ห้าวันผ่านไป การเดินทางเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ ทว่าในยามเช้าที่แสงอรุณสาดทาบพื้นดิน ภาพกำแพงสูงใหญ่ของเมืองหลวงแคว้นฉินก็ปรากฏสู่สายตาตรงหน้า ราวกับภูผาอันมั่นคงที่ปกป้องดินแดนอันยิ่งใหญ่
ท้องฟ้าสีครามสดใส อากาศยังคงเย็นแต่ไม่ถึงกับหนาว ผู้คนแน่นขนัดยิ่งกว่าที่เขตชายแดน รถม้า พ่อค้า คนเร่ขายของ เสียงะโเรียกลูกค้าดังระงมแข่งกันจนชวนมึนหัว
รถม้าขนสินค้าหยุดลงหน้าตลาดใหญ่กลางเมือง พ่อค้าต่างเร่งทยอยขนของลง ขณะที่เสี่ยวหลินกับลี่ถิงก้าวลงมา ทั้งคู่ยืนทอดสายตามองความพลุกพล่านด้วยแววตาตื่นตาตื่นใจ
เมืองหลวงแห่งแคว้นฉินนั้นยิ่งใหญ่โอฬาร แตกต่างจากแคว้นเว่ยที่จากมาอยู่ไม่น้อย ทั้งสองเดินเตร็ดเตร่ในตลาด ลี่ถิงก้าวตามใกล้ ๆ พลางกระซิบเบา
“ผู้คนมากมายยิ่งนัก…ดูแตกต่างจากแคว้นเราจริง ๆ นะเ้าคะ”
เสี่ยวหลินเพียงพยักหน้า พลางมองเงินที่เหลืออยู่ในห่อผ้า แม้นางจะเอามาไม่น้อยแต่หากเผลอใช้ฟุ่มเฟือย เกรงว่าคงหมดไปในไม่ช้า ยิ่งเมื่อเห็นเมืองหลวงอันรุ่งเรืองนัก ก็นึกได้ว่าค่าใช้จ่ายย่อมสูงกว่าเมืองบ้านเกิดของนางหลายเท่า
“หากเราค้างแต่โรงเตี๊ยมไปทุกคืน เกรงว่าไม่นานเงินที่พกมาก็คงหมดสิ้น”
ลี่ถิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ “เช่นนั้น เราควรหาที่อยู่เล็ก ๆ พออาศัย จ่ายเป็รายเดือนแทนการพักโรงเตี๊ยมเ้าค่ะ จะได้ประหยัดไปมาก”
ดังนั้นทั้งสองจึงเริ่มเดินออกจากตลาด มุ่งหน้าไปยังตรอกซอกซอยไม่ห่างนัก ถนนสายเล็กทอดยาว จวนหลายหลังเรียงรายเป็แนว บรรยากาศเงียบสงบกว่าความพลุกพล่านในตลาดอย่างสิ้นเชิง
“หากเราได้จวนเล็ก ๆ แถวนี้ คงจะดีไม่น้อย” เสี่ยวหลินเอ่ยตาเป็ประกาย
ลี่ถิงพยักหน้าช้า ๆ อย่างเห็นด้วย
หลังจากเดินสำรวจไปตามตรอกเล็ก ๆ ใกล้ตลาดอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งได้พบสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมายืนหน้าจวนหลังไม่ใหญ่ไม่เล็กนัก
“ท่านป้าเ้าคะ ไม่ทราบว่าแถวนี้มีเรือนว่างให้เช่าหรือไม่เ้าคะ?”
สตรีเบื้องหน้าชะงัก ก่อนหันหน้าหน้ามองผู้ที่เข้ามาทัก แล้วคลี่ยิ้มอ่อนโยน
“เ้าถามหาได้ถูกคนแล้ว ข้าเพิ่งจะย้ายไปอยู่เรือนใหม่ที่สร้างเสร็จหมาด ๆ เรือนหลังนี้จึงว่างอยู่ หากพวกเ้าสนใจก็เข้ามาดูได้เลย”
นางพาเข้าไปด้านใน ตัวบ้านแม้มิได้หรูหรา แต่กลับสะอาดสะอ้านนัก บ่งบอกถึงการถูกดูแลรักษาอย่างดี มีห้องนอนเล็กสองห้อง ครัวพร้อมเตาไฟ และลานหลังบ้านเล็ก ๆ พอจะใช้ตากผ้าหรือทำสวนได้ อีกทั้งยังอยู่ห่างตลาดเพียงไม่กี่ตรอกเท่านั้น
ลี่ถิงมองรอบ ๆ อย่างพอใจพลางหันมากระซิบกับเสี่ยวหลิน “จวนนี้ดูดีมากเลยเ้าค่ะ”
เสี่ยวหลินเหลือบมองเ้าของจวนอย่างลังเล “จวนของท่าน ทำเลดี สภาพก็ยังไม่เลวเช่นนี้ หากได้อยู่คงดีไม่น้อย… เสียดายแต่ว่าพวกข้าไม่ได้มีกำลังทรัพย์มากนักหรอกเ้าค่ะ”
หญิงผู้นั้นหัวเราะเบา ๆ “ไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่ได้้าเงินมากมายนักหรอก คิดค่าเช่าเพียงเดือนละหนึ่งตำลึงเงินก็พอ ข้า้าเพียงให้มีคนช่วยดูแลจวนนี้แทนข้า ไม่ให้มันทรุดโทรมไปก็ยินดีแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวหลินก็โล่งใจ เพราะแม้เงินที่ติดตัวมาจะไม่มากเท่าใด แต่ค่าเช่านี้ถือว่าถูกมาก ๆ แถมทำเลใกล้ย่านการค้า สะดวกสบายเกินคาด
“เช่นนั้น… พวกข้าก็ยินดีเช่าจวนหลังนี้เ้าค่ะ” เสี่ยวหลินเอ่ยตอบรับทันที แววตาเป็ประกายจนหญิงเ้าของจวนอดเอ็นดูมิได้
หลังจากทั้งหมดเจรจาจ่ายค่าเช่าและส่งมอบกุญแจให้กันเรียบร้อยแล้ว ท่านป้าผู้นั้นยิ้มกว้างยินดีแก่ผู้เช่าใหม่ ก่อนเอ่ยล่ำลาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เช่นนั้นก็ขอให้พวกเ้าอยู่กันอย่างร่มเย็นสุขสบาย จวนนี้แต่เดิมล้วนมีแต่เื่ดีงาม ข้าหวังว่ามันจะนำความสุขมาสู่พวกเ้าด้วยเช่นกัน”
เมื่อเ้าของบ้านจากไป เหลือเพียงความสงบเงียบอบอุ่นในจวนหลังใหม่ ลี่ถิงรีบวิ่งไปเปิดหน้าต่างรับลมเย็นด้วยท่าทีตื่นเต้นราวเด็กน้อย ขณะที่เสี่ยวหลินเพียงยืนทอดสายตามองไปรอบเรือน ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความพึงใจ
ยามบ่ายคล้อยแสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่าง เงาไม้ทอดยาวทาบลงบนพื้นหิน บรรยากาศภายในจวนยังแฝงด้วยความแปลกใหม่ ลี่ถิงถือไม้กวาดกวาดพื้นอย่างอารมณ์ดี ส่วนเสี่ยวหลินก็จัดเก็บสัมภาระเล็กน้อยที่พกติดตัวมาอย่างเรียบร้อย
เมื่อทุกสิ่งเริ่มเข้าที่เข้าทาง ทั้งสองจึงออกจากจวน เดินเคียงกันไปยังตลาดใกล้เคียงเพื่อหาของกินเป็มื้อเย็น
ระหว่างที่เดินทอดน่องไปตามถนน ทั้งสองก็สะดุดตาเข้ากับภาพผู้คนจำนวนมากกำลังช่วยกันประดับโคมไฟสีแดงสดห้อยเรียงรายยาวเหยียดตามสองฟากถนน แสงตะวันยามสนธยาทาบทอ ทำให้โคมสีแดงยิ่งดูเด่นตัดกับท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้ม บ้างกำลังยกขึ้นแขวน บ้างกำลังเขียนอักษรมงคลลงบนแผ่นกระดาษเพื่อประดับตกแต่ง
เสี่ยวหลินชะงักไปเล็กน้อย เอียงคอมองด้วยแววตาฉายความสงสัย ก่อนหันหน้าเอ่ยถามลี่ถิง
“ที่นี่กำลังจะมีงานอันใดหรือ?”
บุรุษผู้หนึ่งที่กำลังถือพู่กันเตรียมเขียนอักษรมงคล เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินคำถาม เขาหัวเราะเบา ๆ พลางหันมาตอบ
“เ้าไม่รู้หรือ? วันพรุ่งนี้คือ เทศกาลหยวนเซียว เมืองหลวงทั้งเมืองจะสว่างไสวไปด้วยแสงโคมนับหมื่น ผู้คนจากทุกสารทิศต่างก็จะออกมาร่วมงาน รื่นเริงกันจนถึงยามวิกาลเลยทีเดียว”
ลี่ถิงตาโตทันที เอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริง ตื่นเต้น “จริงหรือเ้าคะ! เสี่ยวหลิน พรุ่งนี้เราออกมาดูกันนะ”
เสี่ยวหลินเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ นางเองก็รู้สึกทั้งความตื่นเต้นและอบอุ่น นางเพิ่งระลึกได้ว่า… ่นี้คือเทศกาลก้าวสู่ปีใหม่ ที่ผ่านมา นางมัววุ่นอยู่กับการเดินทางจนเผลอลืมเสียสิ้น
ในวังหลวง แม้งานฉลองจะโอ่อ่าโฉมตระการตาเพียงใด แต่นางก็ได้เพียงนั่งมองจากเบื้องสูง เย็นชืดห่างเหิน ไม่เคยมีโอกาสที่นางจะได้ดื่มด่ำบรรยากาศของเทศกาลในฐานะสามัญชนเฉกเช่นนี้
รุ่งเช้าวันถัดมา เสียงไก่ขันผสมกับเสียงผู้คนข้างนอกที่กำลังกระตือรือร้นกับงานเทศกาล ทำให้บรรยากาศทั้งเมืองอบอวลด้วยความคึกคักสดใส
“วันนี้เป็เทศกาลหยวนเซียวแล้วสินะ” เสี่ยวหลินพึมพำกับตัวเอง ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นลี่ถิงกำลังจัดเตรียมน้ำใส่ถังอาบ และหยิบเสื้อผ้าสะอาดออกมาเตรียมไว้ให้
ลี่ถิงยิ้มกว้างทันทีรู้ว่าอีกคนตื่นแล้ว
“เสี่ยวหลิน วันนี้มงคลเช่นนี้ เ้าใส่ชุดนี้เถิด”
เสี่ยวหลินพยักหน้ารับ ก่อนจะลุกไปชำระกายและเปลี่ยนเป็เสื้อผ้าสีอ่อนเรียบง่าย ทว่าพอได้สวมใส่แล้วกลับขับเน้นผิวขาวเนียนดุจหยกของนางให้เด่นชัด งดงามราวกับคุณหนูจากตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ต่างจากตลอดเดือนก่อนที่ต้องแต่งกายเป็บุรุษ สวมเพียงเสื้อผ้าสีเข้มเพื่ออำพรางตัว
เมื่อทั้งสองก้าวออกจากจวน ถนนสายหลักของเมืองหลวงก็คราคร่ำไปด้วยผู้คน บ้างเร่งแขวนโคมแดงบนเชือกที่พาดระหว่างบ้านเรือน ร้านรวงตั้งแผงขายโคมไม้ไผ่สลักเป็รูปสารพัดสัตว์และดอกไม้มงคล
หญิงวัยกลางคนที่ขายโคมไฟเห็นสองสาวเดินผ่านมา ก็รีบร้องเรียกด้วยน้ำเสียงสดใส
“คุณหนู ๆ มาดูโคมงาม ๆ นี่สิเ้าคะ โคมมงคลหากนำไปแขวนหน้าบ้าน จะนำโชคลาภและความโชคดีมาให้เชียวนะ”
ลี่ถิงตาวาววับทันที เอื้อมมือสะกิดแขนเสี่ยวหลินเบา ๆ “เสี่ยวหลิน เราซื้อสักอันดีหรือไม่เ้าคะ เอาไว้แขวนหน้าจวนของเรา”
เสี่ยวหลินก้มมองโคมรูปดอกเหมยสีแดงสด ลวดลายประณีตดุจกลีบดอกเบ่งบานในฤดูหนาว ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างอ่อนโยน ทั้งสองจึงก้มลงเลือกดูโคมไฟด้วยแววตาเปี่ยมความสุข
ในยามราตรี โคมไฟนับพันแขวนเรียงรายส่องสว่างไปทั่วดุจหมู่ดาวร่วงหล่นลงบนพื้นดิน เสียงฆ้องกลองประโคมกึกก้อง ขับกล่อมบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความรื่นเริงเกินพรรณนา
เสี่ยวหลินแหงนหน้าขึ้นชมโคมไฟที่ลอยสูงเหนือศีรษะ แววตากระจ่างใสดุจแสงดาวต้องสะท้อน นางมัวเพลิดเพลินจนเผลอก้าวถอยหลังไปโดยมิได้ระวัง พลันร่างบางชนเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง แรงกระแทบทำให้นางแทบหงายล้มลงไปทันที
“อ๊ะ!”
ยังมิทันสิ้นเสียง แขนกำยำกลับยื่นมาประคองร่างนางไว้อย่างมั่นคง ทุกอย่างหยุดนิ่งเพียงเสี้ยวพริบตาแห่งความใ ท่ามกลางเสียงผู้คนจอแจและแสงโคมไฟที่ไหวระริก
เสี่ยวหลินหัวใจเต้นแรง เบิกเนตรกว้างด้วยความตระหนก ครั้นได้สติจึงรีบตั้งกายให้มั่น ผละออกจากอ้อมแขนเขาอย่างสง่างาม เอ่ยเสียงแ่สุภาพว่า
“ข้าขออภัยเ้าค่ะ ไม่ทันมองให้ดี”
เสียงของเสี่ยวหลินเอื้อนเอ่ยอย่างนอบน้อม อาภรณ์บางพลิ้วไหวตามสายลมยามค่ำคืน
บุรุษผู้นั้นพยักศีรษะช้า ๆ สีหน้าเรียบนิ่ง เสียงเอ่ยคำสั้น ๆ ออกมาอย่างสุภาพ
“ไม่เป็ไร”
ขณะนั้นเอง สตรีผู้มีโฉมงดงามปรากฏกายเข้ามาใกล้ รอยยิ้มอ่อนหวานเบ่งบานบนใบหน้าดุจแสงจันทร์ลูบไล้ ดวงตาเปล่งประกายเป็ประกายสว่างไสว งดงามยิ่งนัก คงจะเป็คุณหนูจากตระกูลใหญ่เป็แน่
“มาแล้วหรือ…” เสียงเรียบของบุรุษหน้านิ่งพลันอ่อนโยน น้ำเสียงนุ่มลึกแปรเปลี่ยนเป็อบอุ่นราวกับเส้นเสียงนี้มอบให้เพียงแต่นางเท่านั้น
“เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ?” สตรีผู้งดงามเอ่ยขึ้น ดวงหน้างามเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาของนางมองไปยังเสี่ยวหลินด้วยความสงสัยและแปลกใจ
เสี่ยวหลินรับรู้ได้ทันทีถึงความสัมพันธ์ของสตรีและบุรุษรูปโฉมงดงามตรงหน้านั้น ทั้งคู่ช่างเหมาะสมยิ่ง ราวจันทราดาราเคียงคู่
เสี่ยวหลินรีบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด กลัวจะทำให้นางผู้นี้เข้าใจผิด
“ข้าต้องขออภัยเ้าค่ะ ข้ามัวแต่ชมโคมไฟ ไม่ทันมองให้ดี มิทันระวัง จึงเดินชนคุณชาย ท่านช่วยประคองไว้ ไม่เช่นนั้นข้าอาจพลั้งหกล้มไปเสียแล้ว”
บุรุษที่ยืนอยู่ด้านข้างฟังจบราวกลับไม่ได้ใส่ใจนัก เขาตอบเรียบ ๆ ด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ
“ข้ามิได้ถือสา”
แล้วจึงเบือนหน้ากลับไปทางสตรีที่รัก ดวงตาอบอุ่นยิ่งขึ้น พลางยื่นมือออกไปรอรับมือเล็กของนาง ก่อนค่อย ๆ จูงเดินเคียงข้างไป
เสี่ยวหลินทอดสายตามองภาพตรงหน้า พลางเผลอยิ้มออกมาเบา ๆ ลี่ถิงเองก็ทอดตามองอยู่ก่อนแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์
“คุณหนูกับคุณชายคู่นี้ ดูเข้ากันนักนะเ้าคะ”
“นั่นสิ…ยามเคียงคู่กันช่างงดงาม ข้าเองก็หวังว่าสักวันจะได้พบบุรุษที่ข้ารัก ผู้อ่อนโยนและมีใจให้เพียงต่อข้าเท่านั้นเช่นนี้บ้าง” เสี่ยวหลินเอ่ยพลางก้มลง อมยิ้มออกมาน้อย ๆ
ลี่ถิงยิ้มออกมาอีกครั้ง
“ท่านต้องได้พบแน่เ้าค่ะ…ว่าแต่เราจะไปลอยโคมกันบ้างดีหรือไม่เ้าคะ”
หลังจากปล่อยโคมเสร็จ ทั้งสองจึงถอยออกมาจากฝูงคนเล็กน้อย ลมเย็นยามค่ำคืนพัดพลิ้ว ช่วยพัดไออุ่นจากแสงโคมลอยที่ยังคงส่องลงบนถนนกว้าง
ลี่ถิงยิ้มเขิน ๆ กุมท้องเบา ๆ “เสี่ยวหลิน…ข้าขอตัวไปหาห้องน้ำแถวนี้สักเดี๋ยว คงดื่มน้ำชาไปมากนัก”
เสี่ยวหลินหัวเราะเบา ๆ พลางโบกมือเป็เชิงให้ไปเถิด “เ้าจงไปเถิด ข้าจะรออยู่ที่นี่เอง”
หลังจากที่ลี่ถิงเดินไป เสี่ยวหลินจึงก้าวเท้าไปหาที่นั่งใกล้ ๆ ระหว่างหันหลัง
ตู้ม!
เสียงพลุขนาดใหญ่ดังสนั่น ทำให้เธอสะดุ้ง ยกมือขึ้นปิดหู หลับตาลง ก้มหน้าลงเล็กน้อย
เมื่อจิตใจสงบขึ้นจึงคลายมือออกและลืมตาขึ้น เสี่ยวหลินกลับเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าคมคาย จมูกโด่งเป็สัน ผมสีดำขลับปลิวไสวตามสายลม เขากำลังยืนเงยหน้ามองพลุ แสงไฟจากพลุและโคมส่องสะท้อนบนใบหน้าดั่งหยกสลัก เขาสวมชุดผ้าไหมสีเข้มประณีต แขนเสื้อบางส่วนพริ้วตามลม ทำให้บุรุษตรงหน้าดูสูงสง่ากว่าคนปกติ ดวงตาที่นิ่งสงบ แต่กลับแฝงด้วยความอ่อนโยน เสี่ยวหลินสังเกตเห็นริมฝีปากที่สวยงามได้รูปนั้น ทำให้ราวกับภาพที่เห็นนี้ทั้งเย้ายวนและน่าหลงใหลในคราวเดียวกัน
เมื่อเหม่อมองไล้ทุกองคาพยพบนใบหน้า โลกรอบตัวเหมือนหยุดหมุน ทุกเสียงรอบข้างเลือนลางไป เหลือเพียงเขาและความรู้สึกที่เต้นแรงอยู่ในอกของเธอต่างจากความรู้สึกที่ใจเต้นแรงจากเสียงพลุหรือชนกับบุรุษก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกแรกของหัวใจที่พานพบ ทำให้ใบหน้าเธอร้อนผ่าว ลมหายใจพลันสะดุด นางรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดโดยบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เหนือคำอธิบาย
เพียงชั่วครู่เขาผละสายตาจากพลุ ก้มลงมองเบื้องหน้าเมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมอง ทั้งคู่ประสานสบตากัน นิ่ง
นั่นทำให้เสี่ยวหลินแทบลืมหายใจ ในใจพลันเกิดคำพูดและคำถามที่ผุดขึ้นมาทันที ริมฝีปากบางเผลอพึมพัมออกมา คำถามนั้นหลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ มันสะท้อนความรู้สึกลึก ๆ ของนางได้อย่างตรงไปตรงมา เสียงนั้นแท้จะเบาแต่คนตรงหน้ากลับได้ยิน
“รูปงามจับใจข้ายิ่งนัก…ท่าน…มีสตรีอยู่หรือไม่เ้าคะ?!”