รถเก๋งคันงามที่อธิปเช่ามาแล่นตรงเข้าจอดบริเวณบ้านหลังหนึ่งที่สิปางไม่คุ้นเคยนักเมื่อยามบ่ายแก่ๆ หญิงสาวชะโงกหน้ามองบ้านหลังนั้นผ่านทางกระจกหน้ารถแล้วขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะหันไปเอ่ยถามชายหนุ่ม
“นี่คุณอธิปพาฉันมาที่ไหนเหรอคะ?”
หญิงสาวยังติดเรียกอธิปว่า‘คุณ’ และแทนตัวเองว่า ‘ฉัน’ หลังจากเกิดอุบัติเหตุ จะว่ากันตามจริงแล้วเธอจำอธิปได้แค่คลับคล้ายคลับคลา จนแทบที่จะเรียกได้ว่าจำได้น้อยมากถึงมากที่สุด ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้สิปางยังไม่ได้ให้ความไว้วางใจเขาไปเสียทุกอย่าง แต่อธิปก็เป็คนคนเดียวที่คอยมาดูแลเธอ มาเล่าเื่ราวในอดีตให้ฟัง เื่ครอบครัวของเธอเอง...บางครั้งมันก็เหมือนมีภาพแล่นเข้าสู่สมองในสิ่งที่ชายหนุ่มเล่า แต่บางครั้งมันก็ว่างเปล่าคล้ายกับหัวสมองของเธอไม่มีอะไรอยู่เลยในนั้น คำยืนยันของหมอและเอกสารทำให้สิปางมั่นใจได้ว่าอธิปไม่ใช่คนร้าย และเธอกับเขาเป็คู่หมั้นกันจริงๆ บ่อยครั้งที่อธิปพาเพื่อนๆ หลายคนที่มาเยี่ยมเธอตอนเธอนอนอยู่ที่โรงพยาบาล แต่เธอกลับจำพวกเขาไม่ได้เลยสักคน
จะมีอะไรเลวร้ายกว่าวันที่เราตื่นขึ้นมาแล้วไม่รู้จักแม้แต่กระทั่งตัวเอง!
“บ้านหลังนี้เป็บ้านของปางเองไง บ้านที่พ่อกับแม่ของปางได้รับมรดกตกทอดมาน่ะ เมื่อตอนสมัยที่ปางยังเด็กๆ ปางโตที่นี่ เรียนหนังสือที่นี่จนถึงมัธยมก่อนจะย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพฯ เวลาปิดเทอมปางจะมาพักผ่อนที่หัวหินก็จะมาที่นี่ บ้านหลังนี้คงเป็บ้านหลังเดียวที่ยังมีความทรงจำของปางอยู่บ้าง เพราะบ้านปางที่กรุงเทพฯ ปางก็ขายไปแล้วหลังที่พ่อกับแม่เสีย...อย่างที่ธิปเคยเล่าให้ปางฟังไง” อธิปอธิบายพลางเอี้ยวตัวไปปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยให้แฟนสาว สิงปางยังขมวดคิ้ว คำถามมากมายผุดขึ้นมาในสมองจนแทบจะเรียบเรียงลำดับไม่ทัน แต่สุดท้ายเธอก็เลือกถามคำถามต่อไปโดยอัตโนมัติ
“แล้วทำไมฉันต้องขายบ้านหลังนั้นล่ะคะ”
“ก็ปางต้องย้ายไปอยู่คอนโดฯกับธิปไง บ้านหลังนั้นเลยไม่มีคนดูแล ปางเลยต้องขายไปเสีย ดีนะที่เรายังไม่ได้ขายบ้านหลังนี้” อธิปบอกพลางกวาดตามองดูบ้านทรงไทยปั้นหยาหลังงามสีฟ้า ปูหลังคาด้วยกระเบื้องว่าว1 สีแดงเืหมูสวยงาม ชายคามีไม้ฉลุลายขนมปังขิงประดับอยู่อย่างวิจิตรบรรจง รอบตัวบ้านนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกลีลาวดีที่ชูช่อออกดอกแข่งกันบานสะพรั่งเต็มต้นต้อนรับฤดูร้อนที่มาเร็วกว่าทุกปี เมื่อมองไกลออกไปจะพบกับชายหาดเนื้อละเอียดสีขาวทอดยาวตรงไปสู่ท้องทะเลสีเขียวมรกตที่งดงามราวกับภาพวาดของจิตกรชั้นหนึ่ง
“ลงมาสิปาง...เข้าไปดูในบ้านกัน เราไม่ได้มาที่นี่เกือบสองปี ป่านนี้ฝุ่นคงเขรอะหมดแล้ว ไว้เดี๋ยวธิปจะทำความสะอาดให้” ชายหนุ่มเอ่ยชวนแฟนสาวแล้วเปิดประตูรถเดินออกไปรับลมทะเลยามบ่ายแก่ๆ สิปางลงจากรถแล้วเดินตรงไปยังรั้วบ้านที่ทำมาจากไม้ขนาดสูงเท่าเอว มีป้ายไม้เก่าๆ เขียนด้วยตัวหนังสือสีขาวไว้ว่า‘เรือนลั่นทม’
อธิปล้วงกุญแจจากกระเป๋ากางเกงออกมาไขประตูรั้วออก ก่อนจะเดินเข้าไปข้างในตัวบ้านพลางกวักมือเรียกแฟนสาวให้ตามเข้าไป สิปางเดินเข้าไปตามอธิปพลางถามตัวเองในใจ...นี่น่ะหรือบ้านที่เธอเกิด ทำไมเธอจำไม่ได้เลยสักนิด แต่ถึงกระนั้นก็ตาม หญิงสาวกลับรู้สึกอบอุ่นราวกับมีอ้อมกอดที่คุ้นเคยกำลังโอบกอดเธอเพื่อต้อนรับกลับบ้านที่เธอหายไปนานและไม่คิดว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกตลอดชีวิตนี้
อธิปวิ่งออกไปที่ทะเล แล้วะโโลดเต้นราวกับเด็กที่เพิ่งเคยเห็นทะเลเป็ครั้งแรกในชีวิต ชายหนุ่มกวักมือเรียกให้สิปางออกไปวิ่งเล่นด้วยกันแต่หญิงสาวปฏิเสธ เธอเลือกที่จะทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้โยกไม้บริเวณใต้ถุนบ้านชมวิวทะเลแทน สิปางเอนตัวมองภาพทะเลสีมรกตตรงหน้าอย่างสุขใจ ลมโชยเอื่อยพัดเอากลิ่นทะเลและกลิ่นดอกลีลาวดีมาทักทายจนสิปางเริ่มเคลิ้ม...และกำลังจะจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
กลับมาซบตักฉันเหมือนอย่างเคย กลับมาเถิดคนด... กลับมาตรงนี้ ฉันยังรอเพียงเธอ
เสียงร้องเพลงของใครคนหนึ่งดังกระซิบเบาๆที่หูของสิปางจนหญิงสาวสะดุ้งเฮือก รีบหันไปมองดูรอบตัว หากมันกลับว่างเปล่า...ไม่มีใคร ไม่มีเสียงวิทยุจากที่ไหนอยู่ในบริเวณนี้ เมื่อมองออกไปหน้าบ้านเห็นเพียงประตูรั้วกำลังค่อยๆ แง้มปิด ราวกับมีคนเพิ่งเดินออกไปเมื่อสักครู่
สิปางลุกขึ้นจากเก้าอี้ม้าโยก เดินลงจากตัวบ้านไปยังชายหาด พยายามกวาดตามองหาอธิป แต่กลับไม่พบร่างของชายหนุ่มในบริเวณที่สายตามองเห็น เธอจึงเอ่ยปากะโเรียก
“คุณอธิป...คุณอธิปอยู่ไหนคะ?”
มีเพียงเสียงลมและเสียงคลื่นเท่านั้นที่ตอบกลับมา...
ลมวูบหนึ่งพัดมาอย่างแรงจนสิงปางต้องเอียงหน้าหลบเศษทราย ดอกลีลาวดีสีขาวดอกหนึ่งปลิวมาหล่นตรงหน้าของสิปาง หญิงสาวลืมตาขึ้นมองก่อนจะก้มลงหยิบดอกลีลาวดีสีขาวนั้นขึ้นมาเชยชมความสวยงาม แม้จะยังจำอะไรไม่ได้...แต่เธอรู้สึกชอบดอกลีลาวดีขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล มันสวย หอมและดูลึกลับ ราวกับเป็สตรีที่มีเสน่ห์
ทันใดนั้น...ดอกลีลาวดีสีขาวในมือก็แปรเปลี่ยนเป็สีแดงสดของเื หญิงสาวกรีดร้องพลางโยนมันทิ้งไปจากมือ
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...”
อธิปที่กำลังเดินไปดูอีกด้านหนึ่งของชายหาด เมื่อได้ยินเสียงร้องของสิปางก็รีบวิ่งกลับไปที่เรือนลั่นทมโดยทันที ภาพที่เขาเห็นคือสิปางยืนปิดหน้าพลางกรีดร้องเสียงหลง ชายหนุ่มตรงเข้าไปโอบกอดเธอไว้พลางปลอบประโลมในทันที
“ใจเย็นๆ ปาง...ธิปมาแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว”
“ดอกลีลาวดี...ดอกลีลาวดีมันเปื้อนเืค่ะ” สิปางระล่ำระลักบอก อธิปหันมองรอบตัวเห็นดอกลีลาวดีสีขาวหล่นอยู่ตรงหน้าของสิปาง หากไม่มีเืแม้แต่เพียงหยดเดียวในบริเวณนั้น
“ไม่มีหรอกปาง...ไม่มีเืเลย ผมว่าปางคงยังไม่หายดีทำให้มองอะไรผิดเพี้ยนไป ไม่เชื่อลองมองดูสิ ไม่ต้องกลัว ธิปอยู่ตรงนี้แล้ว...ไม่มีอะไรต้องกลัว” น้ำเสียงนิ่มนวลของอธิปทำให้สิปางเบาใจลงมาก หญิงสาวตัดสินใจค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองตามที่อธิปบอก ดอกลีลาวดีสีขาวตกอยู่ตรงนั้น ไม่มีเืเลย...ไม่มีแม้แต่นิดเดียว
อาจเป็อย่างที่อธิปบอก...เธออาจตาฝาด
“ธิปว่าปางนั่งพักให้สบายใจก่อน ธิปจะขึ้นไปทำความสะอาดบนบ้าน แล้วเดี๋ยวเย็นๆ เราค่อยออกไปตลาด หาซื้ออะไรมาทำกินกัน บาร์บีคิวดีไหม ? ปางชอบทานบาร์บีคิวนี่” อธิปรีบเปลี่ยนเื่คุย ซึ่งมันก็ได้ผล หญิงสาวลืมเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ไปได้ แต่พอรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในอ้อมกอดของอธิป สิปางก็รีบถอยห่างจากตัวของชายหนุ่มทันที เพราะไม่เคยชินที่จะอยู่ในอ้อมกอดของคนแปลกหน้า...อย่างน้อยก็ในเวลานี้
“ก็ได้ค่ะ”
“งั้นเดี๋ยวปางขึ้นไปเปิดบ้านไว้ก่อนเลยนะ ธิปจะไปเอากระเป๋าลงจากรถแล้วจะรีบทำความสะอาดให้” อธิปยื่นพวงกุญแจบ้านให้สิปาง หญิงสาวรับมาแล้วยิ้มให้ชายหนุ่มอย่างเป็มิตร ก่อนจะเดินขึ้นไปยังตัวบ้านอย่างเงียบๆ
อธิปมองตามแล้วถอนหายใจยาวๆ...
อีกนานไหมกว่าที่สิปางจะจำเขาได้...เขาแทบจะร้องไห้เวลาหญิงสาวทำตัวห่างเหิน
เราเป็คู่หมั้นกันนะปาง...คุณจำผมไม่ได้เหรอ?
เรือนลั่นทมนั้นถูกสร้างแบบยกใต้ถุงสูงเพื่อทำเป็ที่นั่งเล่นรับลมทะเล อีกด้านหนึ่งกั้นเป็ห้องปูน คาดว่าน่าจะเป็ส่วนของครัวที่ต่อเติมขึ้นมาใหม่ บันไดขึ้นบ้านนั้นตั้งอยู่ทางด้านนอกตัวบ้านตรงดิ่งขึ้นไปทางชานบ้านที่กว้างใหญ่ มีที่นั่งอยู่ริมระเบียงเป็ทางยาว สิปางเดินขึ้นบ้านอย่างช้าๆ พยายามทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างให้ละเอียดอีกครั้ง แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเธอเคยอยู่ที่นี่มาก่อน
ประตูบานเฟิ้ยม2 บานใหญ่ถูกปิดสนิทด้วยแม่กุญแจดอกโต สิปางเดินตรงไปที่ประตูบานนั้นแล้วใช้ลูกกุญแจไขแม่กุญแจอย่างคล่องแคล่ว จนแม่กุญแจเปิดออกหญิงสาวจึงได้รู้ตัวว่าเธอเริ่มมีสัญชาตญาณบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวแล้ว เธอจำได้ว่ากุญแจกดอกไหนไขประตูออก นับเป็สัญญาณที่ดีของการเริ่มรื้อฟื้นความทรงจำที่หายไป
ทันทีที่ประตูบานเฟี้ยมถูกพับออก ลมวูบหนึ่งก็โชยพัดเข้าหาร่างของสิปางราวกับจะต้อนรับการกลับมาของเธอ หญิงสาวเดินเข้าไปในบ้านอย่างช้าๆ ภายในไม่ได้สกปรกมากนัก ราวกับว่ามีคนคอยดูแลอยู่อย่างสม่ำเสมอ ข้าวของทุกอย่างจัดวางอย่างเป็ระเบียบ ชุดรับแขกไม้ตั้งตระหง่านต้อนรับผู้มาเยือนอยู่ทางด้านหน้าของตัวบ้าน สามารถนั่งมองชมวิวทะเลออกมาจากในบ้านได้ สิปางเดินเข้าไปเปิดหน้าต่างที่ลงกลอนออกทีละบาน...ทีละบาน จนภายในเรือนลั่นทมแห่งนี้เริ่มสว่างไสวไปด้วยแสงแดดยามบ่าย ลมเย็นๆ ของทะเลพัดเอาผ้าม่านสีขาวปลายฉลุลายลูกไม้ปลิวไสว บรรยากาศช่างดีเหลือเกิน มันอบอุ่นและดูคุ้นเคย คล้ายอ้อมตักอุ่นๆ ของคนรู้จักที่สามารถพิงพักได้เสมอโดยไม่ต้องกลัวอื่นใด
หญิงสาวสำรวจบนบ้านไปเรื่อยๆก่อนจะเดินไปหยุดที่โต๊ะตัวหนึ่งที่มีกรอบรูปเล็กใหญ่มากมายวางเรียงรายกัน เธอหยิบมันขึ้นมาดู เห็นรูปของตัวเองตอนรับปริญญาถ่ายคู่กับพ่อแม่ที่อธิปบอกว่าเสียชีวิตไปได้ร่วมห้าปีแล้วจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ อีกกรอบข้างๆ กันนั้นเป็รูปของเธอกับอธิปที่ถ่ายคู่กัน นอกนั้นเป็รูปของสิปางตอนเด็กและตอนวัยรุ่น ซึ่งเธอเองพยายามที่จะดูให้ถี่ถ้วนทีละรูปแล้วลำดับความคิดที่หายไป แต่ยิ่งคิดทุกอย่างก็ยิ่งว่างเปล่า กระทั่งรู้สึกปวดจี๊ดที่ศีรษะจนต้องไปนั่งพักที่เตียงไม้ทางด้านริมหน้าต่าง
สิปางหลับตา พยายามทำตัวให้ผ่อนคลายตามที่หมอบอกยามที่เกิดอาการแบบนี้ เธอได้ยินเสียงอธิปเดินขึ้นบันไดบ้านมาอย่างช้าๆจนมาหยุดที่หน้าประตู ก่อนจะวางกระเป๋าเดินทางลงแล้วลากเข้ามาภายในบ้าน เสียงล้อของประเป๋าเดินทางดังแกรกยาวๆจนน่ารำคาญ มันลากไปมาอยู่อย่างนั้นอย่างไม่มีวี่แววว่าจะหยุด สิปางจึงลืมตาขึ้นแล้วลุกจากเตียงไม้ตัวงาม หันมาทำเสียงดุใส่อธิป...
“อย่าลากกระเป๋าไปมาได้ไหมคะคุณอธิป ฉันปวดหัว” หญิงสาวเริ่มหงุดหงิดเพราะถูกรบกวนทางเสียง แต่จากอารมณ์หงุดหงิดกลับแปรเปลี่ยนเป็ความแปลกใจแทนในชั่ววินาที
ไม่มีใครอยู่บนนี้กับเธอ...ไม่มีกระเป๋าล้อเลื่อนที่ส่งเสียงกวนประสาทเมื่อสักครู่...สิปางใจหายวาบ ตัดสินใจเดินตามหาที่มาของเสียงจนทั่วบริเวณแต่ก็ไม่พบ
ให้ตายสิ...แล้วเสียงที่ได้ยินเมื่อกี้คือเสียงอะไร!
อธิปเดินขึ้นมาบนบ้าน ชายหนุ่มวางกระเป๋าเดินทางใบเขื่องลงพลางปาดเหงื่อเม็ดโตบนใบหน้าออก สิปางรีบหันไปมองดู กระเป๋าเดินทางของเธอและของอธิปที่วางอยู่นั้นไม่มีล้อเลื่อน เป็เพียงกระเป๋าหิ้วธรรมดาๆ เท่านั้น
“หนักเป็บ้าเลย...เป็ไงบ้างปาง ขึ้นมาบนนี้แล้วปางพอจะคุ้นหูคุ้นตาบ้างไหม ?”
“คุณอธิปคะ เมื่อกี้คุณได้ขึ้นมาบนบ้านหรือเปล่า ?” แทนที่จะตอบคำถาม สิปางกลับเป็ฝ่ายถามย้อนกลับไปเสียเอง อธิปขมวดคิ้วด้วยความมึนงงแล้วส่ายหน้าปฏิเสธอย่างทันควัน
“เปล่านี่ครับ ธิปเพิ่งขึ้นมาตอนปางเห็นนี่แหละ มีอะไรเหรอปาง ?”
ชายหนุ่มเห็นหน้าสิปางซีดเผือดจึงรีบเดินเข้าไปประคอง สิปางดันตัวเองออกแล้วบอกว่าเธอไม่เป็ไร ก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวสวยที่หันออกไปยังท้องทะเล รู้สึกเวียนหัวและพะอืดพะอมจนอยากอาเจียนเสียเหลือเกิน
“เป็อะไรไหมปาง...นอนพักหน่อยไหม?”
“ไม่เป็ไรค่ะ เดี๋ยวฉันพักสายตาสักหน่อยคงดีขึ้น อาจจะเมาแดดแล้วก็แปลกที่แปลกทางด้วย” สิปางพยายามมองทุกอย่างในแง่ดี อธิปพยักหน้ารับแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆ ที่แฟนสาวนั่ง กำลังจะเอื้อมมือไปกุมมือของสิปางไว้ แต่หญิงสาวดูเหมือนจะรู้ทัน รีบชักมือกลับอย่างหวงตัวแล้วรีบเบี่ยงประเด็นไปคุยเื่อื่นเสีย “แล้วที่คุณอธิปบอกว่าจะไปตลาดซื้ออะไรมาทำทานกัน จะไปกี่โมงคะ”
“เดี๋ยวธิปขอทำความสะอาดบ้านสักแป๊บนึงก่อนนะ แต่ดูแล้วไม่ได้สกปรกมาก คงใช้เวลาไม่นาน หลังจากนั้นเราก็น่าจะไปได้แล้วนะครับ กว่าจะเดินทางกลับมาเตรียมของก็เย็นพอดี ปางจะไปกับธิปไหม หรืออยากรออยู่ที่นี่ ?” แม้ในใจของอธิปจะห่อเหี่ยวกับทีท่าของแฟนสาวแต่ก็ยังฝืนยิ้มให้เธอได้อยู่
สิปางพยักหน้ารับ
“ไปค่ะ ไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อยคงดีขึ้น งั้นเดี๋ยวฉันช่วยทำความสะอาดบ้านนะคะ” หญิงสาวบอกแล้วลุกขึ้นเดินไปหาไม้กวาด อธิปรีบร้องห้าม
“ไม่ต้องหรอกปาง...เื่แค่นี้เองธิปทำเองได้ ปางยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่”
สิปางหันขวับมาทำตาเขียวใส่...เธอเกลียดจริงๆที่อธิปชอบมองเธอเป็คนที่อ่อนแอเสียจนทำอะไรเองไม่ได้!
“คุณอธิปคะ ฉันป่วยทางความทรงจำ ไม่ได้เจ็บป่วยทางร่างกายนะคะ ขืนคุณอธิปยังมัวแต่ให้ฉันนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไร สักวันฉันคงป่วยทางร่างกายเป็อัมพาตไปอีก ขอให้ฉันได้ทำอะไรบ้าง ได้ช่วยเหลืออะไรบ้างเถอะค่ะ แค่นี้ฉันก็นึกรังเกียจตัวเองจะแย่แล้วที่ต้องให้คุณอธิปมาเป็ฝ่ายดูแลฉันตลอดเวลา!” สิปางขึ้นเสียงแล้วเดินปึงปังลงไปจากเรือนลั่นทม
อธิปไม่พูดอะไรต่อ เขารู้ว่าสิปางอารมณ์ไม่ดี ไม่ควรไปทำให้เธอโกรธมากขึ้นไปอีก ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจยาวๆ แล้วเดินลงไปจากเรือนลั่นทม ไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้านขึ้นมาจัดการให้เรียบร้อย
สายลมโชยพัดผ่านหน้าต่างเรือนลั่นทม ความเงียบลอยเคว้งอยู่ในบรรยากาศอันอึมครึมในบ้านหลังนี้ หากเงี่ยหูฟังให้ดี...ในสายลมนั้นมีบทเพลงเพลงหนึ่งดังแว่วมาด้วย...
กลับมาซบตักฉันเหมือนอย่างเคย กลับมาเถิดคนดี...กลับมาตรงนี้ ฉันยังรอเพียงเธอ
เชิงอรรถ
(1) กระเบื้องว่าว คือ เครื่องมุงหลังคาชนิดหนึ่ง ทำด้วยซีเมนต์และทราย ลักษณะเป็แผ่นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ขนาดกว้าง 13.5 นิ้ว ยาว13.5 นิ้ว ้าแผ่นกระเบื้องยกขอบขึ้นเป็แนวยาวไปตามริมกระเบื้องตอนบนทั้ง 2 ข้าง ด้านใต้แผ่นกระเบื้องทำขอบยกขึ้นเป็แนวยาวไป ตามริมกระเบื้องตอนล่างทั้ง 2 ข้าง กับที่มุมบนสุดของแผ่นกระเบื้องด้านเดียวกันนี้ ทำขอบเป็รูปสามเหลี่ยมสำหรับเกี่ยวไม้ระแนง
(2) ประตูบานเฟี้ยม เป็ประตูที่มีลักษณะที่พับได้คล้ายกับฉากกั้นห้อง