ผู้อาวุโสหลายคนได้เห็นถึงความสามารถของเหล่าลูกศิษย์ที่ได้แสดงออกมาเกินกว่าที่คาดคิดไว้ก็บังเกิดความยินดีปลื้มปริ่มใจ
แต่ที่พวกมันไม่ปลื้มเท่าไหร่คือการที่ศิษย์พวกนั้นทำเวทีชำรุดไปเสียมากมายจำจะต้องสร้างขึ้นมาใหม่โดยเร็วเพื่อใช้ในการประลองพรุ่งนี้
..........
ปัง ตุบ ตุบตับ ตูม !
“เสี่ยวจิ่นข้าขอโทษข้าผิดไปแล้ว....ข้าไม่ได้ตั้งใจ..เจ้าก็รู้ว่าข้าสู้พวกเขาไม่ได้....จะ...เจ้าปล่อยข้าไปเถอะ...”จูเหยียนร่ำร้องอ้อนวอนหลังจากที่กลับมาหอพักเมื่อซ่งจิ่นติ้งฟื้นสภาพขึ้นมามันก็ถูกอัด จนสภาพปางตาย ซ่งจิ่นติ้งถึงกับไม่สนกฎใดๆ จ้องจะกระทืบมันให้จมดินอย่างเดียว แม้ว่าจะพยายามหาสิ่งของมาชดเชยก็ไม่เป็นผล
ใบหน้าที่จูเหยียนแสนภาคภูมิใจบัดนี้บวมปล่งไปเสียหมดรูปโฉมดูไม่ได้ไม่รู้ว่าซ่งจิ่นติ้งไปหอบหิ้วพลังจากไหนมาทั้ง ๆ ที่ตนเองบาดเจ็บอยู่ชัด ๆ
“เสี่ยวจิ่นพอเถอะ เสี่ยวเหยียนสำนึกแล้ว”เสียงจากภายนอกห้องดังเข้ามาพร้อมกับการเปิดประตู ชายผู้นั้นเดินตรงมาที่ทั้งสองคนเพื่อเข้ามาห้ามโดยเฉพาะ คน ๆ นั้นไม่ใช่ใครหากแต่เป็นหนิงเฟยหลงอันที่จริงชายหนุ่มนั้นมานานแล้ว มันรู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ซ่งจิ่นติ้งตื่นมีแรงจูเหยียนคงจะมีสภาพไม่น่าชม
แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อมาถึงมันก็ไม่ได้ห้ามทันทีให้ซ่งจิ่นติ้งระบายอารมณ์เสียก่อน จริง ๆมันก็แอบสะใจอยู่บ้างที่เห็นจูเหยียนถูกซ้อมแต่จะมากไปก็ไม่ได้เกิดนอนติดเตียงไปหลายเดือคงแย่ตระกูลจูคงไม่เอาซ่งจิ่นติ้งไว้แน่ จึงเข้ามาระงับเหตุไว้ก่อนจะบานปลายมากกว่านี้
“ได้ ข้าจะปล่อยเจ้าสักครั้ง แต่หากมีครั้งหน้าอีก !”
“ไม่มี ไม่มี...ต่อไปไม่มีแล้ว...” จูเหยียนรีบร้องบอกมันถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นหนิงเฟยหลงเข้ามาห้ามแต่เมื่อสังเกตใบหน้าหนิงเฟยหลงดี ๆ ก็จะเห็นรอยยิ้มอันชั่วร้ายของชายหนุ่ม
“เสี่ยวหลงนี่ท่าน !!” จูเหยียนตระหนักได้ว่าหนิงเฟยหลงต้องมานานแล้วเป็นแน่มันถึงกับพูดไม่ออก อยากจะแค้นก็แค้นไม่ลง อยากจะขอบคุณก็พูดไม่ออก มันจุกไปหมดเช่นนั้นสถานการณ์แบบนี้ควรทำเช่นไรดี ?
สลบ...
..........
ลานประลองหน้าหอโชติช่วง
วันนี้เป็นวันประลองรอบสุดท้าย ศิษย์ทั้งสำนักยังมารวมตัวอยู่ที่ลานประลองพวกมันต้องการจะมาดูผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นตัวแทนของสำนักไปในงานนทีทีปสวรรค์
ที่แตกต่างจากเมื่อวานคือ วันนี้ไม่ได้มีที่นั่งเพียงหกที่ดังเช่นเมื่อวานแต่กลับมีที่นั่งรองลงมาอีกสามที่อยู่ล่างจ้าวหอทั้งสาม มีชายหนุ่มสองคนหญิงสาวหนึ่งคน ทั้งสามแต่งกายด้วยอาภรณ์สีม่วง อันบ่งบอกถึงฐานะศิษย์หลักในวันนี้พวกมันต้องเข้าร่วมการประลองด้วย
ฐานะของมันทั้งสามในสำนักนี้มีเพียงจ้าวหอทั้งสาม รองเจ้าสำนักและเจ้าสำนักเท่านั้นที่สูงส่งกว่าบรรดาผู้อาวุโสและอาจารย์ในสำนักล้วนด้อยกว่า
หนิงเฟยหลงชำเลืองเห็นทั้งสามก็ไม่ได้แปลกใจนักทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นศิษย์หลักผู้สร้างชื่อให้สำนักและยังเป็นศิษย์สายตรงของจ้าวหอทั้งสาม
ชายหนุ่มผู้ที่ร่างกายใหญ่โตสูงกว่าเซี่ยเฟิงหนิวครึ่งหัวนั่นคือศิษย์ของจ้าวหอสงครามนาม ‘จูต้าหย่ง’เป็นพี่ชายคนโตของจูเหยียนส่วนชายหนุ่มที่อยู่ที่นั่งถัดมาเป็นศิษย์ของจ้าวหอขุนนาง นาม ‘ถูเหวินเจี้ยน’ และหญิง นาม ‘หลี่ฮุ่ยหลัน’ ผู้เป็นทั้งศิษย์และหลานสาวของจ้าวหอโอสถ
ข้อมูลทั้งหมดนี้หนิงเฟยหลงได้รับมาตั้งแต่ก่อนจะเข้าสำนักยุทธ์หลวงแล้วมันตรวจสอบทุกสิ่งอย่างดีก่อนจะเข้ามา เพื่อความปลอดภัยของตนจะประมาทไม่ได้
...
“การประลองรอบนี้จะเป็นการประลองเดี่ยวผู้เข้ารอบเมื่อวานทั้งสิบคนสามารถถอนตัวได้ มีใครจะถอนตัวหรือไม่ ?” จ้าวหอสงครามประกาศแล้วแต่ไม่เห็นมีผู้ใดจะถอนตัวจึงกล่าวต่อ “เช่นนั้นต่อแต่นี้ห้ามถอนตัวแล้วมีผู้เข้าร่วมการประลองในรอบนี้ทั้งสิ้นสิบสามคนจะใช้วิธีสุ่มเลือกใช้วิธีการแพ้คัดออกไม่มีให้แก้ตัวหากข้าขานชื่อใครให้ผู้นั้นเตรียมตัวทันที”
จ้าวหอสงครามกวักมือคราหนึ่งป้ายชื่อศิษย์ทั้งสิบสามก็ลอยวนขึ้นมาหมุนวนอยู่เช่นนั้น จ้าวหอสงครามหยิบออกมาสองแผ่นแล้วก็ขานชื่อทันที“เสี่ยวหงประลองกับเหอเจี๋ย” มันหยุดครู่หนึ่งแล้วหยิบต่อและกล่าวออกมาเรื่อย ๆ
“จิ๋นหลี่ประลองไช่เหยียน”
“หนิงอันอันประลองเหรินซูฮวา”
“เหอไฉเฉินประลองจูต้าหย่ง”
“หลี่ฮุ่ยหลันประลองซือจี๋”
“หนิงเฟยหลงประลองเสี่ยวหลาน”
“ถูเหวินเจี้ยนประลองรอบถัดไป”
...
คู่แรกเป็นของเหอเจี๋ยและเสี่ยวหง ทั้งสองคนแตกต่างด้านปราณธาตุคนหนึ่งไฟคนหนึ่งน้ำ การประลองรอบนี้ล้วนน่าจับตาดู อย่างไรเสียคนที่ผ่านเข้ารอบมาได้ย่อมไม่ธรรมดา
เวทีประลองในวันนี้ใหญ่กว่าเดิมสายตาผู้คนที่เฝ้ามองเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเว้นแต่ศิษย์หลักทั้งสามผู้หยิ่งผยองที่ทอดสายตามองด้วยความเบื่อหน่าย
“การประลองแรก เริ่มได้ !”
เสี่ยวหงเริ่มลงมือก่อนปราณเพลิงปะทุขึ้นฉับพลัน จากนั้นมันก็กลายเป็นสายเพลิงพุ่งเข้าใส่เหอเจี๋ยเหอเจี๋ยแม้จะมีพลังยุทธ์ที่ต่ำกว่าแต่ใคร ๆก็รู้ดีว่าปราณวารีนั้นสามารถสยบปราณอัคคีได้ นั่นจึงลดช่องว่างระหว่างทั้งสองลง
สายเพลิงผ่านเมฆา !
ธาราสกัดกั้น !
ปัง !
ปราณวารีและอัคคีปะทะกัน เสี่ยวหงไม่อาจทะลวงธาราสกัดกั้นเข้าไปได้ถึงคราที่เหอเจี๋ยจะลงมือบ้าง มันไม่คิดปล่อยโอกาสนี้ไป
หมัดวารีเชี่ยวกราก !
ตูม !
ยังดีที่เสี่ยวหงรีดเค้นปราณอัคคีออกมาต้านได้ทันแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกโจมตีอยู่ดี หมัดเชี่ยวกรากของเหอเจี๋ยไม่ได้โดนเข้าจุดสำคัญแต่ก็ทำให้เสี่ยวหงถอยออกไปหลายก้าว กระอักโลหิตออกมา
ปราณอัคคีของเสี่ยวหงอ่อนแรงลง ไม่คิดเลยว่า หมัดวารีเชี่ยวกรากของเหอเจี๋ยจะรุนแรงถึงเพียงนี้หาไม่แล้วมันคงจะไม่รีบเข้าปะทะตั้งแต่แรก
“ว้าว ดูท่าเหอเจี๋ยผู้นั้นคงไม่ธรรมดา หมัดวารีเชี่ยวกรากอะไรนั่นสุดยอดไปเลย !”ศิษย์ฝ่ายนอกหลายคนต่างพากันชื่นชม
แม้ว่าพลังปราณอัคคีจะลดลง แต่ใช่ว่ามันจะปะทุขึ้นมาอีกไม่ได้เสี่ยวหงรีดเค้นพลังปราณในกาย ตูม !
เพลิงลุกโชน หมัดอัคคีสยบสาคร !
นี่เป็นหมัดที่ปรมาจารย์ ‘เลี่ยงหลิง’ผู้ก่อตั้งสำนักเลี่ยงหลิงเป็นผู้คิดค้นเชียวเพื่อใช้ในการสยบปราณธาตุวารีโดยเฉพาะ
หมัดวารีเชี่ยวกราก !
ตูม !!!!
เหอเจี๋ยไถลตามพื้นเวทีเป็นทางยาวชัดแล้วว่ามันต่อกรกับหมัดอัคคีสยบสาครไม่ได้ วิชาหมัดนี้ช่างพิสดารนัก แม้แต่วารีที่ดับเพลิงอัคคีได้ยังไม่อาจต่อกร
“!!!!!!” เป็นไปได้ไง ! เหอไฉเฉินตกใจมาก ไม่คิดว่าเหอเจี๋ยจะโดนหมัดนั่นเกือบตกเวทีนี่พึ่งผ่านไปสองกระบวนท่าเอง เหอเจี๋ยจะพ่ายแพ้อย่างนี้ไม่ได้ “เหอเจี๋ยสู้เข้าไว้ อย่ายอมแพ้ !”
เหอเจี๋ยยิ้มออกมา “สำหรับหมัดนี้มันหนักเอาการอยู่นะ เล่นซะข้าอ่วมเลยฮ่าฮ่า”
เสี่ยวหงค่อนข้างงงกับการกระทำเช่นนั้น “นี่เจ้ายังสติดีอยู่หรือไม่ ?”
“สงสัยว่าเจ้านั่นจะโดนอัดจนสมองเสื่อมแล้วกระมัง” ศิษย์สำนักพากันซุบซิบ
“ใครสมองเสื่อมกันฟระ !!” เหอเจี๋ยแผดเสียง มันไม่ชอบใจกับการมีคนว่าร้ายเท่าไหร่นักแววตาของมันลุกโชนไปด้วยเพลิงแห่งความเร้าร้อน !คลื่นพลังปราณวารีที่คุ้มคลั่งก็เกิดขึ้น มันไม่สงบนิ่งเหมือนเดิมราวกับจะทำให้ทุกสิ่งอย่างจมลงสู่ใต้สมุทร !
คลื่นสมุทรกระทบฝั่ง !
ครืน...
ปราณวารีของมันก่อตัวเป็นสายน้ำขนาดใหญ่ออกจากฝ่ามือมันใช้พลังทั้งหมดก่อสายวารีนี้ขึ้น ตั้งใจจะเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้คราเดียวเพราะถึงต่อสู้ต่อไปอย่างไรก็ไม่มีโอกาสชนะ เช่นนั้นก็ทำให้จบเสียตอนนี้เลย
คลื่นสมุทรลูกใหญ่โถมเข้าใส่เสี่ยวหงอย่างบ้าคลั่ง !
“ไม่ได้การเสี่ยวหงรีบใช้สิ่งนั้นเร็วเข้า !” เสี่ยวหลานรีบตะโกนด้วยความตกใจ
“นั่นมันดาบเพลิงสังหาร !!!!!!” รองเจ้าสำนักและจ้าวหอทั้งสามลุกขึ้นยืน
อาวุธระดับปฐพี !
“เหตุใดเจ้าสำนักเลี่ยงหลิงถึงมอบอาวุธระดับปฐพีให้พวกเขาไม่กลัวจะถูกแย่งชิงรึ ?” จ้าวหอขุนนางเอ่ยด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับแผนการอันชั่วร้ายผุดขึ้นในใจ
จ้าวหอสงครามเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน แต่ก็เกิดความกังวลขึ้นมา ‘แย่แล้วเจ้าเด็กใช้ปราณวารีแย่แน่ไม่คิดเลยว่าศิษย์ของเลี่ยงหลิงจะใช้อาวุธระดับปฐพี !’
ถึงรองเจ้าสำนักและจ้าวหอลงไปช่วยขณะนี้อย่างไรก็ไปไม่ทันการโจมตีของทั้งสองรวดเร็วเกินไปเหนือล้ำกว่ากำเนิดพลังขั้นกลางไปแล้ว พลังทำลายล้างย่อมไม่อาจคาดเดาอีกทั้งทั้งสองยังปะทะใกล้กันเกินไป การจะแยกทั้งคู่ออกไปยามนี้นั้นยากมาก !
แต่ทันใดนั้นกระแสที่รุนแรงก็พัดผ่านหน้าศิษย์ทั้งหายก่อนจะมุ่งไปยังเวทีประลอง
“เร็วมาก นั่นใคร !” รองเจ้าสำนักและจ้าวหอเกิดความประหลาดใจในสำนักของพวกมันมีคนเร็วเช่นนี้ด้วยหรือ ? หรือว่าจะเป็น.....ท่านเจ้าสำนัก !
ตูม !!!!!!
ห้วงอากาศระเบิด ! เวทีนี้ไม่ต้องพูดถึงเลย เละเทะไปหมด จนไม่เหลือสภาพของเวทีได้อีกเกิดเป็นหลุมลึกและกว้าง นี่ใช่การประลองของระดับกำเนิดพลังจริงหรือ ? ทว่าร่างของชายหนุ่มทั้งสองนั้นได้หายไป
พวกมันอยู่ไหน ? ตายแล้ว ? ไหนเจ้าสำนัก ?
เมื่อผงฝุ่นที่ปลิวว่อนจางลงก็เห็นชายสามคนปรากฏอยู่หน้าทางเข้าหอโชติช่วง
นั่นคือใคร ? คนที่ช่วยพวกเขาเป็นใครกัน ผู้อาวุโส เหล่ารองเจ้าสำนักและจ้าวหอพากันเพ่งสายตาดู แต่เมื่อดูก็ไม่ถนัดทางที่ดีลงไปดูข้างล่างเสียดีกว่าว่าแล้วก็ทะยานร่างลงไป
หืม ? ทุกคนถึงกับอึ้งเมื่อเจอกับภาพที่เห็น“นี่....นี่มันอะไรกัน.....เป็นศิษย์...ศิษย์ฝ่ายใน ?” พวกมันมึนงงไปหมดศิษย์คนใดกันที่มีความเร็วมากกว่ารองเจ้าสำนักและจ้าวหอสำนักยุทธ์หลวงมีศิษย์ที่มีวิชาตัวเบาสูงส่งตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
เมื่อมองไปที่เหอเจี๋ยและเสี่ยวหงแล้วก็เห็นว่าทั้งสองสบายดีเพียงแต่ดูอ่อนแรง หน้าซีดก็เท่านั้น อันเนื่องมาจากการรีดใช้ลมปราณมากเกินไป
ส่วนศิษย์ที่ช่วยทั้งสองนั้นไม่ได้หันกลับมา เพียงแค่วางทั้งคู่ลงแล้วก็กลายเป็นเงาพร่าเลือนหายไปต่อหน้าต่อหน้า
“!!!!!!!”รองเจ้าสำนักและจ้าวหอทั้งสามความคิดว่างเปล่า ต่างพูดอะไรไม่ออกแม้แต่จะตามศิษย์ผู้นั้นไปยังไม่มีปัญญา หรือว่าจะเป็น......จอมยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพ!!!!!!
จอมยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพปลอมตัวมา !!!!
แค่คิดเท่านี้ก็ทำให้พวกมันกลัวจนก้าวเท้าออกไม่ได้แล้วเห็นทีว่าในสำนักนี้จะมีเพียงเจ้าสำนักนั้นที่ต่อกรกับชายผู้นี้ได้แต่ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหน หรือว่าคนที่ปลอมมาเป็นศิษย์คือเจ้าสำนักเช่นนั้นพวกมันก็โชคดีไป แต่หากไม่ใช่พวกมันไม่อยากจะคิดต่อเลย
แต่ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือสำนักยุทธ์หลวงเชียวนะเป็นที่ราชสำนักทุ่มเทมากที่สุดอยู่ในความคุ้มครองของราชวงศ์และทหารนับแสนทั้งยังมียอดฝีมือเขตแดนพิภพด้วยหรือว่าขอบเขตแดนพิภพคนใดจะกล้าเข้ามาเรื่องด้วยตัวคนเดียวเช่นนั้นก็เท่ากับว่าหาที่ตายแล้วทว่าถึงอย่างนั้นหากมันลงมือที่นี่ก็ไม่ต้องคิดเลยว่าจะมีใครเหลือรอดออกไปได้
ยอดฝีมือของสำนักทั้งห้าพากันจินตนาการครุ่นคิดไม่หมดไม่สิ้นมันนิ่งค้างเช่นนี้อยู่พักหนึ่งจนเหล่าศิษย์เริ่มวิพากษ์วิจารณ์จึงได้สติกลับคืนมาทะยานร่างของตนกลับสู่ตำแหน่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด กลายเป็นว่าพวกมันลืมเรื่องดาบเพลิงสังหารไปเลยแต่ถึงอย่างไรการประลองยังคงต้องดำเนินต่อชายผู้นั้นยังไม่ลงมืองานก็ต้องดำเนินต่อ คิดในทางที่ดีไปก่อน
...
ศิษย์ฝ่ายในหลังจากช่วยทั้งสองเสร็จก็กลับมาอยู่ตำแหน่งเดิมที่ข้าง ๆมันมีหญิงสาวสะคราญโฉมอยู่
“พี่ ท่านไปช่วยพวกเขามา ?”
“อืม” ชายผู้นั้นพยักหน้า แต่สีหน้าก็ยังเรียบเฉยอันที่จริงมันแค่ไม่อยากให้เหอเจี๋ยตาย แต่จำเป็นต้องช่วยไว้ทั้งสองคนและศิษย์ฝ่ายในที่หาญกล้าเข้าไปช่วยก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่หนิงเฟยหลงที่ใช่ร่างลมหวนทะยานเข้าไปและใช้ก้ามชมจันทร์ติดต่อกันออกมา ทั้งสามจึงไม่ประสบภัย
ใครจะคิดว่าคนที่ยอดฝีมือทั้งห้าของสำนักหวาดกลัวจะเป็นจอมยุทธ์น้อยอย่างมันไปได้
“ผลการตัดสินในรอบนี้ ตกรอบทั้งคู่” จ้าวหอสงครามประกาศ
“คู่ต่อไปขึ้นเวทีประลอง !”