หลู่เส่าโหย่วตั้งใจฟังพร้อมกับสูดลมหายใจหลังจากที่ได้ฟังสิ่งที่ลุงหนานกล่าว ทักษะิญญาหยินหยางนี้จะต้องเป็สิ่งที่วิเศษอย่างแน่นอนจากนั้นหลู่เส่าโหย่วจึงกัดนิ้วชี้จนเืออก แล้วหยดเืหนึ่งหยดใส่แผ่นหยกสีขาวที่อยู่ในมือ
“ซือ...” ทันใดนั้น แผ่นหยกขาวก็เกิดแสงสว่างพุ่งเข้าไปยังระหว่างคิ้วของหลู่เส่าโหย่วและกลายเป็ข้อความขนาดใหญ่กักเก็บไว้ภายในจิตใจของเขา
“รีบจำเคล็ดวิชาให้ได้แล้วหลังจากนั้นก็ทำตามเคล็ดวิชานั่นเสียดูดซับพลังความร้อนและความเย็นในร่างของเ้าก่อน ไม่เช่นนั้น เ้าจะได้เจอปัญญาใหญ่แน่”ลุงหนานยืนกล่าวอยู่ตรงด้านข้างของหลู่เส่าโหย่ว
“หนึ่งหยินหนึ่งหยางนั้นคือเต๋าหยินส่วนหยางส่วนนั้นคือการทำลาย หยางบริสุทธิ์ดุจัฟ้า หยินบริสุทธิ์ดุจพยัคฆ์ขาวหยินขาดให้เติมกำลังภายใน หยางขาดให้เติมลมปราณ กำลังภายในกักเก็บไว้ภายในลมปราณเกิดจากภายนอก เสริมหยินต้องใช้หยาง เสริมหยางต้องใช้หยิน หยินหยางรวมกันที่จุดชีพจรจากจุดชีพจรรวมกันที่ตันเถียน คืนสู่รากเหง้า เลียนแบบฟ้าดิน โอบล้อมฟ้าดินให้หัวใจเป็ดั่งดวงตะวันและจันทรา เหมือนเครื่องเป่าลมที่ระบายอากาศด้วยแรงดันจากสูงลงสู่ต่ำ เชื่อมต่อกับรากของฟ้าดิน รากฐานหยั่งลึกไม่สั่นคลอนพระเ้าสรรค์สร้างฝนและน้ำค้างเพื่อให้พื้นดินได้กำเนิดชีวิต”
“รอเวลาหยางกำเนิดขึ้นมานั้นจะมีปราณเที่ยงธรรมใช้ร่างกายหายใจ และรวมมันที่ตันเถียน เติมเต็มอวัยวะภายในทั้งห้าและกระจายสู่กระดูกนับร้อย ลมปราณตีผ่านประตูทั้งสาม และใช้เคล็ดลมปราณ ผู้เติมเต็มหยินหยางนั้นไม่แย่งชิง ไม่ยึดติด ต้องตรัสรู้ จิตใจ ร่างกาย วัตถุเมื่อจิตใจสั่นไหวตอนเข้าฌาน จะปรากฏปราณเที่ยงธรรมขึ้นมาในบางคราความสงบที่แท้จริงคือเต๋า ถือเป็ต้นกำเนิด เหมือน์ที่เป็กลาง ดั่งดวงจันทร์ที่อยู่กลางท้องฟ้าเมื่อเงาเมฆพัดผ่าน จะเหลือเพียงความว่างเปล่าที่สว่างไสว”
เคล็ดวิชาที่ลึกซึ้งมากมายได้ปรากฏในจิตใจของหลู่เส่าโหย่วภายใต้คำชี้แนะของลุงหนานและการอนุมานของตัวเองทำให้เขาสามารถใช้เคล็ดวิชาได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อทำตามการถ่ายทอดของเคล็ดวิชาทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนพลังงานความเย็นและความร้อนภายในร่างมีชีวิตและค่อยๆไหลเวียนขึ้นมา
พลังทั้งสองในร่างเขาเหมือนจะควบคุมการไหลเวียนไม่ค่อยได้มันพลุ่งพล่านไปทั่ว เขาได้ทำตามคำชี้แนะของลุงหนานและใช้ทักษะิญญาหยางพร้อมกับชักนำพลังทั้งสองไปสู่ชีพจรทั่วร่างพลังความร้อนนั้นไหลไปตามชีพจรและค่อยๆ เข้าสู่ทะเลลมปราณภายในตันเถียนส่วนพลังความเย็นนั้นหลอมละลายเปลี่ยนเป็ความอบอุ่นไหลเข้าสู่จิตใจของเขา่เวลานั้นเขารู้สึกว่าจิตใจปลอดโปร่งต่างจากปกติ
ภายใต้การชักนำอันเชื่องช้าพลังงานทั้งสองในร่างกายได้เริ่มถูกดูดซับเข้าไป แบ่งกันไหลลงไปสู่ทะเลลมปราณในตันเถียนและไหลเข้าสู่ภายในจิตใจ
เมื่อพลังงานทั้งสองไหลผ่านไปตามเส้นชีพจรภายในเส้นชีพจรนั้นก็เกิดการยืดหด ทำให้หลู่เส่าโหย่วรู้สึกว่าชีพจรทั่วร่างขยายใหญ่ขึ้นมาไม่น้อยถึงแม้ว่ามันจะเจ็บ แต่ทว่าร่างกายกลับรู้สึกสบายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“พอได้แล้ว วันนี้พอแค่นี้เถอะ” ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแต่เมื่อหลู่เส่าโหย่วได้ยินเสียงเรียกจากลุงหนาน เขาก็หยุดใช้เคล็ดวิชาทันที
“ฮู่ว...”
หลังจากหลู่เส่าโหย่วหยุดใช้เคล็ดวิชาเขาก็พ่นอากาศที่ขุ่นมัวออกมาจากทะเลลมปราณในตันเถียน ราวกับพ่นอากาศอันใหญ่โตไม่ปานทำให้ห้องลับทั้งห้องมีกลิ่นเหม็นขึ้นมา จนหลู่เส่าโหย่วรู้สึกตื่นใไม่น้อย
หลู่เส่าโหย่วรู้สึกว่าพลังทั้งสองในร่างของเขานั้นพึ่งถูกเขาดูดซับไปไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนด้วยซ้ำไปแต่ภายในทะเลลมปราณในตันเถียนนั้นกลับเหมือนมีกระแสความร้อนไหลไปมากระแสความร้อนนี้ทำให้ตัวเขารู้สึกถึงคำว่าบริสุทธิ์
ภายในจิตใจของหลู่เส่าโหย่วก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้นมามันช่างลึกลับ ราวกับว่าความรู้สึกและจิตัันั้นจะชัดเจนมากขึ้น
“ถือว่าไม่เลวทีเดียว ตอนนี้ฟ้าจะสว่างแล้วเ้ารีบกลับไปเถอะ จำไว้ว่าเื่คราวนี้อย่าได้บอกกล่าวกับผู้ใดพรุ่งนี้ค่อยมาที่นี่อีก จนกว่าข้าจะสั่งให้หยุด” ลุงหนานกล่าวกับหลู่เส่าโหย่ว
“ได้ครับ ลุงหนาน”หลู่เส่าโหย่วตอบกลับ แล้วออกไปจากห้องลับ ตอนนี้ใกล้จะสว่างแล้ว หลู่เส่าโหย่วอาศัยความมืดมิดแอบกลับไปที่ห้องของตัวเองเขาไม่ได้นอนมาทั้งคืน แต่กลับรู้สึกมีชีวิตชีวา เมื่อนึกถึงตอนที่ตัวเองกำลังฝึกฝนทักษะิญญาหยางนั้นดูท่าแล้ว ตัวเขาน่าจะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ในเร็ววัน
ขณะเดียวกัน ลุงหนานก็ได้กลับคืนสู่ร่างของชายชราที่เชื่องช้าเช่นเดิมเขาจ้องมองหลู่เส่าโหย่วและกล่าวพึมพำ “ร่างกายหยินหยางอย่างนั้นหรือ พร์นั่นช่างยอดจริงๆแข็งแกร่งกว่าเ้าศิษย์ร้ายนั่นเสียอีก ข้าอดไม่ได้ที่จะสอนเ้าเด็กคนนี้ หวังเพียงว่าเ้านั่นจะไม่กลายเป็ศิษย์ร้ายคนที่สอง เ้าเด็กนี่มีชีวิตที่รันทดแต่ดวงดีเสียจริง ทั้งยังมีสัตว์ิญญาจักรพรรดิอีก เช่นนั้นข้าก็จะช่วยให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน”หลังพึมพำเสร็จ ลุงหนานก็หายตัวไปในความมืดมิด
หลายวันต่อมาหลังจากนั้น ยามเช้าหลู่เส่าโหย่วก็ยังคงทำงานตามปกติที่ต้องทำ เหมือนกับคนรับใช้ทั่วไป แต่พอถึงยามกลางคืนเขาก็ไปที่ห้องลับนั้นเพื่อฝึกใช้ทักษะิญญาหยินหยางและดูดซับพลังงานทั้งสองที่เหลืออยู่ในร่าง
หลายวันที่ผ่านมานี้หลู่เส่าโหย่วที่ได้ฟังสิ่งต่างๆ ทำให้ตัวเขานั้นรู้เกี่ยวกับผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกิญญามากขึ้นผู้ฝึกยุทธ์กับิญญานั้นแต่ละระดับจะมีเก้าขั้น
ก่อนหน้านี้เขารู้เพียงว่าผู้ฝึกยุทธ์นั้นแบ่งระดับเป็สาวก นักรบ ปรมาจารย์ ยอดยุทธ์ ขุนพล แม่ทัพ าา เ้ายุทธ์ และจักรพรรดิ แต่ก่อนจะถึงระดับสาวกนั้นจะต้องมีระดับลมปราณเสียก่อน โดยจะต้องถึงระดับลมปราณขั้นเก้าที่เป็ชั้นสูงสุดเท่านั้นถึงจะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับสาวกได้ เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับสาวกแล้วถึงจะนับเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริง
ผู้ฝึกิญญาก็เช่นกัน ก่อนจะถึงระดับสาวกยังต้องมีระดับลมปราณเก้าขั้นก่อน มีเพียงผู้ที่บรรลุระดับลมปราณทั้งเก้าเท่านั้นถึงจะสามารถกลายเป็ผู้ฝึกิญญาระดับสาวกได้ และนับเป็ผู้ฝึกิญญาที่แท้จริง
เพราะต้องคอยดูดซับพลังงานในร่างทุกวันยามเช้าที่หลู่เส่าโหย่วทำงานนั้นจึงมีเรี่ยวแรงมากมายราวกับใช้ไม่มีวันหมดทำให้หลู่เสี่ยวไป๋ประหลาดใจไม่น้อย เขาได้แต่เดาว่าหลู่เส่าโหย่วนั้นได้กินยาอะไรลงไปหรือไม่
มีเพียงหลู่เส่าโหย่วที่รู้ดีที่สุดว่าตัวเขาได้รับอะไรมาบ้างจากสี่วันแห่งการฝึกฝนนี้ ตามที่ลุงหนานได้บอกเอาไว้ เขานั้นได้เข้าสู่ระดับลมปราณขั้นที่แปดแล้วคืนนี้ ก็คงสามารถก้าวไปถึงระดับสาวกได้ เมื่อถึงระดับสาวก ตัวเขาก็จะได้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงแล้ว
คืนวันที่ห้า พอฟ้าเริ่มมืดหลู่เส่าโหย่วก็เตรียมตัวมาที่ห้องลับอย่างรวดเร็ว หลังจากวันนี้ เขาก็จะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสาวกซึ่งถือว่าเขาจะได้บรรลุเป้าหมายแรกของตัวเองแล้ว
“เ้าช่างมาเร็วเสียจริง” แม้ว่าหลู่เส่าโหย่วจะรีบมาแล้วแต่ลุงหนานนั้นกลับมาเร็วยิ่งกว่า เมื่อมองไปที่หลู่เส่าโหย่ว ความตกตะลึงของลุงหนานนั้นมีเพียงแค่ตัวเขาเองที่รับรู้เด็กหนุ่มตรงหน้าเขาคนนี้ได้ร่างกายหยินหยางรวมไปถึงพร์อันน่าหวาดหวั่น
“ลุงหนาน ข้าเริ่มได้หรือยัง”หลู่เส่าโหย่วเอ่ยถามขึ้น ตัวเขานั้นแทบรอไม่ไหว อยากรีบที่จะทะลวงไปถึงระดับสาวก เพราะหลังจากนั้นเขาก็จะถือว่าเป็ผู้ฝึกยุทธ์แล้ว
“เห็นเ้ารีบร้อน เช่นนั้นก็เริ่มเลยเถอะ”ลุงหนานกล่าวพร้อมกับยิ้มบางๆ มีเพียงตอนที่อยู่ในห้องลับเท่านั้น ที่จะทำให้ลุงหนานเก็บรูปลักษณ์ที่ดูเชื่องช้าเหมือนชายชราใกล้ตายลงไป
หลู่เส่าโหย่วนั่งขัดสมาธิบนเตียงหินสองมือประสานกัน หลังจากนั้นก็เอามือลงมา เขาสูดลมหายใจพร้อมกับค่อยๆ หลับตาลงเริ่มดูดซับพลังงานความเย็นและความร้อนทั้งสองที่อยู่ภายในร่างเพียงชั่วครู่หลู่เส่าโหย่วก็ได้ปิดตาลงอย่างสนิทพร้อมลมหายใจอันสงบนิ่ง
รูขุมขนตามิัทั่วร่างของหลู่เส่าโหย่วได้ค่อยๆปล่อยหมอกจางๆ ออกมา หากสังเกตอย่างละเอียดจะพบว่าหมอกร้อนและเย็นที่ปล่อยออกมานั้นดูลึกลับยากจะเข้าใจยิ่ง
เมื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดลุงหนานก็เผยร้อยยิ้มแห่งความพึงพอใจ พอเวลาผ่านไป หมอกรอบตัวของหลู่เส่าโหย่วก็ค่อยๆหนาขึ้นอย่างช้าๆ
“ลมปราณยุทธ์ระดับเก้า ลมปราณิญญาระดับเก้าคำกล่าวของร่างหยินหยางนั้นไม่เกินจริงเลย” ลุงหนานกล่าวอย่างตกตะลึง
แล้วเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปอีกคราประมาณสี่ชั่วยามต่อมา* หมอกรอบๆ ตัวหลู่เส่าโหย่วก็เริ่มหนาแน่นจนห่อหุ้มร่างกายของเขาเอาไว้จากนั้นหมอกขาวก็ได้เกาะติดไปตามตัวเขา จนเปล่งแสงที่เหมือนกับหยกสีขาวออกมา (หนึ่งชั่วยาม =สองชั่วโมง)
ภายในร่างของหลู่เส่าโหย่ว ในเวลานั้นเขารู้สึกว่าทะเลลมปราณเล็กๆ ภายในตันเถียนราวกับกำลังถูกเป่าลมใส่ลูกโป่งจนขยายใหญ่ขึ้นมาก็ไม่ปานและในเวลาเดียวกันนั้น ภายในจิตใจของเขาก็มีกระแสความร้อนเคลื่อนไหวไปมาไม่หยุด
“จะทะลวงระดับแล้ว ทำต่อไป”เมื่อรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะได้ฟังลุงหนานอธิบายเกี่ยวกับการฝึกตนมาหลายวันทำให้หลู่เส่าโหย่วเข้าใจในทันทีว่าสถานการณ์ในตอนนี้ คือ่เวลาที่ตัวเขากำลังทะลวงระดับนั่นเอง