเยว่จึงเริ่มเดินตามเฟยซิ่วไปผ่านที่พักอาศัยหลายหลังจนกระทั่งถึงที่พักแห่งหนึ่ง ที่ดูราบเรียบแต่กว้างขวางด้านหน้าที่พักเป็สวนขนาดใหญ่ และมีสระน้ำอยู่บริเวณกลางสวน
มีทางเดินเล็กๆบริเวณริมสระทอดไปยังศาลาที่อยู่กลางน้ำ ซึ่งแลดูเงียบสงบเป็อย่างมากภายในศาลามีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนหันหลังให้กับตนอยู่ราวกับว่ากำลังชื่นชมธรรมชาติรอบกาย
จูเยว่ทดลองใช้เวทย์ตรวจสอบระดับพลังไปยังร่างของของคนผู้นั้น แต่ก็ไม่สามารถััได้ถึงระดับพลังแม้แต่น้อยแม้จะตกตะลึงอยู่บ้าง แต่ก็สามารถสงบจิตใจลงได้อย่างรวดเร็ว แล้วจึงเดินเข้าไปหาพร้อมกับกล่าวออกไป
“ทะท่านพ่อ...ไม่ทราบว่ามีเหตุอันใด ถึงได้เรียกข้ามาพบ?”
จูเยว่กล่าวเรียกตะกุกตะกักเล็กน้อยเนื่องจากไม่คุ้นชินกับการเรียกบิดาของตน ถึงแม้จะมีความทรงจำในอดีตอยู่ก็ตามแต่ก็ยังคงรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้างยามที่เอ่ยออกมา
“ไม่มีเหตุอันใด...ก็เรียกเ้ามาพบไม่ได้เช่นนั้นรึ?” ชายวัยกลางคนผู้นั้นค่อยๆหันหลังกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มที่แลดูอารมณ์ดีเป็อย่างมาก
ตามความทรงจำในอดีตของจูเยว่ บิดาของตนเองผู้นี้มีนามว่า เฟยหรง เป็บิดาที่มีความสามารถเป็อย่างมากซึ่งสามารถดูแลตระกูลเฟยที่ไม่มีชื่อเสียงแต่อย่างใด ให้ขึ้นมาเป็ตระกูลอันดับหนึ่งในเมืองแสงอรุณ
แม้ตัวเขาในความทรงจำจะไม่ค่อยได้พบเจอบิดาผู้นี้บ่อยครั้งนักแต่ทุกครั้งที่พบเจอก็ได้รับรู้ถึงความอบอุ่น ที่บิดาผู้นี้มอบให้แก่ตน
แต่บิดาที่มีความสามารถผู้นี้กลับมีจุดอ่อนเพียงอย่างเดียว คือตัวเขาซึ่งเป็บุตรชายที่บิดาผู้นี้ตามใจเป็อย่างมาก ปัญหาทุกอย่างที่เขาสร้างขึ้นมาก็ทำเสมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้นหรือมองไม่เห็นถ้าร้ายแรงเข้าก็จะเป็ผู้ลงมือจัดการด้วยตนเองถึงขนาดให้ยอดฝีมือขั้นเชื่อมโยงชีพจร ประกบไม่ห่างคอยปกป้องคุ้มครองชีวิตเขาเองอยากจะถามไถ่ บิดาผู้ที่อยู่เบื้องหน้าตนเองเหลือเกินว่า!
“เหตุใดท่านไม่เลี้ยงดูบุตรให้ดีๆเหมือนที่เขาเป็กัน!ท่านตามใจทุกอย่างโดยไม่ห้ามปราม... หรือท่าน้าให้บุตรของท่านเป็คนสารเลวบัดซบเช่นนี้!!”
จูเยว่เชื่อว่าหากจิติญญาของเขาได้รับการดูแลสั่งสอน อย่างคนปรกติทั่วไปแล้วละก็ไม่มีทางที่ตนจะต้องมาตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นตอนนี้
เพราะหลังจากที่จูเยว่อ่านความทรงจำในอดีตก็มั่นใจได้ว่า สาเหตุที่ทำให้จิติญญาของตนเสียผู้เสียคนส่วนใหญ่เกิดจากบิดาผู้นี้นั้นเอง! แต่เขาก็ทำได้เพียงกลืนคำเ่าั้ลงไปไม่กล่าวความคิดภายในออกมา แล้วจึงกล่าวตอบบิดากลับไป
“หาเป็เช่นนั้นไม่ท่านพ่อ...ข้าเพียงคิดว่ามีเหตุสำคัญ ท่านจึงได้เลยเรียกข้ามา”
เฟยหรงมองไปยังบุตรชายด้วยความห่วงใยแล้วกล่าว
“จูเอ๋อร์...เ้าเริ่มที่จะฝึกยุทธแล้วใช่หรือไม่? พอดีพ่อพึ่งได้โสมอายุ 300 ปีมา หากเ้านำมันไปต้มเป็ยา แล้วค่อยๆดูดซับมันจะช่วยให้เ้าเข้าสู่ระดับรวมลมปราณขั้นที่ 1 ได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน! เพราะว่าแม้แต่ระดับรวมลมปราณขั้นที่ 7 ก็ยังได้รับประโยชน์จากมันไม่น้อย...”พร้อมทั้งยื่นกล่องหยกใบหนึ่งออกมาให้แก่จูเยว่
เฟยหรงพึ่งได้ทราบจากเฟยซิ่วที่แจ้งผ่านทางข้ารับใช้มา ว่าบุตรชายตนเริ่มต้นที่จะฝึกฝนลมปราณแล้วคิดว่าอาจจะลำบากเกินไป ที่บุตรชายจะเข้าสู่ระดับรวมลมปราณขั้นแรกจึงรีบเตรียมสมุนไพรล้ำค่าเพื่อให้ฝึกฝนได้อย่างราบรื่น
แม้ราคาของโสมนี้จะมีมูลค่าสูงไปอยู่บ้างแต่หากทำให้บุตรชายของตน สามารถเข้าสู่หนทางของผู้ฝึกยุทธได้ ก็นับว่าคุ้มค่า!
จูเยว่รับกล่องหยกมาด้วยความรู้สึกที่ตื่นเต้นดีใจเพราะตัวเขาจวนจะถึงระดับรวมลมปราณขั้นที่ 4 อยู่แล้ว ขาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ขอบคุณมาก ท่านพ่อ!”ความรู้สึกยินดีได้ปรากฏอยู่ในน้ำเสียงอย่างเด่นชัด
“อะเอ่อ...รู้สึกว่าเ้าจะเปลี่ยนไปอยู่บ้าง แต่นับเป็การเปลี่ยนแปลงที่ดี!ข้ารู้สึกมีความสุขยิ่งนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ตัวเขาผู้เป็บิดาเคยมอบสมุนไพรและเม็ดยาต่างๆให้มากมายแต่ก็ไม่เคยเห็นครั้งไหนที่บุตรชายตนจะรู้สึกดีใจหรือตื่นเต้นเหมือนกับในครานี้มาก่อน ราวกับว่าบุตรตนตั้งใจจะฝึกฝนจริงๆจึงอดหัวเราะอย่างมีความสุขขึ้นมาไม่ได้
“ท่านพ่อ...ข้าอยากลองไปหาประสบการณ์ ที่ ป่าลมหวน สักเล็กน้อย...” จูเยว่กล่าวความ้าของตนแก่บิดาออกไป
เพราะในความทรงจำที่ได้รับมาที่แห่งนั้นน่าจะมีสัตว์อสูรจำนวนมาก ทำให้ตัวเขาสามารถฝึกฝนได้อย่างเต็มที่และหากโชคดีอาจมีโอกาสพบเจอสมุนไพรล้ำค่าบ้างจูเยว่อยากจะรีบทะลวงระดับพลังให้เร็วที่สุด เพราะได้เสียเวลาอย่างไร้ประโยชน์ไปถึง15ปีในการหลอมรวมจิติญญาเข้ากับร่างกาย
ซึ่งในตอนแรกจูเยว่ตั้งใจจะออกไปเงียบๆโดยไม่บอกใครแต่เมื่อเห็นความรู้สึกของบิดาที่แสดงออกมา ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจหากจะจากไปโดยไม่บอกกล่าว
“จะจะเ้า..ว่าอะไรนะ?!ที่แห่งนั้นห่างไกลจากที่นี้นับหมื่นลี้!เ้าอาจไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนั้นเป็เช่นไร ป่าลมหวนเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับแรกเริ่มมากมาย มีแม้กระทั้งสัตว์อสูรระดับิญญา!! เ้าพึ่งฝึกยุทธเพียงแค่ครึ่งวันยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับรวมลมปราณขั้นที่ 1 ด้วยซ้ำ จะไปหาประสบการณ์? ประสบการณ์อะไรกันที่เ้าจะได้! นอกจากประสบการณ์ไปเยือนยมโลก!!”
(***ในโลกแห่งนี้ผู้มีพลังอ่อนด้อยกว่าจะไม่สามารถที่จะหยั่งถึงระดับพลังของผู้ที่มีพลังลมปราณเหนือกว่าได้แต่พอคาดเดาได้)
(***การถูกตรวจสอบพลังโดยบุคคลที่ไม่รู้จักนับเป็เื่เสียมารยาทและผู้ที่ถูกตรวจสอบสามารถทราบถึงผู้ที่ส่งพลังปราณเข้ามายังร่างของตนได้ในทันที)
(***สัตว์อสูรแรกเริ่มเทียบได้กับขั้นรวมลมปราณของมนุษย์ส่วนสัตว์อสูริญญาเทียบได้กับขั้นเชื่อมโยงชีพจรของมนุษย์)