27 1-2
ตอนที่ 33 ปืนบาซูการ์
พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีหยุดฝีเท้าไว้ไม่ทัน ร่างของมันจึงพุ่งทะยานเข้าปะทะกับกำแพงหินธาราน้ำตกสุดแรง
“ปังงง!”
ทว่าแรงกระแทกนั้นทำให้หน้าผาธาราน้ำตกเกิดสันไหวอย่างรุนแรง ลามไปถึงร่างของเหลิงหยุนเจียวด้วย จนนางรู้สึกเวียนศีรษะขึ้นฉับพลัน วิสัยทัศน์การมองเห็นกลายเป็พร่ามัว
นางหยิบฉวยโอกาสนี้ ทิ้งร่างดิ่งลงมาจากเบื้องบน ขึ้นคร่อมขี่อยู่บนแผ่นหลังของพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีโดยตรง
พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีเร่งเร้าสะบัดตัวหัวหางสุดแรง หวังให้นางหลุดกระเด็นไปเสียไกลๆ
เหลิงหยุนเจียวรีบกระชากเถาวัลย์ที่ผูกกับหน้าผาดึงเก็บลงมา ใช้มันพันธนาการมัดลำคอของพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีทันที
ส่วนตัวมันก็ยิ่งดิ้นรนขัดขืนหนักข้อมากขึ้น ภายใต้สภาวะน้ำหนักและแรงเหวี่ยงที่โรมรันเข้าใส่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ร่างของทั้งคนและสัตว์อสูรล้มลงไปเกลือกกลิ้งอยู่กับพื้นดิน
เหลิงหยุนเจียวจับจ้องไปที่ท้ายทอยของพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสี หัวสมองเริ่มครุ่นคำนวณถึงความเป็ไปได้อย่างรวดเร็ว
หนึ่งชั่วความคิดแล่นผ่าน โดยสัญชาติญาณนางรีบหยิบฉวยสนับมือเหล็กคู่หนึ่งออกมาจากในห้วงมิติของระบบห้องสมุดสีดำ
สวมกระชับเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ นางก็ประเคนกำปั้นหนักหน่วงกระหน่ำใส่บริเวณท้ายทอยของพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสี บริเวณนี้เป็จุดศูนย์รวมเส้นประสาททั้งปวง ไม่ว่าจะแข็งแกร่งปานใด หากโดนโจมตีย้ำใส่จุดนี้อยู่เรื่อยๆ ย่อมต้องทานทนไม่ไหวอย่างแน่นอน
เหลิงหยุนเจียวกระหน่ำกำปั้นสนับเหล็กซัดใส่พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีนับครั้งไม่ถ้วน จนตอนนี้เริ่มมีธารเืสีแดงสดไหลเยิ้มออกมา ค่อยๆอาบย้อมเส้นขนสีขาวนวลดุจเหมันต์ของมันจนเปลี่ยนเป็ฉูดฉาดน่าพิกล
สำหรับพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีแล้ว ตัวมันคาดไม่ถึงเลยสักนิดว่า เศษสวะที่ไร้ซึ่งพลังลมปราณจะพละกำลังที่มหาศาลปานนี้ไว้ คล้อยหลังกระหน่ำชกอยู่หลายสิบชุดใหญ่ ตัวมันเริ่มคงสติสัมปชัญญะไม่ไหว ทุกอย่างดูเลื่อนลอย เวียนศีรษะหนักอึ้ง
หากเปลี่ยนกลายเป็ถูกบุรุษสองคนก่อนหน้ารุมทุบตียังพอทำเนา ทว่ายามนี้ มันกลับถูกเศษสวะที่ไม่แม้แต่จะฝึกปรือลมปราณได้กระหน่ำซัดไม่หยุด พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีทั้งรู้สึกอับอายและเดือดดาลอย่างยิ่ง จนกระทั่งเนื้อตัวสั่นไหวเกินควบคุม
ผ่านไปครู่หนึ่ง เหลิงหยุนเจียวเริ่มทนต่อสภาวะในขณะนี้ไม่ไหวแล้ว นางกำลังคิดหาทางอยู่ว่า จะมีวิธีลงจากแผ่นหลังของพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีได้อย่างไร
เพิ่งครุ่นพินิจเท่านั้น จู่ๆพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีก็แผดเสียงคำรามร้อง มันรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีลุกยืนตระหง่านตั้งตรงอีกครั้ง และออกแรงสะบัดสุดแรงเกิดในฉับพลัน
เหลิงหยุนเจียวถูกเหวี่ยงร่างปลิวกระเด็นออกไปกว่าหลายสิบฉื่อทันที
นางรู้สึกปวดเศียรวิงเวียนเล็กน้อย ขณะที่เพิ่งลุกขึ้นจากพื้นเท่านั้น จู่ๆก็พลันััได้ถึงกระแสความเจ็ดปวดชนิดรุนแรงแล่นผ่านบริเวณทรวงอก เสมือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างพุ่งกระแทกเข้าใส่
กลิ่นคล้ายสนิมมีรสหวานตีขึ้นโชยไปทั่วจมูกของนางทันควัน เหลิงหยุนเจียวขดตัวกลมเป็ลูกหนังด้วยความเ็ปสุดแสน อ้าปากพ่นเืสีแดงฉานกระเซ็นสาดไปทั่วพื้นไม้ใบหญ้า
เสมือนว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นกับพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีตัวนี้
เหลิงหยุนเจียวไม่สามารถอธิบายออกมาเป็คำพูดได้เช่นกัน แต่นางััได้ชัดเจนว่า พละกำลังและความแข็งแกร่งของมันเหนือชั้นกว่าเมื่อครู่มาก
หากนางมีพลังลมปราณ คงสามารถมองผ่านอ่านระดับความแข็งแกร่งของมันออกได้แน่นอน แต่อย่างไร หากลองพินิจมองด้วยตาเปล่าดีๆ ก็จะสามารถสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน เสมือนกับมีกระแสพลังลมปราณข้นคลั่กกำลังปกคลุมอยู่บนร่างกายของพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีประหนึ่งเป็ชุดเกราะ และนี่น่าจะเป็สาเหตุว่า ไฉนมันจึงได้แข็งแกร่งขึ้นผิดหูผิดตาจากเมื่อสักครู่
“โฮกกก!!”
เสียงคำรามของพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีครั้งนี้ ทวีความกึกก้องไพศาลอย่างมืดฟ้ามัวดิน รัศมีแรงกดดันรอบตัวของมันดูน่าเกรงขามกว่าก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง
เวลานี้เหลิงหยุนเจียวก็ตระหนักได้ในที่สุดว่า การฝึกปรือลมปราณในทวีปแห่งนี้ ช่างมีความสำคัญมหาศาลปานใด!
และนี่คือผลลัพธ์ที่ตามมา!
เมื่อตระหนักถึงเื่ดังกล่าว เหลิงหยุนเจียวก็ััได้ว่า โลหิตที่ไหลเวียนภายในร่างกายของนางกำลังเดือดพล่าน
พ่นน้ำเืที่กลบปากลงพื้นคำโต นางพยุงร่างยืนหยัดขึ้นอีกครั้งพร้อมด้วยหนึ่งความคิดที่ผุดขึ้นในใจ
หัวไหล่ข้างหนึ่งของนางตกฮวบดูผิดสรีระ เหลิงหยุนเจียวใช้มืออีกข้างวางประทับบนหัวไหล่ดังกล่าว และออกแรงดันกลับเข้าไปโดยไม่แยแสกับความเ็ปใดๆ
‘กร๊อบ!’เมื่อกระดูกหัวไหล่ถูกดันกลับเข้าเบ้าดังเดิม ก็เป็จังหวะเดียวกับที่บาซูการ์บ้องใหญ่สีดำวางประทับบ่า พร้อมปลายกระบอกที่หันจ่อเข้าใส่พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสี
แต่กระนั้น พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีย่อมไม่รู้ว่า ตัวมันกำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งใด ด้วยสัญชาตญาณ มันจึงฉีกปากแสยะเขี้ยวคมดุจบ่อโลหิตเขมือบ เปล่งเสียงร้องคำรามเกรี้ยวกราด และพุ่งกระโจนใส่เหลิงหยุนเจียวอย่างบ้าคลั่ง
เหลิงหยุนเจียวใช้สองมือประคองจับบาซูการ์ทรงกระบอกไว้มั่น ศูนย์เล็งชี้เป้าใส่ที่หัวของมันเสร็จสรรพ พร้อมเหนี่ยวไกยิงออกไปทันที
“บูมมม!!”
เสียงบาซูการ์ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งผืนป่าพงไพร
แรงะเิที่ตามมาเป่าเอาต้นไม้พฤกษาโดยรอบพังเละจนราบเป็หน้ากลอง
ส่วนแรงแรงดีดของบาซูการ์ที่ยิงออกมา ก็ทำเอาเหลิงหยุนเจียวเกือบไหล่หลุดอีกรอบ
ท่ามกลางเศษซากหลังแรงะเิ เหลิงหยุนเจียวยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากทีหนึ่ง ร่างทั้งร่างเจียนจะทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความอ่อนล้าสุดขีด
“ร่างกายนี้ยังอ่อนแอเกินไปจริงๆ”
“แรงะเิเมื่อสักครู่ ทำเอารู้สึกวูบร้อนทั้งหน้าเลยทีเดียว”
สุ้มเสียงนี้แม้จะแ่เบาปาดใด แต่กลับดังสลักชัดเจนเต็มสองหูของนาง
เหลิงหยุนเจียวใจหายวูบลงไปอยู่ตาตุ่ม ดวงตาของนางเร่งหันขวับ จับจ้องไปทางต้นเสียงโดยมิทันรู้ตัว
ปรากฏว่าเป็โม่เฉินหยวนที่กำลังยืนสองมือไพร่หลัง นิ้วโป้งยกขึ้นถูไถกับนิ้วชี้สีดำเล่นอย่างเคยชิน แต่สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ปืนบาซูการ์กระบอกนั้นเขม็งขึงขัง เต็มเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“สิ่งนี้หาใช่ยุทธภัณฑ์ิญญา แต่ทว่าขุมพลังความร้ายกาจกลับไม่ด้อยไปกว่ากันเลย น่าสนใจ น่าสนใจ..”