บทที่ 11 การสั่งสอน
ยามเช้าของปลายฤดูใบไม้ร่วงมีความหนาวเย็นอยู่บ้าง ทว่าบนเตียงนอนกลับอุ่นเหลือเกิน ยามนี้ถังซูอี๋ยังคงซุกตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มอย่างสบาย ทันใดนั้น เสียงเรียกอันแ่เบาของชุ่ยอวิ๋นก็ดังข้างหู “ฮูหยินควรจะตื่นได้แล้วเ้าค่ะ อนุภรรยาทั้งสองมาขอเข้าพบแล้วเ้าค่ะ”
ถังซูอี๋เพิ่งตื่นนอน สมองของนางยังคงมึนงงอยู่ อนุภรรยา? อนุภรรยาคือสิ่งใดกัน?
ถังซูอี๋เกาศรีษะ พลางค้นหาข้อมูลในสมองของนางอย่างละเอียด ในที่สุดก็นึกขึ้นได้ว่า เซียวไฮว่ โหวหย่งหนิงผู้ล่วงลับมีอนุภรรยาสองคน ซึ่งอาศัยอยู่ที่ชายแดน ทว่าอนุภรรยาทั้งนั้นไม่มีบุตร ต่อมาเมื่อเซียวไฮว่จากไป อนุภรรยาทั้งสองก็ถูกส่งกลับมา
“กี่ยามกัน?” ถังซูอี๋ถาม
ชุ่ยอวิ๋นตอบเบา ๆ “ยามเหม่า*[1] เ้าค่ะ”
ถังซูอี๋ลองเทียบเวลาคร่าว ๆ ได้ความว่าราวหกโมงเช้า นางจึงลุกจากเตียง จากนั้นสาวใช้ตัวเล็ก ๆ สี่ห้าคนกรูกันเข้ามา พวกนางล้วนแต่มีหน้าที่รับใช้ในตอนเช้า ถังซูอี๋ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักได้อีกครั้งว่า บัดนี้นางคือฮูหยินผู้สูงศักดิ์แล้ว
เมื่อเข้าไปในห้องน้ำ สาวใช้นางหนึ่งก็ยื่นแปรงสีฟันที่จุ่มผงขัดฟันให้ เดิมทีนางเคยเข้าใจว่าคนในสมัยโบราณไม่แปรงฟัน เพียงบ้วนปากด้วยน้ำเกลือเท่านั้น ทว่ายามนี้ได้รู้แล้วว่าความรู้ของนางน้อยนิดเกินไป
สมัยโบราณก็มีแปรงสีฟันเช่นกัน แปรงสีฟันที่อยู่ในมือนางตอนนี้ ด้ามทำจากไม้จันทน์ชั้นดี เจาะรูแล้วผูกเข้ากับขนสัตว์ ผงขัดฟันก็ทำด้วยสมุนไพรอันล้ำค่า
อืม รสชาติใช้ได้เลย
หลังจัดการเื่การล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยแล้ว ก็เดินกลับเข้าห้องนอน ก่อนจะพบว่ามีสตรีรูปงามสองนางกำลังคุกเข่าคำนับนางอยู่ พวกนางทั้งสองคืออนุภรรยา
“พวกเ้าลุกขึ้นเถิด” ถังซูอี๋ยิ้มแล้วนั่งลงที่โต๊ะเครื่องแป้ง อนุภรรยาทั้งสองรีบเดินไปข้างกาย หมายจะปรนนิบัติหน้าผมให้นาง ทว่านางกลับโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “ให้สาวใช้มาทำเถิด”
อนุภรรยาทั้งสองยืนอยู่ข้าง ๆ ด้ายท่าทีนอบน้อม ถังซูอี๋พูดคุยเื่ทั่วไปกับพวกนางอย่างยิ้มแย้ม เช่น สิ่งที่พวกนางกระทำในแต่ละวัน จากนั้นจึงกล่าวต่อไป “เื่ของข้าไม่มีอันใดอีกแล้ว พวกเ้าทั้งสองกลับไปเถิด จากนี้ไม่ต้องเข้าพบข้าทุกวันแล้ว”
อนุภรรยาทั้งสองได้ฟังคำก็ใเล็กน้อย อนุภรรยานางหนึ่งกล่าวขึ้น “การเข้าพบท่านคือสิ่งที่ควรกระทำ” ส่วนอีกนางหนึ่งก็กล่าวเสริมเช่นกัน “ธรรมเนียมปฏิบัติมิอาจเปลี่ยนแปลงได้”
เมื่อได้ฟังคำของพวกนาง ถังซูอี๋ก็หันไปมองอย่างจริงจัง ก่อนจะกล่าวขึ้น “ข้าไม่จำเป็ต้องให้พวกเ้ามาเข้าพบจริง ๆ นี่มิใช่การกล่าวเพื่อให้ดูดีเท่านั้น”
คำพูดนี้ยิ่งทำให้ทั้งสองนางใ ถังซูอี๋กล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงละมุน “อย่าได้คิดมาก ข้าเพียงไม่อยากให้พวกเ้าลำบากเท่านั้น”
อนุภรรยาทั้งสองเห็นว่านางไม่ได้แสร้งทำ จึงคำนับแล้วหันกลับไป ถังซูอี๋ยังคงให้สาวใช้ช่วยแต่งหน้าและทำผม นางไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองอนุภรรยาทั้งสอง อย่าว่าแต่จะขุ่นเคืองสามีที่ล่วงลับไปก่อนนางจะได้พบหน้าเลย แม้แต่ความรู้สึกที่จะต้องมีต่อเขาก็ยังไม่มี ยิ่งต่ออนุภรรยาทั้งสองนางยิ่งไม่มีความเห็นใด ๆ
เพียงแค่เื่ของเซียวอวี้เฉินที่ยังคงค้างอยู่ในใจ ยามนี้นางคงไม่มีอารมณ์จะรับมือกับผู้ใดอีก
เมื่อเสร็จสิ้นการแต่งหน้าและทำงผมแล้ว ชุ่ยจู้จึงสอบถามว่าวันนี้จะสวมเสื้อผ้าแบบใด ถังซูอี๋มองไปยังที่เสื้อผ้าในตู้ ล้วนแต่มีราคาสุง ทว่าขาดซึ่งรสนิยมเล็กน้อย นางจึงชี้ชุดสีเขียวปักลายสีทองชุดหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะกล่าวขึ้น “ชุดนี้แหละ แล้วให้ช่างตัดเสื้อมาเย็บอีกสักสองสามชุด”
ชุ่ยจู้รับคำพร้อมช่วยนางสวมเสื้อผ้า ถังซูอี๋ถาม “สืบหาเื่ราวของเซวียจี๋เรียบร้อยดีหรือไม่?”
ชุ่ยจู้ตอบขึ้นขณะกำลังช่วยนางผูกสายคาดเอว “คุณชายรองแห่งจวนอู่หยางป๋อเป็บุตรชายของอนุภรรยาที่แยกออกไปเมื่อครั้งแบ่งสมบัติ คุณชายรองมีบุตรชายสี่คน สองคนเกิดจากภรรยาเอก สองคนเกิดจากอนุภรรยา ส่วนเซวียจี๋เป็บุตรของคุณชายสี่ผู้เกิดจากอนุภรรยา ทั้งยังเป็บุตรของอนุภรรยาด้วยเ้าค่ะ”
ถังซูอี๋นิ่งเงียบ
ช่างเถิด เขาเป็เพียงบุตรของอนุภรรยาของบุตรอนุภรรยาของบุตรอนุภรรยา
“หากคิดแบบนี้แล้ว เซวียจี๋ยังอยู่ในห้า่ไว้ทุกข์*[2] ของจวนอู่หยางป๋อ ยังคงกล่าวได้ว่าเป็คนของจวนอู่หยางป๋ออยู่”
ชุ่ยจู้กล่าวต่อ “ได้ยินมาว่าอนุภรรยาของเซวียจี๋เป็ที่โปรดปรานนัก ส่วนตัวเขาก็เป็คนฉลาดหลักแหลม แม้จะมิได้เป็นักปราชญ์หรือแม่ทัพที่เก่งกาจ แต่ก็ใช้วิธีสร้างสัมพันธ์จนได้เป็หัวหน้างานแก้ไขคดีของกรมอาญา ซึ่งถือเป็ขุนนางระดับเจ็ด
ภรรยาเอกของเขาเป็ธิดาของอนุภรรยากับพี่ชายของท่านจาง เสนบาดีขอกรมอาญา บัดนีเขามีบุตรชายหนึ่งคนและธิดาหนึ่งคน ทั้งคู่เกิดจากภรรยาเอก บุตรชายอายุสิบปี ธิดาอายุแปดปี ต่างก็อยู่ในสำนักวิชาของจวนอู่หยางป๋อ”
“เซวียจี๋ มีนิสัยใจคอเช่นไร?” ถังซูอี๋ถาม
ชุ่ยอวิ๋นครุ่นคิดครู่หนึ่ง “นอกจากความทะเยอทะยาน ก็ไม่เคยได้ยินเื่อื่นใด”
ถังซูอี๋พยักหน้า “ส่งคนไปเชิญหรือยัง?”
“ฉางิออกไปั้แ่รุ่งสาง” ชุ่ยอวิ๋นตอบ
“ไปบอกให้คุณชายใหญ่ออกจากศาลบรรพบุรุเถิด จะให้แขกมาถึงเรือนทั้งที่เขายังคุกเข่าอยู่ในศาลบรรพบุรุษไม่ได้” แม้ถังซูอี๋จะกล่าวเช่นนั้น ทว่าในใจกลับรู้สึกว่าเวลาที่ให้เซียวอวี้เฉินคุกเข่าอยู่นั้นสั้นเกินไป หากเซวียจี๋จากไป จะต้องให้คุกเข่าต่อไปอีกดีหรือไม่?
ชุ่ยอวิ๋นรับคำแล้วหันหลังออกไปสั่งให้สาวใช้นางหนึ่งไปส่งความที่ศาลบรรพบุรุษ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมเรียบร้อย อาหารเช้าเพิ่งถูกยกมาวางบนโต๊ะ ลูก ๆ ทั้งสามก็เดินเข้ามา เซียวอวี้ิและเซียวอวี้จูเดินทะเลาะกันเข้ามา ส่วนเซียวอวี้เฉินก็เดินกะเผลกเข้ามาพร้อมกับสีหน้าหม่นหมอง
เมื่อเห็นนาง ลูก ๆ ทั้งสามรีบกล่าวทักทาย
เซียวอวี้จู “แม่จ๋า~”
เซียวอวี้ิ “แม่”
เซียวอวี้เฉิน “ท่านแม่”
ถังซูอี๋ขมวดคิ้ว เพียงจากคำที่ใช้เรียกขานก็บ่งบอกถึงลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันของเด็กทั้งสามได้
“มานั่งรับทานอาหารกันเถิด” ถังซูอี๋ทรุดนั่งลงก่อน ลูก ๆ ทั้งสามก็ตามมานั่งที่โต๊ะอาหาร นางไม่้าถือปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ว่าห้ามพูดคุยขณะกินและนอน ด้วยเหตุนี้นางจึงพูดคุยหยอกล้อกับลูก ๆ ทั้งสามระหว่างทานอาหาร
แม้ลูก ๆ ทั้งสามจะมีปัญหาอยู่ไม่น้อย ทว่าถังซูอี๋ก็มิได้กล่าวตักเตือนหรือพร่ำสอนมากนัก เพียงแค่พูดคุยเื่ทั่วไปเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันแแ่ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือ เื่ของเซียวอวี้เฉิน ส่วนปัญหาของลูกอีกสองคนค่อยว่ากันหลังจัดการเื่นี้เสร็จสิ้น
เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จ เซียวอวี้ิและเซียวอวี้จูก็ไปโรงเรียน ถังซูอี๋และเซียวอวี้เฉินเดินไปยังเรือนด้านหน้า เพื่อเตรียมพบกับเซวียจี๋ โดยระหว่างทางเดินถังซูอี๋ก็เล่าเื่ของเซวียจี๋ให้เซียวอวี้เฉินฟังไปด้วย
หลังฟังจบ แววตาของเซียวอวี้เฉินก็ปรากฏความสงสัย เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดมารดาถึงได้สืบหาข่าวของเซวียจี๋อย่างละเอียดนัก ทั้ง ๆ ที่เป็เพียงญาติห่าง ๆ มิใช่หรือ?
ถังซูอี๋เห็นแววตาบนใบหน้าของเขาจึงถามขึ้น “ก่อนที่เ้าจะไปช่วยหลิวปี้ฉิน เ้ารู้หรือไม่ว่าเซวียจี๋คือผู้ใด?”
เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า “ญาติสายรองของท่านลุงมีมากนัก จะจดจำได้ทั่วถึงได้เช่นไร”
“ญาติห่าง ๆ ที่เ้าไม่รู้จัก เหตุใดเขาจึงเข้าหาเ้าเล่า? ทั้งยังช่วยเหลือเ้าอีก?” ถังซูอี๋ถาม
เซียวอวี้เฉินครุ่นคิด “เพราะสถานะของข้า หากมีความสัมพันธ์กับข้าก็จะเป็ผลดีต่อเขา”
ถังซูอี๋มองด้วยสายตาเห็นพ้อง พลางกล่าว “เ้าคือคุณชายใหญ่แห่งจวนโหวหย่งหนิง และเป็หลานชายของถังกั๋วกง แม้เ้าจะไม่ช่วยเหลือเขา แต่ตราบใดที่พวกเ้าสองคนสนิทสนมกัน ผู้อื่นก็จะเกรงกลัวเขา หากเขาประสงค์กระทำการใดก็จะยิ่งสะดวกขึ้น”
เมื่อเซียวอวี้เฉินพยักหน้าเข้าใจ ถังซูอี๋จึงกล่าวต่อ “เ้าใช้เขาช่วยเหลือหลิวปี้ฉิน เขาใช้เ้าหนุนหลัง เ้ากับเขาต่างได้รับประโยชน์ สิ่งนี้ถือเป็เพียงความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ อย่ามากล่าวถึงความเป็ญาติ”
คำพูดนี้ทำให้เซียวอวี้เฉินงุนงงเล็กน้อย ถังซูอี๋จึงกล่าวต่อ “ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน บางครั้งเกิดจากความรู้สึก บางครั้งเกิดจากผลประโยชน์ หากพบเจอผู้ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึก ก็อย่าได้เอ่ยถึงผลประโยชน์มากนัก
ดั่งข้ากับเ้า และเ้ากับน้องชายน้องสาว รวมทั้งครอบครัวของท่านตา พวกเราล้วนมีความรู้สึกต่อกัน เป็สายใยแห่งครอบครัวที่ใกล้ชิด ส่วนเ้ากับเซวียจี๋ล้วนมีเพียงผลประโยชน์ หากวันหนึ่งวันใดเ้าไม่มีประโยชน์ต่อเขา เขายังจะช่วยเหลือเ้าอีกหรือไม่?”
คราวนี้เซียวอวี้เฉินเข้าใจถ่องแท้ จึงถามขึ้น “ท่านแม่สืบหาข่าวของเซวียจี๋ละเอียดเช่นนี้ ท่านแม่้ารู้เขารู้เราใช้หรือไม่?”
ถังซูอี๋พยักหน้า “เราต้องรู้ว่าจุดอ่อนของเขาร้ายแรงหรือไม่ เช่น การพนัน การลุ่มหลงในกาม ฉ้อโกง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็จุดอ่อนที่ผู้อื่นอาจใช้เล่นงาน แต่เป็เื่โชคดีที่เซวียจี๋ชอบแสวงหาเพียงผลประโยชน์เท่านั้น นอกจากนั้นก็ไร้ซึ่งจุดอ่อนร้ายแรงใด”
เมื่อเซียวอวี้เฉินได้ยินเช่นนั้นก็หยุดเดิน จากนั้นก็หันไปมองถังซูอี๋ ด้วยความฉงนและนับถือ ถังซูอี๋ก็หยุดเดินและถามขึ้น “เ้าจ้องข้าด้วยเหตุใด?”
เซียวอวี้เฉินเม้มริมฝีปาก “ท่านไม่เคยพูดเื่พวกนี้กับข้ามาก่อน...” เขาก็ไม่รู้ว่ามารดามีความรู้มากมายเช่นนี้
ถังซูอี๋มองเซียวอวี้เฉินด้วยสายตาหยามเหยียด “ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ว่าเ้าจะเป็เช่นนี้… อ่อนต่อโลกนัก”
ถังซูอี๋อยากจะกล่าวเหลือเกินว่า ก่อนหน้านี้นางไม่รู้ว่าเขาโง่เขลาถึงเพียงนี้ ทว่าก็ไม่อยากให้บุตรชายเสียกำลังใจมากเกินไป
เซียวอวี้เฉินนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ยามนี้เขารู้สึกราวกับเขามีอาจารย์เพิ่มขึ้นมาอีกท่าน ทว่ากลับสูญเสียบุพการีไปหนึ่งท่านเช่นกัน
แม่ลูกคู่นี้คุยกันไปจนถึงเรือนด้านหน้า ถังซูอี๋กล่าวว่าจะไปห้องหนังสือเพื่อรอให้เซวียจี๋มาถึงแล้วค่อยไปพบที่ห้องโถงรับแขก เซียวอวี้เฉินฟังแล้วจึงกล่าวขึ้น “เหตุใดไม่ไปรอที่โถงรับแขกเล่าท่านแม่?”
ถังซูอี๋นิ่งเงียบ ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดสั่งสอนเซียวอวี้เฉินเลยหรือ?
นางอดกลั้นที่จะไม่กลอกตา พร้อมยอมรับชะตากรรมของร่างใหม่ และกลายเป็ฮูหยินแห่งจวนโหวหย่งหนิง ตราบใดที่ลูกทั้งสามไม่ใช่คนชั่วร้ายนัก นางจำต้องสั่งสอนพวกเขาให้ดี เพราะประการแรกคือความรับผิดชอบของนาง และอีกประการหนึ่ง หากลูกทั้งสามเจริญเติบโตได้ดี นางก็จะได้ดีไปด้วย
นางกล่าว “ก็เพื่อให้เขารู้ว่า ความได้เปรียบของเื่นี้อยู่ที่เราทั้งสิ้น”
เซียวอวี้เฉินไม่เข้าใจ ทว่าถังซูอี๋ก็ไม่ได้อธิบายให้เขาฟัง เื่เช่นนี้ ย่อมจะเข้าใจได้เองเมื่อได้พบเจอมากเข้า
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉางิเข้ามาส่งข่าวว่าเซวียจี๋มาถึงแล้ว ถังซูอี๋พา เซียวอวี้เฉินไปยังโถงรับแขกอย่างไม่รีรอ
เพิ่มเติม เหตุที่ลูก ๆ ทั้งสามคนของจวนโหวมีปัญหาเช่นนี้ เพราะท่านโหวทำศึกาอยู่ชายแดนตลอดทั้งปี ส่วนโหวฮูหยินก็ตามใจลูก ๆ จนแทบจะไม่ได้สั่งสอนอะไรเลย โหวฮูหยินเองก็ถูกคนตามใจมาั้แ่เด็ก จึงไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใดมากนัก หากจะถามว่าท่านตาไม่สั่งสอนหรือ ตาก็คือตา ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ทุกวัน และที่สำคัญเขารักหลานยิ่งกว่าสิ่งใด จึงตามใจไปกันใหญ่
ว่ากันว่าในสมัยโบราณ ท่านโหวถือว่าเป็บุรุษที่ดีผู้หนึ่ง อย่างน้อยในจวนโหวแห่งนี้ก็ไม่มีอนุภรรยาอยู่ร่วมด้วย
พี่น้องทั้งสามคนเติบโตขึ้นมาโดยแทบจะไม่มีบรรยากาศการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นภายในบ้านเลย
[1] ยามเหม่า = ่เวลา 05:00-06:59 นาฬิกา
[2] ห้า่ไว้ทุกข์ = iะยะเวลาไว้ทุกข์ให้กับญาติผู้ใหญ่ที่เสียชีวิต ซึ่งในสมัยโบราณของจีนมีการกำหนด่เวลาไว้ทุกข์ตามลำดับความใกล้ชิดของตระกูล โดยมีทั้งหมด 5 ่ ได้แก่
่ที่ 1 ไว้ทุกข์นานที่สุด 3 ปี สำหรับพ่อแม่
่ที่ 2 ไว้ทุกข์ 1 ปี สำหรับปู่ย่า ตายาย พี่น้อง และลูก
่ที่ 3 ไว้ทุกข์ 9 เดือน สำหรับลุง ป้า อา น้า หลาน
่ที่ 4 ไว้ทุกข์ 5 เดือน สำหรับญาติห่างออกไป เช่น ลูกพี่ลูกน้อง
่ที่ 5 ไว้ทุกข์ 3 เดือน สำหรับญาติที่ห่างออกไปอีก