สาวบ้านไร่กับมารร้ายจอมป่วน (锦绣农家女)

    ตอนที่ 56 ตกลงเรียบร้อย

            เมื่อได้ยินดังนั้นติงต้าจ้วงก็หันไปมองน้องสาวในทันที เขาส่งสายตาสงสัยไปยังติงเสี่ยวหรานเป็นอย่างที่นางว่าจริงๆ หรือ

             

            “พี่ใหญ่ ท่านพ่อของแม่หนูซีไม่อยู่แล้วนางเป็นเจ้าของบ้านเอง” ติงเสี่ยวหรานมองพี่ชายแล้วพยักหน้า

             

            “อ๋อ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง แม่นางข้าขอโทษนะ” เขาคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้และไม่รู้ด้วยว่าเขาทำให้นางไม่พอใจหรือไม่ งานมาหาถึงบ้านแต่เขากลับจะปฏิเสธสีหน้าของเขาไม่ค่อยดีนัก

             

            “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านเองก็ไม่ทราบสถานการณ์ของข้าก็คงจะคิดเช่นนั้นเป็นธรรมดา” เฉียวซีส่ายหัว ไม่คิดมากเรื่องเมื่อครู่

             

            “อืม... อืม...”ติงต้าจ้วงทำได้เพียงตอบรับอย่างอายๆ

             

            เมื่อเห็นพ่อตัวเองอยู่ในสถานการณ์น่าอายติงฟู่กุ้ยก็ยิ้มพลางพูดเข้าเรื่อง “แม่นางต้องการสร้างบ้านแบบไหนหรือ”นี่เป็นธรรมดาของการเจรจาธุรกิจ ถึงแม้จะเคยสร้างบ้านให้ชาวไร่มาแล้วแต่ก็บอกไม่ได้ว่าทุกบ้านจะเหมือนกัน ทั้งแต่ละคนก็มีความคิดที่ไม่เหมือนกันและต้องการบ้านคนละแบบกัน

             

            “ไม่รู้ว่าท่านจะรอได้ไหมเจ้าคะรอให้มาครบก่อนแล้วจึงจะพูดทีเดียว” เฉียวซีพูดอย่างนุ่มนวล

             

            “มีคนยังไม่มาอีกหรือ”ติงฟู่กุ้ยมองอาและแม่

             

            “ใช่ๆ ยังมีติงซิงอีกน้องสาวเจ้ากำลังไปตาม” แม่นางหยวนรีบตอบคำถามของลูกชาย

             

            “งั้นรอก่อนก็ได้”ติงฟู่กุ้ยนึกถึงฝีมือของติงซิงก็พอจะเดาได้จึงนั่งลง แล้วทุกคนก็นั่งรอไปพร้อมกัน

             

            พวกเขาไม่ได้รอนานนักน้องสาวของติงฟู่กุ้ยก็ตามติงซิงมา เมื่อแนะนำตัวและทักทายกันพอเป็นพิธีแล้วเฉียวซีก็เอาแปลนบ้านที่ตนวาดไว้ออกมาให้ติงฟู่กุ้ยและติงซิงดู

             

            “ท่านลุงติงทั้งสองพวกท่านดูแผ่นภาพในมือเข้าใจหรือไม่ ข้าอยากให้สร้างบ้านแบบนี้ส่วนเครื่องเรือนก็อยากให้เป็นแบบนั้นเจ้าค่ะ” เมื่อพูดจบ เฉียวซีก็มองทั้งสองคน

             

            เมื่อทั้งคู่รับแผ่นภาพมาแล้วก็ดูอย่างละเอียดผ่านไปพักใหญ่ติงซิงก็พูดออกมาก่อน เพราะเขาเป็นช่างไม้เปรียบเทียบกันแล้วถือว่าธรรมดากว่ามากเครื่องเรือนในแผ่นภาพถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก

             

            “เครื่องเรือนในแผ่นภาพนี้ไม่มีปัญหาข้าทำออกมาได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นข้าทำคนเดียวก็อาจจะช้าหน่อยไม่ทราบว่าแม่นางมีเวลาจำกัดหรือไม่” ติงซิงแจ้งถึงปัญหาของเขาความสามารถของเขาคนเดียวนั้นมีจำกัด ถ้าเป็นงานเร่งย่อมทำไม่ทันเป็นแน่

             

            “ข้าไม่มีเงื่อนไขเรื่องเวลาเจ้าค่ะเพียงแต่หวังให้เครื่องเรือนแล้วเสร็จทันเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่ ได้ไหมเจ้าคะ”เฉียวซีกล่าวในสิ่งที่ตนคิด

             

            “ข้ากลัวว่าจะไม่ทันน่ะสิแต่ข้ามีคนที่มาฝึกหัดงานกับข้าอยู่ ฝีมือของเขาไม่เลวทีเดียวหากข้ากับเขาทำงานนี้ด้วยกันก็คงทัน แต่บ้านเขานี่สิที่เป็นปัญหา” ติงซิงพูดอย่างรู้สึกผิด

             

            “ท่านลุงติงมีปัญหาอะไรก็บอกมาเถิดดูว่าข้าจะช่วยได้ไหม” เฉียวซีบอกออกไปตรงๆ

             

            ติงซิงเห็นว่าเฉียวซีเป็นเพียงเด็กสาวแต่ลงมือและพูดได้อย่างว่องไวและตรงไปตรงมา เขาจึงพูดออกไปตรงๆ อย่างไม่อาย“ที่บ้านของผู้ที่มาฝึกหัดงานกับข้าไม่มีใครอยู่เลย หลังจากแต่งงานได้เพียงสามปีก็กำลังจะมีลูกหนึ่งคนแต่ตอนที่คลอดลูกนั้น เฮ้อ...” เมื่อพูดถึงตรงนี้ ติงซิงก็ถอนหายใจแล้วพูดต่อ“แม่ของเด็กคนนั้นช่างอับโชคยิ่งนัก นางคลอดลูกอย่างยากลำบากและจากไปทั้งอย่างนั้นเหลือไว้เพียงลูกคนเดียว ทำให้คนคนนั้นไม่สามารถรับงานได้เพราะต้องดูแลลูกหลายปีมานี้เขาอยู่อย่างยากลำบาก หากไปตามเขามาทำงาน ลูกของเขาก็คง...”เขาพูดไม่ทันจบ

             

            เฉียวซีเป็นคนฉลาดมากเพียงไม่ทันไรก็เข้าใจในสิ่งที่ติงซิงจะสื่อ “ท่านหมายความว่าหากไปเรียกเขามาก็ต้องพาลูกเขามาด้วยสินะเจ้าคะ”

             

            “ใช่แล้ว” ติงซิงรีบพยักหน้าเขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นไปได้ยากและกะทันหันเพียงใดและรู้ว่าคงไม่มีใครอยากจ้างงานคนที่หากมาทำงานก็ต้องกระเตงลูกมาด้วยแต่เขาก็อยากจะช่วยคนคนนั้นจริงๆเพราะในแต่ละวันชีวิตของพ่อหนุ่มที่มาฝึกฝีมือกับเขาคนนี้ช่างลำบากยิ่งนัก

             

            แต่เฉียวซีกลับยิ้ม เพียงแค่เด็กคนเดียวอยากพามาก็ย่อมพามาได้ เพียงแค่ต้องทำงานตามแผนให้สำเร็จเท่านั้นเอง“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ หากเขาเต็มใจมา ก็ให้เขาพาลูกมาด้วยเถอะที่บ้านข้ามีคนอยู่เยอะ ให้มาช่วยเลี้ยงก็ย่อมได้”

             

            “ช่างดียิ่งนัก ดีจริงๆ ขอบคุณมากนะแม่นางเฉียวข้าจะไปบอกเขาเอง” ติงซิงยินดีเป็นอย่างมากเขาคิดไม่ถึงว่าแม่นางเฉียวท่านนี้จะตอบตกลง หลังจากขอบคุณนางแล้วเขาก็กลับไปแต่ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยมีสตินัก ทั้งหมดที่ตกลงไปเมื่อกี้เป็นสิ่งที่เขาตกลงกับเด็กสาววัยเก้าขวบ อีกทั้งคนรอบตัวได้รับรัศมีความดุดันของเฉียวซีจนพากันใจสั่นเป็นอย่างยิ่ง

             

            ติงซิงจากไปเพื่อแจ้งข่าวกับหนุ่มผู้นั้นเฉียวซีหันมามองติงฟู่กุ้ย “ท่านลุงติงมีส่วนไหนที่ไม่เข้าใจหรือไม่เจ้าคะ”นางรู้ดีว่างานไม้ค่อนข้างเรียบง่ายกว่ามาก ในแผ่นภาพก็อ่านเข้าใจง่ายกว่าแต่สำหรับติงฟู่กุ้ยนั้นไม่เหมือนกัน หากจะไม่เข้าใจก็ไม่แปลกเช่นห้องอาบน้ำและห้องส้วมที่นางพัฒนามาจากของเทียนเฉานางไม่อยากออกจากบ้านกลางดึกและวิ่งฝ่าความมืดเพื่อไปเข้าห้องน้ำอีกทั้งห้องน้ำยังมีกลิ่นเหม็น ในหน้าหนาวยังพอทนได้ แต่หน้าร้อนนี่สิ มีทั้งงูแมลง หนู มด ยุง และแมลงวัน ทั้งยังเจอมากที่สุดตรงโถส้วมเพียงแค่นึกถึงก็ขนลุกแล้ว ในเมื่อจะสร้างบ้านแล้วทั้งสองจุดนี้ก็ต้องได้รับการแก้ไขใหม่

            “มีๆๆ แม่นางดูตรงนี้ทีตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้...” หลังจากติงฟู่กุ้ยดูแผ่นภาพจบก็มือสั่นทันทีเขาเพิ่งเห็นบ้านแบบนี้เป็นครั้งแรก ถ้าหากจะสร้างก็คงมีหลายอย่างที่ยังไม่เข้าใจเขาชี้ไปตรงนั้นตรงนี้แล้วถามขึ้น

             

            เฉียวซีอธิบายให้เขาเข้าใจทีละจุดและติงฟู่กุ้ยก็เข้าใจในทันที ที่แท้ก็ง่ายดายเช่นนี้เองก่อนหน้านี้เขานึกว่าจะยุ่งยากกว่านี้เสียอีก อีกทั้งสองสามจุดตรงนี้ช่างง่ายดายยิ่งนัก วันหนึ่งเขาก็คงอยากจะสร้างห้องน้ำใหม่เช่นกัน

             

            “แม่นางเฉียวเจ้าวาดแผ่นภาพนี้ได้ดียิ่งนัก ไม่ทราบว่าเจ้าจะขายให้ข้าได้หรือไม่”คนที่สร้างบ้านย่อมหมกมุ่นกับเรื่องพวกนี้ หากมีแผ่นภาพเช่นนี้ต่อไปหากรับงานก็คงหาเงินได้ ต้องมีคนอยากมีคนอยู่บ้านแบบนี้แน่เช่นนั้นคงสะดวกมาก

             

            “ท่านลุงข้าคงขายแผ่นภาพนี้ให้ไม่ได้เจ้าค่ะ แต่หากท่านต้องการจริงๆทุกครั้งที่ท่านสร้างบ้านเช่นนี้ได้ จะต้องแบ่งรายได้ให้ข้าหนึ่งส่วนสิบเช่นนี้จะได้ไหมเจ้าคะ” นางรู้ถึงคุณค่าของแผ่นภาพนี้ดี ติงฟู่กุ้ยไม่แปลกใจเลยนางคงไม่โง่ขนาดปิดทางหาเงินของตัวเอง

             

            ติงฟู่กุ้ยพิจารณาถึงหนึ่งในสิบของเงินที่ต้องเสียแล้วเขาก็คิดว่าย่อมได้ อีกทั้งยังคิดว่าแม่นางเฉียวผู้นี้ไม่ได้ขออะไรมากมายนักจึงตอบตกลง “ได้สิ เอาตามที่แม่นางพูดเลย อีกเดี๋ยวเรามาทำสัญญากัน”การได้สร้างบ้านเช่นนี้จะทำเงินได้มากกว่าปัจจุบันมากนัก อีกทั้งยังมีแค่เขาที่มีความสามารถทำสิ่งนี้คนอื่นจะเลียนแบบก็ทำได้ยาก

             

            “ได้เจ้าค่ะ” เฉียวซีเองก็มีความสุขมาก

             

            “ท่านลุงท่านคิดว่าการสร้างบ้านหลังนี้ต้องใช้เงินกี่ตำลึงเจ้าคะ”แผ่นภาพที่นางวาดเป็นเพียงการวาดคร่าวๆ เท่านั้น ยังมีจุดที่ต้องต่อเติมเพิ่มอีกสิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องจัดการสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกตรงหน้าเสียก่อนรอให้เก็บผักและแตงโมหมดแล้วค่อยสร้างบ้านส่วนที่เหลือให้เสร็จ

             

            “ค่าอุปกรณ์สร้างบ้านเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ20 ตำลึง” ติงฟู่กุ้ยรับงานเช่นนี้มาเยอะจำเป็นต้องคำนวณค่าใช้จ่ายให้ได้ก่อนจึงจะได้ข้อสรุป

             

            “ได้เจ้าค่ะ ตรงนี้ใช้ 20 ตำลึงเรื่องซื้ออุปกรณ์ขอให้เป็นหน้าที่ของท่านลุงนะเจ้าคะส่วนค่าแรงของคนงานข้าให้วันละ 30 อีแปะต่อคน มีอาหารกลางวันให้เจ้าค่ะท่านลุงคิดว่าจะเริ่มงานได้เมื่อไรเจ้าคะ ข้าจะได้ให้คนเตรียมทำอาหาร”

             

            “อีกสามวัน สามวันหลังจากนี้ข้าจะพาคนไปสร้างบ้านให้เจ้านะ”การซื้ออุปกรณ์และรวบรวมคนงาน น่าจะใช้เวลาประมาณนั้น

             

            “ได้เจ้าค่ะงั้นอีกสามวันข้าจะรอพวกท่านที่หมู่บ้านเฉียว” ก่อนจากไป ติงฟู่กุ้ยและเฉียวซีได้ทำสัญญาเรื่องกำไรจากงานสร้างบ้านกันเสร็จเรียบร้อยทั้งสองฝ่ายประทับลายนิ้วมือในกระดาษแต่ละแผ่นจากนั้นเฉียวซีพาท่านย่าติงกลับหมู่บ้านเฉียว

             

            เมื่อกลับมาที่หมู่บ้านเฉียเฉียวซีก็แวะเยี่ยมบ้านสองสามหลัง ให้พวกเขามาช่วยทำกับข้าวที่บ้านในอีกสามวัน ทุกคนจะได้เงินคนละ15 อีแปะ

             

            เมื่อได้ยินว่าจะได้ค่าแรงพวกเขาก็รีบตอบตกลงทันที แต่ละวันพวกเขาอยู่อย่างยากลำบาก หาเงินได้วันละเล็กน้อยหากทำกับข้าวแล้วได้เงิน 15 อีแปะก็ยินดีทำ

             

            เฉียวซีหาคนมาได้ทั้งหมดสิบคนเมื่อถึงวันทำงาน นางจะยกให้เป็นหน้าที่สุ่ยเซียนมอบหมายงาน

             

            เมื่อกลับมาถึงบ้านก็มีอาหารอร่อยๆรอต้อนรับเฉียวซีและมีข่าวดีเรื่องการซื้อที่่ดินว่างเปล่าคาดว่าในวันพรุ่งนี้นางจะมีที่ดินสิบหมู่อยู่ในมือ

             

            พรุ่งนี้ท่านลุงทั้งสองจากบ้านปู่หลินก็จะมาไถเตรียมพื้นที่สามหมู่ให้นางรอให้เตรียมที่เสร็จ พืชผักที่นางอยากจะปลูกก็จะสามารถปลูกได้พื้นที่นี้จะกลายเป็นที่ผืนสีเขียวสวยงามแล้ว

             

            การไถปรับหน้าดินนั้นตกลงกันแล้วไม่รวมเรื่องอาหารโชคดีที่จะสร้างบ้านพอดี นางจึงตัดสินใจจะแบ่งข้าวให้ทุกคนได้กินด้วยกันเพื่อไม่ให้ถูกวิจารณ์ว่าฝนตกไม่ทั่วฟ้า

             

            เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็วติงฟู่กุ้ยพาพวกพี่น้องคนงานแบกอิฐกันมาที่บ้านแต่เช้าเฉียวซีจัดการพื้นที่จำนวนหนึ่งไว้ให้พวกเขาให้พวกเขาสร้างบ้านตามในแผ่นภาพไว้ก็เป็นอันเรียบร้อยนางยกเรื่องการจัดการคนงานสร้างบ้านให้เป็นหน้าที่หมู่ตานและเฉียงเวยส่วนตนก็พาฝูหรงและพรรคพวกอีกสองคนเข้าเมือง

             

            มีคนมาเยอะขนาดนี้ย่อมมีของใช้ไม่พอต้องซื้อเครื่องครัว และต้องซื้อเนื้อให้มากๆ คนทำงานต้องการไขมันจำนวนมากถ้าได้รับไขมันมากพอก็ยิ่งมีแรงทำงานเพราะฉะนั้นเนื้อที่นางซื้อมาจึงเป็นเนื้อติดมันทั้งหมดทำเอาเจ้าของร้านเนื้อยิ้มไม่หุบเพราะเฉียวซีคนเดียวเหมาเนื้อร้านเขาไปหมดเจ้าของร้านจึงให้กระดูกกับเฉียวซีฟรีๆ เป็นการตอบแทนเจ้าของร้านเองก็สนิทกับเฉียวซี เพราะเมื่อไรนางอยากซื้อเนื้อก็จะมาที่ร้านของเขาไปๆ มาๆ อยู่หลายครั้งจึงสนิทกัน เขาจึงรู้ว่าเฉียวซีชอบกระดูกหมู

             

            เมื่อซื้อของเสร็จนางก็ไปที่ร้านข้าวสารและซื้อเส้นบะหมี่มาจำนวนมากทำเอารถม้าบรรทุกของจนเต็มแล้วจึงกลับไปที่หมู่บ้านเฉียว

    คล้ายกับเรื่องสาวบ้านไร่กับมารร้ายจอมป่วน (锦绣农家女) ที่คุณอ่าน