ยังไม่ทันที่เคนจิจะได้ทำความเข้าใจในสิ่งที่คาร์ลพูด
เขาก็ต้องรีบวิ่งออกจากห้อง เพราะได้รู้ว่าตอนนี้คาร์ลกำลังยืนอยู่หน้าคอนโดของเขา
ตอนที่เคนจิวิ่งผ่านหน้าห้องของพี่ชายคนโต เขาก็ได้ยินเสียงคร่ำครวญ ราวกับว่าใครบางคนกำลังถูกลงโทษครั้งใหญ่
เคนจิไม่สนใจ เขามุ่งตรงไปที่ลิฟต์ และลงไปยังชั้นล่างสุดของคอนโด
เขาวิ่งออกนอกอาคาร สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ค้นหาคาร์ลจนทั่ว
รุ่นพี่คนนั้นนั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ข้าง ๆ ป้อมยาม สภาพไม่ต่างจากเด็กน้อยหลงทาง
เมื่อคาร์ลเห็นเคนจิ เขาก็พุ่งเข้ามาสวมกอดรุ่นน้องทันที
ด้วยน้ำหนักที่มากกว่าเกือบเท่าตัว ทำให้เคนจิแทบจะทรงตัวไม่อยู่ตอนที่ถูกอ้อมกอดหมีควายของคาร์ลจู่โจม
"เคนจัง ฮืออออ"
"ใจเย็น ๆ นะครับรุ่นพี่..."
เคนจิพยายามลูบหลังปลอบคาร์ล พร้อมทั้งหันไปพยักหน้าขอบคุณคุณลุงยามที่ช่วยดูแลรุ่นพี่ขี้แยของเขา
"ไปครับ ขึ้นไปข้างบนกัน"
คาร์ลสูดจมูกและพยายามเช็ดน้ำมูกของตัวเองขณะที่เดินตามเคนจิไปติด ๆ
นี่เป็ครั้งแรกที่คาร์ลมาที่ห้องของเคนจิ ถึงแม้ที่ผ่านมาเคนจิจะเคยยื่นข้อเสนอให้รุ่นพี่มาทำงานที่ห้องของเขา เพื่อที่งานของทั้งสองจะได้คืบหน้าอย่างรวดเร็วก็ตาม
...แต่คาร์ลมักจะปฏิเสธอยู่ตลอด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม...
แต่แล้วพอวันนั้นมาถึง เคนจิกลับรู้สึกตื่นเต้นแปลก ๆ คงเพราะเขาไม่เคยพาเพื่อนหรือคนรู้จักคนอื่นนอกจากพี่ชายเข้าห้องของตัวเองมาก่อนเป็แน่
เคนจิพยายามคิดเข้าข้างตัวเอง
ขณะที่ทั้งสองอยู่ในลิฟต์ เคนจิเหลือบมองคนตัวโตที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แอบสำรวจว่าบนร่างกายของอีกฝ่ายมีร่องรอยาแหรือไม่
คาร์ลดูปกติดี ปัญหาจริง ๆ อยู่ที่ความขุ่นมัวที่อยู่ในใจของเขาต่างหาก
เคนจิปฏิญาณกับตัวเอง ว่าวันนี้เขาจะต้องถามไถ่เอาความจริงจากปากของรุ่นพี่ตัวดีให้ได้
วินาทีแรกที่คาร์ลก้าวเข้ามาในห้องของเคนจิ สายตาเศร้าสร้อยของเขาก็แปรเปลี่ยนจากเซื่องซึมเป็ตื่นใ ราวกับว่าเขาเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าในตอนนี้ตนได้เข้ามาอยู่ในห้องของรุ่นน้องคนดีแล้ว
"อะ อะ..." คาร์ลส่งเสียงในลําคอ
"รุ่นพี่?"
"อาณาจักรของเคนจัง" ั์ตาของคาร์ลเป็ประกาย
"..." เคนจิพ่นลมหายใจ "ผมไม่ควรคาดหวังกับรุ่นพี่เลยจริง ๆ "
"หืม?"
"เปล่าครับ ไม่มีอะไร" เคนจิผายมือไปทางโซฟา "นั่นพักก่อนสิครับ"
คาร์ลเดินเตาะแตะไปทิ้งตัวนั่งลงตามคำสั่งของรุ่นน้อง ดวงตาเป็ประกายของเขากวาดมองไปรอบ ๆ อย่างกับเพิ่งหลุดเข้ามาในอาณาจักรของเอลฟ์อย่างไรอย่างนั้น
"มองอะไรนักหนาครับ"
เคนจิแซะถามพลางยื่นขวดน้ำเย็นให้รุ่นพี่
"อาณาจักรของเคนจัง วิวดีสุด ๆ "
"อยู่บนตึกสูง ก็จะวิวดีแบบนี้แหละครับ"
"ห้องเรียบร้อยมาก"
"ผมเป็คนมีระเบียบครับ"
คาร์ลทำจมูกฟุดฟิด
"กลิ่นก็หอมมากด้วย"
ใบหน้าของเคนจิร้อนวาบ ใบหูก็กลายเป็สีแดงระเรื่อ
"ยะ อย่ามาดมซี้ซั้วสิครับ!"
"มันหอมง่ะ"
...รุ่นพี่หยุดดิ๊!...
เคนจิกระแอม พยายามไม่สนใจคำพูดไร้สาระของคาร์ล แล้วเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้าม
คนตัวเล็กประสานมือ ก่อนจะเข้าโหมดสืบสวนอย่างจริงจัง
"เอาล่ะ...ทีนี้เล่าให้ผมฟังได้หรือยังครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับรุ่นพี่กันแน่"
ั์ตาเป็ประกายของคาร์ลก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนกลายเป็เลิ่กลั่ก เขากระเถิบไปหยิบเอาหมอนอิงใบใหญ่มากอด ใช้มันเป็โล่กำบังจากสายตาคาดคั้นของรุ่นน้อง
"ฉะ ฉันมีปัญหากับนักปราชญ์แห่งปราสาทเวทมนตร์น่ะ"
"..."
"ชายคนนั้น ถึงจะมีสายเืเดียวกัน แต่ก็มีอำนาจมากกว่าเพราะเกิดก่อนไม่กี่ปี"
เคนจิพยายามแปลความหมาย
"หมายถึงพี่ชายสินะครับ"
คาร์ลพยักหน้า พร้อมทั้งทำหน้ามุ่ย
"เขาเป็ปีศาจจําแลงมา"
"เออ ขอโทษครับ อันนี้ผมไม่เข้าใจ"
"คนนิสัยไม่ดีเมื่อกลางวัน เป็สมุนของนักปราชญ์คนนั้น"
เคนจิพยายามทำความเข้าใจและปะติดปะต่อเื่ราว
"ทำไมพี่ชายของรุ่นพี่ต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะครับ ทั้งสองคนไม่ถูกกันเหรอ?"
"เขาพยายามจับตัวฉันกลับไปให้เ้าของปราสาท"
"หมายถึงคุณพ่อคุณแม่สินะครับ"
คาร์ลมุดหน้าลงกับหมอน และพูดเสียงอู้อี้
"เ้าของปราสาทน่ะน่ากลัวที่สุดแล้ว"
"ทำไมพ่อแม่ของรุ่นพี่ถึงอยากเอาตัวรุ่นพี่กลับไปครับ ทุกวันนี้รุ่นพี่กำลังหนีออกจากบ้านอยู่อย่างนั้นหรือครับ"
"เป็การเดินทางเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้นด้วยตัวเองต่างหากล่ะ!"
...ใช่สินะ...
เคนจิเดาว่าคาร์ลคงมีปัญหากับทางบ้าน จึงหนีออกมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวคนเดียว แต่ดูเหมือนผู้ปกครองของเขาจะไม่ได้เห็นชอบกับการตัดสินใจแบบนั้นของลูกชาย ดังนั้นจึงส่งพี่ชายแท้ ๆ มาคอยตามควบคุมพฤติกรรม
"งั้นก็ไม่ควรจะต้องถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันนี่นา"
เคนจิพึมพำขณะที่นึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่ถูกแก๊งคนนิสัยไม่ดีทำร้าย
"อะไรนะ?"
"เปล่าครับ ไม่มีอะไร..."
เคนจิรีบเปลี่ยนเื่ เพราะไม่อยากให้คาร์ลรู้เื่ที่เขาได้รับาเ็ ไม่เช่นนั้นเื่มันคงวุ่นวายไปกันใหญ่
"ว่าแต่เื่ที่พูดก่อนนี้..." ที่บอกว่าจะให้หนีตามกัน "มันหมายความว่ายังไงหรือครับ?"
คาร์ลพ่นลมหายใจ
"ดูเหมือนว่าพวกเราจะไม่สามารถกลับไปทำงานที่ศูนย์บัญชาการลับได้อีกแล้วล่ะ"
"ทำไมครับ?"
"เพราะถ้าชายร้ายกาจคนนั้นรู้ตำแหน่งของฉันเมื่อไหร่ เื่วุ่นวายอีกมากก็จะตามมา...และมีโอกาสที่ชายคนนั้นจะพากำลังเสริมมาด้วย"
ยิ่งฟังเคนจิก็ยิ่งไม่เข้าใจ ว่าทำไมพ่อแม่แท้ ๆ ถึงจะต้องตามติดชีวิตลูกชายขนาดนั้นด้วย แบบนั้นมันจะไม่เป็การบงการชีวิตของลูกมากเกินไปหรอกหรือ
ยังไงก็ตาม ถึงเคนจิจะพยายามคิดเข้าข้างรุ่นพี่ของตัวเองมากแค่ไหน แต่เขาก็รู้สึกว่ายังไม่ควรตัดสินเื่ราวทั้งหมด เพราะตอนนี้เขาได้ฟังความเพียงข้างเดียว
ครั้นจะให้ไปถามเื่ครอบครัวของคาร์ลก็ดูจะเป็การยุ่มย่ามเื่ของคนอื่นมากเกินไป
"ถ้าอย่างนั้น ต่อจากนี้รุ่นพี่จะทำยังไงครับ"
คาร์ลทำท่าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
"ฉันคิดว่าจะหาห้องทำงานใหม่..."
"ใช้ห้องผมก็ได้นี่ครับ" เคนจิรีบเสนอแต่ดูเหมือนจะถูกปฏิเสธอีกตามเคย
"ไม่ล่ะ...ในฐานะผู้นำของศูนย์บัญชาการลับ ฉันจะให้เื่นี้มาเป็ปัญหาของเคนจังไม่ได้"
"ไม่เป็ปัญหาหรอกครับ..."
"ยังไงก็ตาม..." คาร์ลเมินคำพูดของเคนจิอย่างสิ้นเชิง "สิ่งที่ฉัน้าในตอนนี้ก็คือ อุปกรณ์ค้นหาข้อมูลสถานที่ที่จะใช้เป็ศูนย์บัญชาการแห่งใหม่"
"หมายถึงคอมสินะครับ"
"สิ่งนั้นแหละ! สมแล้วที่เป็เคนจัง!"
"เฮ้อ รอแป๊บนะครับ"
เคนจิเดินขึ้นไปหยิบแล็ปท็อปที่อยู่บนห้องนอนชั้นสองให้คาร์ล ระหว่างที่เดินขึ้นบันได เคนจิสังเกตเห็นสีหน้าของรุ่นพี่ ซึ่งต่อให้ก่อนหน้านี้จะทำเป็ไม่รู้สึกรู้สากับปัญหาที่ตนต้องเผชิญ แต่พออยู่นอกสายตาของเคนจิ คาร์ลกลับมีสีหน้าเป็กังวลอย่างเห็นได้ชัด
มันคงจะดีกว่านี้ถ้าเคนจิสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของคาร์ลได้บ้าง
"นี่ครับ" เคนจิยื่นแล็ปท็อปให้คาร์ล
"ขอบคุณนะเคนจัง ถ้าไม่มีเคนจังฉันคงใช้ชีวิตไม่ได้แหงเลย"
เคนจิกลอกตา
"พอเลยครับ คำพูดแบบนั้นดูไม่จริงใจเลย"
"เอ๊ะ ฉันจริงใจมากนะ"
"เฮ้อ...ยังไงก็ตาม รุ่นพี่ควรจะซื้อโทรศัพท์ใหม่นะครับ"
เคนจิพยักหน้าไปทางโทรศัพท์มือถือฝาพับรุ่นโบราณที่ดูเก่าแก่ราวกับซากฟอสซิลของคาร์ล
"เวลาฉุกเฉิน เทคโนโลยีเป็สิ่งที่ช่วยได้เยอะเลยนะครับ"
คาร์ลดูลังเล
"เพราะว่าเวลาอยู่ใกล้ของที่น่าสนใจ มันจะทำให้ฉันว่อกแว่กได้ง่าย กลัวว่าจะทำให้งานเดินช้าน่ะสิ" คาร์ลทำแก้มป่องและบ่นอุบอิบ "แค่รับมือกับเคนจัง ฉันก็แทบไม่เป็อันทำงานแล้ว"
"ว่าไงนะครับ?"
รุ่นพี่ตัวโตส่ายหน้ารัว ๆ และตอบเสียงสูง
"เปล่า!"
เคนจิถอนหายใจ
"งั้นก็ใช้แบบเดิมแหละดีแล้วครับ"
เคนจิตัดบทแล้วเดินไปที่หน้าประตู
"เคนจังจะไปไหน?"
"ซื้อของกินครับ ยังไงคืนนี้ก็น่าจะอยู่ดึก"
"กินขนมตอนกลางคืนระวังอ้วนนะ"
"นั่นแหละครับสิ่งที่ผม้า"
ตอนนี้เคนจิผอมอย่างกับไม้เสียบผี ถึงขนาดที่ถ้ามองจากด้านหลังก็อาจจะเข้าใจผิดว่าเขาเป็เด็กผู้หญิงผมสั้นก็ได้
"อยู่บ้านดี ๆ อย่าดื้ออย่าซนนะครับ"
คาร์ลพยักหน้างึก ๆ ไม่ต่างจากเด็กน้อยที่แสนเชื่อฟัง
เคนจิออกจากคอนโด การซื้อของกิน เป็เพียงข้ออ้าง แท้ที่จริงเขาเดินมุ่งตรงไปยังสถานที่ทำงานซึ่งกำลังจะถูกทอดทิ้ง วัตถุประสงค์เดียวที่กลับไปที่นั่นก็คือเพื่อเอาอุปกรณ์บางส่วนที่สำคัญต่อการทำงานออกไป
ของทุกอย่างในนั้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของเคนจิและคาร์ล ใครจะคิดว่าเคนจิยึดติดกับสิ่งของมากเกินไปก็ได้...แต่สำหรับเขา ของพวกนั้นสำคัญมากจริง ๆ
เหตุผลอีกอย่างก็คือ เคนจิคิดว่าควรจะเอาเื่งานไปยัดให้คาร์ลดีกว่า รุ่นพี่จะได้ไม่ต้องจมปลักอยู่กับเื่ครอบครัวมากเกินไป
ตลอดเส้นทางเข้าซอยยังคงคับแคบและมืดมิด มีเพียงแสงจากไฟส่องทางดวงเล็ก ๆ เคนจิถึงกับต้องเปิดไฟแฟลชมือถือเพิ่มเติม
...คงไม่มีใครอยากเดิน ๆ อยู่แล้วรู้ตัวอีกทีก็หน้าทิ่มลงไปในท่อน้ำทิ้งหรอก...
โชคดีที่คนนิสัยเสียพวกนั้นไม่ได้บุกเข้ามาในตัวอาคารและทำลายข้าวของในที่ทำงาน
ชายหนุ่มตัวน้อยรีบหยิบกระเป๋าในตู้เก็บของมากอบโกยเอาข้าวของที่จำเป็ แล้วรีบออกจากห้องทำงานทันที
เคนจิหวังว่าหลังจากนี้คงไม่มีเื่วุ่นวายอะไรอีกแล้ว
...โชคร้ายที่เขาไม่สมหวัง...
ทันทีที่เขาก้าวลงจากบันไดขั้นสุดท้าย หูของเขาก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ตามด้วยร่างใหญ่โตของชายนิสัยเสียเมื่อตอนกลางวัน พร้อมทั้งกองกำลังลูกกระจ๊อกของเขาสองคน
...ดูเหมือนคนพวกนี้จะดักรออยู่นะ...
...เป็อย่างที่คิดเลย...
"เฮ้ยไอ้หนู! ไอ้คาร์ลมันหายหัวไปไหน!"
"ไม่ทราบครับ" เคนจิตอบเสียงเรียบ "ผมแค่มาเอาของไปทำงาน"
ชายตัวสูงพุ่งเข้ามาหาเคนจิ เป็อีกครั้งที่คนตัวเล็กถูกกระชากคอเสื้อและยกลอยขึ้นจากพื้น
"ตอบมา! ถ้าไม่อยากมีเื่!"
เคนจิกระตุกยิ้ม
"มีเื่เหรอ?..."
...กำลัง้าอยู่พอดี...