บทที่ 172 คำขอของชายชรา
ความเงียบของเด็กทั้งสองทำให้ชายชราจมอยู่ในภวังค์ของเขาด้วยเช่นกัน ต่างคนต่างไม่พูดอะไรออกมา จนกระทั่งพวกเขามาถึงแผ่นป้ายวิญญาณของเหล่าผู้นำตระกูลหวงและฮูหยินของพวกเขา ห้องโถงแห่งนี้เป็นที่รวบรวมป้ายวิญญาณของเหล่าผู้นำตระกูลหวงที่ล่วงลับไปแล้ว สำหรับคนที่เป็นสมาชิกในตระกูลหวง พวกเขาจะถูกเก็บป้ายวิญญาณเอาไว้อีกแห่งหนึ่ง เพื่อให้ยามที่ต้องมากราบไหว้นั้นไม่ต้องมาแออัดในห้องเดียวกัน
อีกอย่าง คนที่จะมากราบไหว้ป้ายวิญญาณของเหล่าผู้นำตระกูลและฮูหยินคู่กายของพวกเขานั้น จะมีแค่ผู้ที่ขึ้นมาเป็นตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไปก็เท่านั้น
เหมือนกับหวงซีเฉิงและชิงหมิน ที่ตอนนี้คนหนึ่งเป็นผู้นำคนใหม่ของตระกูลหวง และอีกคนก็เป็นฮูหยินของเขา หลังจากนี้เมื่อพวกเขาสิ้นอายุขัย ล้วนต้องถูกตั้งป้ายวิญญาณเอาไว้ให้คนรุ่นหลังมาทำความเคารพที่นี่
คนตัวเล็กที่เพิ่งเข้ามาในห้องเงียบสงบนี้เป็นครั้งแรก เขามองไปรอบๆและเห็นว่าที่ป้ายวิญญาณนั้นมีชื่อติดเอาไว้อยู่ แต่ไม่เหมือนกับยุคที่เขาจากมา ยุคสมัยนั้นจะติดรูปของผู้เสียชีวิตเอาไว้ด้วย เพื่อที่เวลานึกถึงจะได้นึกใบหน้าออก กระนั้น...การทำเช่นนี้ก็เหมือนว่าจะให้ความเป็นส่วนตัวแก่ผู้ที่เสียไปแล้วได้เหมือนกัน
หวงซีเฉิงพาคนตัวเล็กของเขาดำเนินการทีละขั้นทีละตอนอย่างเรียบร้อย ผู้นำตระกูลรุ่นแรกที่เห็นเพียงชื่อบนป้ายวิญญาณนั้นคือบุคคลที่พวกเขาจะต้องทำความเคารพก่อน ถึงอย่างนั้น...หวงซีเฉิงก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก การกระทำอย่างขอไปทีทำให้ชิงหมินเข้าใจได้ว่า คงไม่มีดวงวิญญาณของอีกฝ่ายอยู่ที่นี่แล้ว
ในขณะที่เมื่อถึงป้ายวิญญาณของ “ท่านย่า” ผู้ที่เป็นฮูหยินใหญ่ของท่านปู่ที่เงียบตลอดเวลานี้ ชิงหมินไหว้ท่านก็รู้สึกเหมือนว่าจะมีอากาศเย็นๆมาแตะที่หลังมือของเขา คนตัวเล็กหันไปมองสามีข้างกาย เห็นเขามองดูตนเองด้วยรอยยิ้มอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นชิงหมินจึงเข้าใจด้วยตนเองว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น
หลังจากที่ไหว้ท่านย่าของหวงซีเฉิงและฝากตัวเป็นสะใภ้คนใหม่แล้ว เขาก็หันไปกราบไหว้ป้ายวิญญาณของบิดาของหวงซีเฉิง ซึ่งเจ้าตัวก็ใช้เวลากับป้ายวิญญาณนี้ค่อนข้างนานกว่าป้ายวิญญาณของมารดาที่ล่วงลับไปนานแล้ว เช่นนั้นก็แปลว่าตอนนี้...วิญญาณบรรพบุรุษที่ยังเหลืออยู่ คงจะมีเพียง 2 ท่าน หนึ่งก็คือท่านย่าของหวงซีเฉิง และอีกคนก็คือท่านพ่อของหวงซีเฉิงนั่นเอง
ตอนนี้วิญญาณมารดาและบุตรชายได้อยู่ด้วยกัน คงคลายเหงาได้บ้าง ทว่า...ชิงหมินเกรงว่าท่านย่าคงจะไม่ชอบใจนักที่ต้องเห็นคนหัวดำตายก่อนคนหัวหงอก
“หลังจากนี้ ชิงหมินจะกลายเป็นคนของตระกูลหวง และใช้ชีวิตในฐานะ “หวงชิงหมิน” เคียงข้างข้าไปจนกว่าจะสิ้นใจ” หวงซีเฉิงประกาศออกมา ลมหนาวเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านไป ชิงหมินรู้สึกว่าขนแขนของเขาลุกชันอยู่บ้าง แต่ก็ยังคลี่ยิ้มรับคำๆนี้
“สะใภ้ขอฝากตัวต่อทุกท่านขอรับ” ชิงหมินทำความเคารพพร้อมกันอีกครั้ง หวงซีเฉิงมองไปรอบๆก่อนจะแตะที่หลังของชิงหมินเป็นสัญญาณ พวกเขาจึงสามารถออกมาจากห้องกราบไหว้ป้ายวิญญาณได้
ท่านปู่ยังไม่ได้ออกมาในทันที เขาบอกว่ามีเรื่องที่อยากจะบอกทุกคนในห้องโถงวิญญาณด้วย เช่นนั้นจะออกมาหลังจากนี้ ให้พ่อบ้านนำทางชิงหมินและหวงซีเฉิงไปรอร่วมมื้ออาหารด้วยกันก่อนเลย
เฉกเช่นที่หวงซีเฉิงคิดเอาไว้ อาหารที่ถูกนำมาจัดสำรับนั้นมีแต่อาหารที่เต็มไปด้วยส่วนผสมของสมุนไพรจนกลิ่นของมันตีขึ้นจมูก ชิงหมินเข้ามาในห้องคราแรกยังต้องปรับตัวอยู่บ้าง เข้าใจผิดคิดว่าตนเองหลงเข้ามาในห้องปรุงยาเสียแล้ว
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ จึงได้รู้ว่าชายชรานั้นใส่ใจไม่น้อย อาหารที่เขาให้คนทำมานั้นมีทั้งอาหารที่เพิ่มน้ำหนัก อาหารเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกาย อาหารบำรุงสุขภาพ และอื่นๆอีกไม่น้อย คงจะคิดเผื่อสะใภ้ที่อ่อนแอเช่นเขา หากทำหน้าที่ภรรยามากไปก็อาจจะหมดสติไปก่อนได้
ชิงหมินรู้สึกขอบคุณไม่น้อย กระนั้น...เขาก็ยังไม่อยากกินอาหารเหล่านี้อยู่ดี
“ไม่ต้องฝืนกินมากมายอันใดหรอก เจ้าตัวเล็กขนาดนี้ ย่อมไม่มีใครรู้ว่ากินได้มากน้อยเพียงใด เจ้าเพียงกินอย่างละคำสองคำก็เพียงพอแล้ว เก็บท้องไปกินอาหารที่จวนเราก็ได้”
ซีเฉิงเห็นแล้วว่าภรรยาของเขาทำสีหน้าเช่นไร คนตัวโตกว่าจึงกระซิบบอกทางออกให้ และมันก็ทำให้ชิงหมินรีบพยักหน้าราวกับไก่ป่าตัวน้อย ดูน่ารักอย่างมากในสายตาของคนเป็นแม่ทัพใหญ่
“ท่านปู่ใส่ใจมาก”
“อืม เขาก็เป็นเช่นนี้” หวงซีเฉิงไม่ปฏิเสธ เมื่อชิงหมินได้ยินว่าคนข้างกายไม่ได้ต่อต้านปู่ของตนเองขนาดนั้น สุดท้ายก็เข้าใจว่าทั้งหมดอาจจะเป็นแค่การแสดง
“ครั้งหน้าก็พูดกับท่านดีๆหน่อยก็ได้ เดี๋ยวสักวันจะทำให้ท่านปู่โกรธจนหมดสติ”
“หึ ตาแก่หัวรั้นเช่นนั้นไม่จากไปง่ายๆหรอก”
“............” ชิงหมินเบะปาก หวงซีเฉิงจึงต้องเปลี่ยนคำพูดของตนเอง
“ก่อนหน้านี้ เขาเป็นคนเซื่องซึมเกินไป หากปล่อยให้จมอยู่กับความรู้สึกเช่นนั้นไปตลอด คงจะมีแต่ตายเร็วขึ้นเท่านั้นแหละ อีกอย่าง...ข้าก็ขออนุญาตท่านย่าแล้วด้วย ท่านไม่ถือสาอะไร ยังบอกว่าถ้าท่านปู่ตายเมื่อไร จะเป็นคนสั่งสอนวิญญาณของท่านปู่เอง”
“โอ้ เช่นนั้น...ตอนที่ท่านย่ามีชีวิตอยู่ ก็มีอำนาจมากกว่าท่านปู่อีกหรือ?”
“มันแน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ท่านปู่รักภรรยาขนาดนี้ ถูกดุไม่กี่คำก็คงจะต้องร้องไห้แล้ว”
“โอ้...” ชิงหมินแสดงออกว่าไม่อยากจะเชื่อ ในขณะที่หวงซีเฉิงก็หัวเราะเยาะชายชราออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แน่นอนว่าตัวเขาที่กล้าหัวเราะคนอื่นเช่นนี้ เป็นเพราะว่ายังไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของตนเองต่างหาก!
ถ้าเขารู้ว่า เขาเองก็ไม่ได้ต่างจากท่านปู่ของตน ยิ่งอาจจะมากกว่าเนื่องจากเขาไม่ได้รักษาภาพลักษณ์เงียบขรึมเหมือนกับท่านปู่ยามอยู่ต่อหน้าของท่านย่า เทียบกันให้ชัดๆ จะเห็นว่าหวงซีเฉิงนี่แหละที่จะร้องไห้แน่ๆ หากถูกชิงหมินตำหนิอย่างไม่พอใจ!
“อย่าไปคุยกับเด็กเหลือขอมากนัก เชื่อได้บ้างไม่ได้บ้าง ฟังให้รกหูเปล่าๆ” ชายชรากลับมา ทันได้เห็นว่าหลานชายของเขาหัวเราะอย่างพอใจอยู่ แค่มองผิวเผินก็รู้แล้วว่าเจ้านั่นจะต้องนินทาเขาลับหลังแน่ๆ
ชิงหมินหันไปมอง พบว่าดวงตาของชายชรามีความแวววาวเล็กน้อย คงจะแอบร้องไห้อยู่ในห้องโถงวิญญาณแน่ แต่พวกเขาก็ไม่ได้เปิดเผยความจริงออกมา เพียงรอให้คนอายุมากที่สุดลงมานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยก็เท่านั้น
“อาหารเหล่านี้ข้าสั่งให้คนเตรียมเอาไว้ให้โดยเฉพาะ จำได้ว่าตอนที่ข้าแต่งงานใหม่ๆ ข้าก็พาภรรยาไปเยี่ยมท่านแม่ นางก็เตรียมอาหารเหล่านี้เอาไว้เช่นกัน ตอนที่บิดาของเจ้าแต่งงาน..ข้าก็จัดโต๊ะเลี้ยงเขามาแล้ว คาดไม่ถึงว่าตอนถึงเด็กไม่รักดีเช่นเจ้า ยังต้องเป็นข้าที่จัดโต๊ะอาหารนี้อีกครั้ง! บิดาของเจ้าไร้ความรับผิดชอบจริงๆ ด่วนจากไปก่อน ทิ้งเด็กไม่รู้ความเอาไว้ให้ข้าสั่งสอน!”
คนอายุมากพูดไปบ่นไป คราแรกหวงซีเฉิงอยากจะเถียงเพื่อให้เกิดบรรยากาศที่กระตือรือร้นมากขึ้น ทว่าหลังจากเห็นชายชราอารมณ์ดีอยู่ เขาจึงไม่ได้หยอกล้ออะไรกลับไป เพียงนั่งฟังเงียบๆเท่านั้น
“เช่นนั้น ถ้าสะใภ้มีลูกสะใภ้แต่งเข้าเมื่อไร ก็ต้องจัดโต๊ะอาหารสมุนไพรเหล่านี้ต้อนรับหรือขอรับ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว ในฐานะฮูหยินใหญ่ เจ้าควรจะได้รับหน้าที่นี้” ชายชราหัวเราะออกมา เขายังบอกให้ชิงหมินรู้เกี่ยวกับรายการอาหารทั้งหมดอีกด้วย
แม้ว่าชิงหมินจะใช้ทักษะตรวจสอบอาหารทั้งหมดแล้ว แต่เขาก็ยังตั้งใจฟังเหมือนเป็นเด็กดีเหลือเกิน ทำเอาชายชรานึกพอใจท่าทีรู้ความของเขาอีกครั้ง
ทั้งสองคนยังแลกเปลี่ยนความคิดของกันและกัน ชิงหมินกินอาหารลงท้องไม่กี่อย่างจริงๆ เฉกเช่นที่หวงซีเฉิงแนะนำ เขาต้องการเก็บท้องของตนเองเอาไว้ใส่อาหารที่อร่อยที่สุด ถ้าไหนๆก็ต้องกินจนน้ำหนักขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ขอขึ้นเพราะอาหารที่ทำให้มีความสุขก็แล้วกัน
ชายชราเห็นว่าชิงหมินกินน้อยก็ขมวดคิ้ว นึกอยากจะให้อีกฝ่ายกินเพิ่มอีกเยอะๆ ก็ได้ยินจากหลานชายว่ามื้อเช้าพวกเขากินมาเยอะแล้ว อีกอย่าง...ชิงหมินก็ไม่ใช่คนกินได้มากมายอะไร ที่กินได้ขนาดนี้ก็เพราะต้องการไว้หน้าของคนชราเช่นเขา สุดท้ายแล้ว...แม้จะไม่พอใจไอ้หลานชายตัวดี แต่เขาก็ยอมถอย
ชาจวี๋ฮวาถูกนำมาชงอีกครั้ง กลิ่นหอมของชานั้นทำให้ความแน่นท้องในกระเพาะลดลงไปมาก อันที่จริงมันก็แค่ความรู้สึกเท่านั้น ชายชราเองก็ไม่ได้คิดว่าจะมีประสิทธิภาพมากมายอะไรเช่นที่หลานสะใภ้กล่าว ขอเพียงเป็นชาที่ดีก็ทำให้ชายชรามีความสุขแล้ว อย่างไรก็ตาม....เมื่อเขาได้ดื่มหลังจากกินอาหารแน่นท้องใหม่ๆ เขาก็ค้นพบสถานการณ์พิเศษบางอย่าง!
“ชานี้คล้ายกับสมุนไพรขับลม ลดความเจ็บในท้องหรือไม่?” เมื่อได้ยินคนอายุมากเอ่ยถาม ชิงหมินก็รีบตอบ
“ขอรับ เป็นชาที่ช่วยดูแลเกี่ยวกับการย่อยอาหาร”
“ย่อยอาหารหรือ?”
“ขอรับ ถ้ากินอาหารเข้าไปมากเกินก็จะทำให้ปวดท้อง ดื่มชานี้แล้วจะทำให้ผ่อนคลายลงขอรับ”
“อืม ข้าเข้าใจ ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน” ชายชราหัวเราะอย่างมีความสุข เขายกชาขึ้นดื่มแล้วดื่มอีก จนชาในกาหมดลงไป แต่ชายชราก็ยังคงหัวเราะออกมาเท่านั้น ไม่ยอมปล่อยให้เด็กทั้งสองกลับออกไปเสียที
ชิงหมินไม่ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วชายชรากำลังชั่งใจอยู่ เขาเอ็นดูหลานสะใภ้ผู้นี้ของตนเองอย่างมาก แม้ว่าตอนแรกจะตัดสินใจรับหน้าที่เป็นพ่อสื่อให้กับหลานชายตัวดี แต่เขาก็ทำไปอย่างนั้นเอง เห็นได้จากวันไปสู่ขอว่าเขาไม่ได้ให้เกียรติคนตระกูลหลี่นัก ไม่ฟังด้วยซ้ำว่าพวกเขาจะยินยอมรับสินสอดเพียงเท่านั้นหรือไม่ ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สินสอดเช่นนี้ต้องต่อรองกันหลายชั่วอึดใจ
เขารู้ว่าตนเองได้ทำผิดไปแล้ว ไม่อาจจะกลับไปแก้ไขได้ วันนี้เขามีความคิดที่เปลี่ยนไปกับหลานสะใภ้ ไม่มองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงคนที่ไม่คู่ควรอีก ดังนั้น...จากที่เคยคิดว่าด้วยตัวตนของเขา ขอแค่ออกคำสั่ง จะไม่มีใครกล้าไม่ทำตาม ต่อให้เจ้าปีศาจร้ายซีเฉิงอยู่ที่นี่เพื่อไล่กัดเขาก็เถอะ
แต่เวลานี้...เขากลับรู้สึกละอายจริงๆ
หลานสะใภ้ดีมาก ถ้าเขาเอ่ยปาก อย่างไรเจ้าตัวก็ต้องทำตามคำขอของเขา เพียงแต่...ตอนนี้เขาไม่ต้องการให้หลานสะใภ้ต้องลำบากมากขึ้นจากความเห็นแก่ตัวของเขา
“ท่านปู่ หากไม่มีอะไรแล้ว ข้ากับฮูหยินขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนก็แล้วกัน” หวงซีเฉิงได้รับสัญญาณจากชิงหมิน คนตัวเล็กคงจะอยากรีบกลับไปกินอาหารที่จวนแล้ว ดูจากเวลาตรงนี้ หากรวมเวลาเดินทาง ก็น่าจะไปถึงจวนของเขาได้ทันเวลาเที่ยงของวันพอดี
“เดี๋ยวก่อน ข้ามีเรื่องที่จะสอบถามหลานสะใภ้เสียหน่อย” ในที่สุด ชายชราก็คิดได้ว่าต้องทำอย่างไรดี
เขาเม้มริมฝีปากของตนเองที่แห้งผาก แล้วพูดจุดประสงค์ขึ้นมา
“ปู่ได้ยินว่าแม่หนูจากตระกูลสวี่เคยไปพบหลานสะใภ้ด้วยหรือ?”
“ตระกูลสวี่หรือขอรับ...เอ่อ ก็ใช่ขอรับ”
“อืม ตอนนี้อาการของนางยังพอที่จะช่วยเหลือไว้ได้หรือไม่เล่า” ชายชราถามต่อไป ชิงหมินเริ่มรู้สึกว่าชายชราคนนี้กำลังตะล่อมเขาอยู่ ในใจคงมีเป้าหมายอยู่แล้ว และน่าจะเป็นการขอร้องให้เขาช่วยเหลือคุณหนูสวี่เป็นแน่
“ข้ารู้เพียงว่าต้องช่วยอย่างไรขอรับ แต่ไม่มีปัญญาจริงๆ”
“รู้ว่าควรจะช่วยอย่างไรหรือ? เท่านั้นก็เพียงพอแล้วล่ะ....เช่นนั้น หลานสะใภ้พอที่จะยื่นมือเข้าช่วยได้หรือไม่”
“เอ่อ ข้าเกรงว่าพูดออกไปแล้วจะเป็นการดับฝันพวกเขามากกว่าขอรับ ก็เลยยังไม่ได้แนะนำอะไรออกไป เดิมทีตั้งใจจะไปลองหาข้อมูลเพิ่มจากตำราหวงจื่อ เผื่อมีวิธีดีๆในการช่วยเหลือที่ง่ายขึ้น แต่ถ้าท่านปู่เห็นว่าสมควรที่จะบอกตอนนี้ อย่างนั้นสะใภ้ก็สามารถแจ้งตระกูลสวี่ได้เลยขอรับ”
ชิงหมินอธิบาย สำหรับเขาแล้ว การบอกว่าจะต้องทำอย่างไรไม่ใช่เรื่องยาก ที่ยากก็คือจะช่วยรักษาได้หรือไม่ต่างหาก!!
ต่อให้เป็นผู้นำตระกูลสวี่เอง แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเอาสมุนไพรระดับ 9 จำนวนมากขนาดนั้นเพื่อช่วยชีวิตคนได้ เนื่องจาก...สมุนไพรระดับ 9 จำนวนที่มากขนาดนั้น อาจจะทำให้ตระกูลทั้งตระกูลต้องล่มสลายได้เลย!
เพราะแบบนี้ ชิงหมินจึงไม่ได้พูดออกไป เขาเกรงว่ายิ่งพูดจะยิ่งเป็นการทำลายความหวังของพวกเขาเสียมากกว่า
ชายชราได้ฟังก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเองก็ไม่กล้าตัดสินใจเช่นกันว่าควรหรือไม่ควรจะบอกตระกูลสวี่ในเวลานี้ แต่เพราะตระกูลสวี่นั้นเคยมีตาแก่คนหนึ่งเป็นสหายร่วมรบกับเขา ถึงจะไม่ได้มีฝีมือมากมายอะไร ทว่าเมื่อครั้งยังเยาว์วัยก็ช่วยเหลือกันไม่น้อย
เมื่อได้ยินว่าหลานสาวของเจ้าตัวเจอเรื่อง เขาจึงอยากที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือบ้าง ถือเสียว่าสงสารเด็กน้อยตาดำๆที่ครั้งหนึ่งเคยมาวิ่งเล่นในจวนสกุลหวงของเขาก็แล้วกัน...
“น่าเสียดายจริงๆ หากเป็นวิธีที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้ อย่างนั้นก็เอาไว้ก่อนเถอะ บางทีไม่รู้อาจจะดีกว่าก็ได้ เอาไว้รอเจ้าอ่านตำราหวงจื่อสำเร็จ ค่อยว่ากันอีกที” ชายชราถอนหายใจในขณะพูด หวงซีเฉิงแค่นหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำนั้น
“ตระกูลสวี่ไม่ได้มีประโยชน์อันใดกับตระกูลหวงมากนักหรอก แถมสตรีผู้นั้นก็ไม่ใช่คนฉลาดนัก”
“ข้ารู้” คนอายุมากตอบกลับหลานชาย ก่อนจะหันไปมองหลานสะใภ้ด้วยสายตาเป็นประกายเล็กน้อย
“ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าหลานสะใภ้ของข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพวกสัตว์ธาตุน้ำหรือ? ตระกูลสวี่มีของดีที่จะยกระดับสัตว์ธาตุน้ำอยู่ในมือนะ บางที...ถ้าหลานสะใภ้มีหนทางรักษา ข้าจะเป็นคนช่วยพูดขอสมุนไพรล้ำค่านั้นมาให้เอง”
ชายชราหัวเราะออกมาเบาๆ แม้ว่าผลประโยชน์เหล่านี้จะไม่ได้น่าดึงดูดใจนัก แต่ถ้าเทียบกับไม่ได้อะไรเลย เช่นนี้ยังถือว่าสมเหตุสมผลกว่า
………………………………….