เรียกได้ว่า ในตอนนี้ทั้งสามคน เจ็บปวดทั้งร่างกาย เจ็บสาหัสทางกาย และจิตวิญญาณ หมดสิ้นแล้วซึ่งตัวตนของตนเอง หมดสิ้นแล้วซึ่งความภาคภูมิใจในตัวตน อีกทั้งยังขายหน้าต่อประชาชนผู้คนมากมาย พวกมันมารุมประลองด้วยความอยุติธรรม หากแต่ก็ยังพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
"ส่วนเจ้าสองคน ข้าจะให้โอกาสเจ้า"
"ถ้ายังต้องการดาบ ก็เข้ามาท้าทายได้ แต่ในคราวนี้ ข้าจะไม่เบามือกับเจ้าแล้ว" ลู่ซือหันไปบอกจงหมานและจงซื่อพร้อมกัน
"ลู่ซือ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม" อ้ายเหม่ยเข้ามาหาลู่ซือที่ยืนอยู่คนเดียวกลางลานประลอง โดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น
"พวกเจ้าสองคนก็หยุดได้แล้ว มาจากบ้านเดียวกันแท้ ๆ เพื่อสนองความต้องการของตนเอง ก็ร่วมมือช่วงชิงได้โดยไร้จิตสำนึก ท่านย่ารู้จะต้องผิดหวังในตัวพวกเจ้าเป็นแน่" จงฮวาเดินมาที่ลู่ซือพลันหันกลับไปตำหนิลูกพี่ลูกน้องตนเองที่ทำเกินกว่าเหตุ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการปรามทั้งสองคนไม่ให้ทำมากกว่านี้ เพราะตอนนี้ นางเชื่อมั่นว่า ถ้าทั้งสองปะทะกับลู่ซือในคราวนี้ ถ้าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแล้ว
"ได้... ข้าจะหยุดไว้เพียงเท่านี้"
"เฉพาะวันนี้เท่านั้นนะ" จงซื่อเป็นคนกล่าวออกไป แต่ก็ยังไม่วายจะทิ้งท้าย เปิดโอกาสให้ตนเองกลับมาแก้แค้นภายหน้าอีก
จงฮวาไม่ได้กล่าวอะไรออกไป กลับไปหาลู่ซือ
"ฝีมือเจ้ารุดหน้าไปเยอะมาก ผิดกันก่อนหน้าที่พวกเราจะแยกสำนักกันที่นี่อีก"
"ก่อนหน้านี้ พลังของเจ้าก็พิสดาร มีพลังมากกว่าข้า แต่ในวันนี้ ข้าดูแล้ว ข้าเทียบเจ้าไม่ได้เลย"
จงฮวากล่าวด้วยความงุนงง
"ยังไง ข้าเป็นน้องสาวเจ้า เจ้าต้องปกป้องคุ้มครองข้าด้วยละ"
"ท่านย่าต้องดีใจมากเลย หากรู้ว่าเจ้าก้าวหน้าเช่นนี้" จงฮวากล่าวยิ้ม ๆ น้ำตาคลอภูมิใจในตัวพี่ชาย
"พลังเจ้าเพิ่มพูนมากกว่าในเจดีย์ชั้นเก้าอีกนะ ข้าสัมผัสถึงความแกร่งในเจดีย์ได้ แต่ในยามนี้ พลังนั้นนอกจากจะสูงขึ้นและกล้าแข็งแล้ว เหมือนกับว่า มันกำลังเติบโตตลอดเวลา" อ้ายเหม่ยกล่าวพลางลอบสำรวจร่างกายลู่ซือ
"เจ้าจะมาดูอะไรข้า" ลู่ซือมองหน้าอ้ายเหม่ยยิ้ม ๆ
"เจ้าเปลี่ยนไปจากเดิมมากจริง ๆ แต่หวังว่า ตัวตนของเจ้าจะยังไม่เปลี่ยนนะ" เสียงเรียบ ๆ ดังมาอีกด้าน ซึ่งหาใช่ใครอื่น หากแต่เป็นหนิงเซียน ที่ยืนอยู่ด้านข้าง รอหญิงสาวทั้งสองคนพูดจบ
"จิตใจข้าไม่มีเปลี่ยนแปลง ข้าเป็นเช่นนี้มานานแล้ว ...."
"นานเกินกว่าที่เจ้าจะประมาณเวลาได้" ลู่ซือกล่าว
"ข้าภูมิใจในตัวเจ้า แม้ว่า เจ้าจะเข้าสำนักได้ไม่นาน เรียกได้ว่า ยังไม่ได้รับการถ่ายทอดสิ่งใดจากสำนักมากนัก"
"แต่เจ้าก็ก้าวหน้าเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการได้แล้ว"
"ดีไม่ดี เจ้าอาจจะก้าวนำข้าไปแล้วกระมัง" เจ้าสำนักอสุนีหิมะพูดพลางหัวเราะพลางด้วยความยินดี
"คลื่นลูกใหม่มาเร็วกว่าที่ข้าคิดนะ" อาวุโสเจ้าสำนักกล่าวต่อ
ในขณะที่ผู้คนกำลังพูดคุยกัน บนฟากฟ้า ก็ปรากฏเรือเหาะขนาดใหญ่ลำหนึ่งลอยเข้ามาใกล้ยอดเขายอดที่ห้า และมีคนกระโดดลงมาสามคน การปรากฏตัวของทั้งสามเป็นที่แปลกใจของทุกคน เพราะไม่มีใครรู้จักมาก่อน อีกทั้งปราณรังสีของทั้งสามคน เป็นระดับวิถีจักรพรรดิ ความเข้มของวงแหวนรังสีกลับเย็นยะเยือก
"ตึง"
"ตึง ตึง"
เสียงเท้าทั้งสามคู่กระแทกลงบนพื้นเสียงดัง ฝุ่นคลุ้งกระจายขึ้นมาเล็กน้อยจากการกระแทก
"พวกข้าทั้งสามคน มาจากสำนักวั่งซู"
"พวกเรามาจากดินแดนยูเจียวลู่ที่ห่างไกลออกไป"
"พวกเราได้ยินมาว่า ที่นี่ ปรากฏศัสตราวุธระดับจักรพรรดิ จึงอยากจะมาขอแลกเปลี่ยนศัสตราวุธนั้น"
"พวกเรายินดีให้คนผู้ครอบครอง เข้าเป็นศิษย์ของสำนักเรา และจะได้รับทรัพยากรในการเพิ่มวิถีระดับได้ตามต้องการ"
"ไม่ทราบว่า ผู้ใดครอบครองศัสตราวุธชิ้นนั้นอยู่"
ผู้กล่าวคือ อี้เอิน รองเจ้าสำนักแห่งสำนักวั่งซู
"ศิษย์ของข้าเป็นผู้ครอบครอง หากแต่ข้าคิดว่า ศิษย์ข้าไม่คิดแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด" เจ้าสำนักอสุนีหิมะกล่าว
"ท่านจงคิดให้ดีก่อน ทางข้า มอบโอกาสที่ดีเยี่ยมให้แล้ว ใช่ว่าข้าจะเอารัดเอาเปรียบพวกท่าน" ลี่ถังอาวุโสสำนักวั่งซูกล่าวเสริม
"แปลว่าพวกเจ้าจะบังคับหรืออย่างไร" เจ้าสำนักอสุนีหิมะกล่าวถามแย้งกลับไป
"หามิได้ ข้ามอบโอกาสให้เจ้า เจ้าก็มอบโอกาสให้ข้ากลับไป เป็นการแลกเปลี่ยนเท่านั้น เพียงแต่ผู้มีอำนาจย่อมมีสิทธิ์กำหนดกฏเกณฑ์ อย่าได้เสียเวลา"
"ให้ศิษย์เจ้ามากับพวกเรา อย่าได้รีรออีก" อี้เอิน รองเจ้าสำนักแห่งสำนักวั่งซูกล่าวย้ำ
"ข้าไม่ปรารถนาจะแลกเปลี่ยน"
"ข้าไม่ปรารถนาจะไปกับพวกเจ้า"
"พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว" ลู่ซือกล่าวออกมา
อี้เอิน รองเจ้าสำนักแห่งสำนักวั่งซู ไม่คิดว่า เด็กอายุไม่มากจะกล่าวออกมา ในทันทีที่เห็นก็เข้าใจทันทีว่า เด็กคนนี้คือผู้ครอบครองศัสตราวุธ เพียงแต่แปลกใจที่ช่างกล้าจะขับไล่ตนออกไปโดยไม่สนใจสิ่งใด
"เจ้าเด็กน้อย ... เจ้าจะได้รับโอกาสที่ดี อย่าได้รอรีให้เสียเวลา"
"พวกเราจักรีบเดินทางกลับไปดินแดนของเรา" อี้เอิน รองเจ้าสำนักแห่งสำนักวั่งซู กล่าวออกมาด้วยอารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัว
"ข้ากล่าวไปแล้ว ข้าจะไม่กล่าวอะไรอีกในเรื่องนี้" ลู่ซือกล่าวจบก็หันกลับจะเดินออกไป
"หยุดเดี๋ยวนี้ ถ้าเจ้ากล้า ข้าจะให้เจ้าไม่มีชีวิตอีกต่อไป" ลี่ถัง อาวุโสสำนักวั่งซูตะโกน
ลู่ซือได้ยินแต่ไม่ได้สนใจ เพียงแต่เดินออกไปทางเดินลงลานเขายอดที่ห้า เพื่อกลับไปพักผ่อน
"โครม" ปราณกระบี่สีฟ้าพุ่งลงมาด้านหน้าขวางทางลู่ซืออย่างแรง
"ช่างเป็นปราณกระบี่ที่รุนแรงและเย็นยะเยือกมาก"
"ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต"
ผู้คนตกใจกับพลังที่ปราณกระบี่ที่มาพร้อมกับนำ้แข็ง ที่สำคัญ มันเย็นยะเยือกมาถึงบริเวณโดยรอบ
ลู่ซือไม่ได้สนใจ เพียงแต่เดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่หยุด จงฮวา หนิงเซียน และอ้ายเหม่ย ต่างวิ่งตามลู่ซือมาอยู่ห่าง ๆ
"เปรี๊ยง ๆ ๆ ๆ" คราวนี้ ปราณกระบี่น้ำแข็ง มาพร้อมกัน และรุกใส่ลู่ซือโดยตรง
ลู่ซือรับรู้ได้ว่า ในคราวนี้ ปราณน้ำแข็งต้องการทำลายเป้าหมายแน่ชัด จึงหันกลับมา จากนั้นใช้ปลายนิ้ว วาดอักขระหยวนบรรพกาลบางตัว จากนั้นใช้สะบัดมือออกไป กลุ่มอักขระบรรพกาลพุ่งเข้าไปสู่อาวุโสสำนักวั่งซู
กลุ่มอักขระเข้าไปเกาะกุมกระบี่ และแทรกเข้าไปในร่างอาวุโสอย่างรวดเร็ว กระบี่ที่กำลังถืออยู่กลับมอดไหม้ และอักขระที่แทรกเข้าไปในร่างแตกตัวออกไปสิบแปดจุดทั่วร่าง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฝีมือเจ้าไม่เลว สามารถทำลายอาวุธข้าได้"
"แต่ก็เพียงเท่านั้น จะทำอะไรข้าได้" อาวุโสสำนักวั่งซูหัวเราะเย้ยหยัน
"ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก" ลู่ซือกล่าวออกมา จากนั้นจึงดีดนิ้ว "เปาะ" เสียงดังเปาะของการดีดนิ้วดังขึ้น พร้อมกับเสียงเปาะอีกสิบแปดครั้งดั
กระจายออกไปทั่วร่างของอาวุโสสำนักวั่งซู
"เปรี๊ยะ ! "เสียงระเบิดดังออกมาจากส่วนหัว
"เปรี๊ยะ ! "เสียงระเบิดดังออกมาจากส่วนแขนซ้าย
"เปรี๊ยะ ! "เสียงระเบิดดังออกมาจากส่วนแขนขวา
"เปรี๊ยะ ! "เสียงระเบิดดังออกมาจากส่วนขาซ้าย
"เปรี๊ยะ ! "เสียงระเบิดดังออกมาจากส่วนขาขวา
"เปรี๊ยะ ! "เสียงระเบิดดังออกมาจากส่วนหน้าอก
"เปรี๊ยะ ! "เสียงระเบิดดังออกมาจากส่วนลำตัว
เสียงดังกล่าวดังระเบิดจากภายในร่างไล่เรียงกัน กระดูกภายในถูกกระแทกดันออกมานอกร่างกาย เหมือนกับที่ก่อนหน้านี้ ที่สี่ห้าคนที่คิดจะฆ่าชิงศัสตราวุธโดนมาก่อนนั่นเอง โชคยังดีที่ส่วนหัว ยังไม่ถึงกับทำให้หัวขาด แต่ดูอย่างไรก็รุ่งริ่งเกินบรรยาย
ลู่ซื่อยืนมองสภาพของอาวุโสสำนักวั่งซู พลันส่ายหัวแล้วกล่าว "ไม่มีดีอย่ามาอวดดี น่าสมเพชสิ้นดี"
ในเวลาเดียวกัน ลู่ซือพลันรู้สึกแปลกกับพลังในร่างของตน เหมือนจะไม่เสถียรเหมือนช่วงก่อน "เกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่"