บทที่10 พรแห่งปฐมบทปัญญา
ในวันที่หก กาลเวลาภายในโลกจำลองหมุนผ่านไปอีกหลายล้านปี... ทว่าสิ่งที่หลินเฟิงปรารถนาจะให้าระหว่างแมลงั์และอสูรกายต้นกำเนิดยุติลง!
ก็เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งนับเป็ครั้งที่สองของการสุญพันธุ์
ในป่าถ่านหินโบราณที่เคยร้อนชื่น โลกพื้นดินเริ่มมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น แผ่นดินเริ่มเหือดแห้ง มีเพียงพืชที่ทนแล้งและสัตว์บกที่ทนความร้อนถึงจะมีโอกาสรอดในการอยู่ต่อ..
เพื่อโปกมือต้อนรับเหล่าสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่กำลังถือกำเนิด แมลงหลายชนิดต้องสุญพันธุ์ไปพร้อมกับคู่ปรับของมัน เพราะปรับสภาพป่าที่ร้อนแห้งไม่ได้
หลังจากผ่านพ้นยุคมืดของป่าฝนั์และเหล่าแมลงตัวั์ไปได้ไม่นาน
ในที่สุดกงล้อแห่งเวลาที่หลินเฟิงเฝ้ารอก็หมุนมาถึง... “ยุคจูราสสิก” ยุคสมัยที่สัตว์ั์ใหญ่ผู้น่าเกรงขามที่สุดในประวัติการอย่าง ทีเร็ก (T-REX) ขึ้นครองอำนาจสูงสุดบนแผ่นดินล้านปี แต่ในโลกจำลองนี้ มันกลับไม่ใช่ไดโนเสาร์ธรรมดาอย่างที่นักวิทยาศาสตร์เคยบันทึกไว้!
หลินเฟิงกวาดสายตามองไปทั่วแต่ละทวีปด้วยความตื่นตะลึง กับสิ่งที่วิวัฒนาการรังสรรค์ขึ้น
บททวีปที่ 2 เกาะมีชีวิต เขาพบกับ "เต่าั์" สายพันธุ์โบราณที่มีจะงอยปากแหลมคมเหมือนนกล่าเหยื่อ บนกระดองของมันไม่ได้มีเพียงเกล็ดแข็ง แต่กลับมีป่าไม้หนาทึบขึ้นปกคลุมจนดูเหมือน “เกาะเคลื่อนที่” ที่ว่ายวนอยู่ในมหาสมุทร
ทวีปที่ 3 กิ้งก่าทมิฬ ที่นี่คือถิ่นกำเนิดของอสุรกายที่มีรูปร่างคล้ายัในตำนาน ร่างกายขยับเขยื้อนด้วยกล้ามเนื้ออันทรงพลัง ตัวสีดำสนิทราวกับเกร็ดนิล ทว่าพวกมันกลับไม่มีปีก เป็เพชฌฆาตเดินดินที่น่าเกรงขาม
ทวีปที่ 5 ฝันร้ายสีดำ ทวีปที่ห่างไกลนี้กลับให้กำเนิด "ปีศาจ" ที่แท้จริง สิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีหนวดคล้ายปลาหมึกพวยพุ่งออกมาจากร่างกายที่มืดมิด รูปร่างของพวกมันยังคงบิดเบี้ยวและไม่แน่ชัด แต่มันกลับแผ่ซ่านไปด้วยรังสีแห่งความตาย
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินเฟิงต้องชะงักสายนิ่งที่สุด คือสิ่งมีชีวิตที่คุ้นตาแต่กลับดูแปลกประหลาด... “เผ่าพันธุ์ลิง” เขาเฝ้ามองดูความขัดแย้งของสองสายพันธุ์
เอลฟ์วานร ลิงสีน้ำตาลที่มีหูยาวเฟื้อยคล้ายกับเอลฟ์ในนิยายแฟนตาซี แถมที่หลังยังมีเกาะหนามที่เหมือนกระดองเต่าปกป้องราวกับโล่ธรรมชาติ
วานรทมิฬ ลิงั์ตัวสีดำสนิท มีร่างกายกำยำและพละกำลังมหาศาล มีเขาสองเขาที่งอกออกมาจากหน้าผาก
ทั้งสองเผ่าพันธุ์กำลังเผชิญหน้ากันด้วยความดุร้าย พวกมันคำรามก้องและแย่งชิงอาณาเขตกันอย่างไม่ลดละ นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่ออาหาร แต่มันคือจุดเริ่มต้นของ “าชิงสติปัญญา” ที่อาจนำไปสู่การเกิดของอารยธรรมแรกในโลกจำลอง!
ท่ามกลางสมรภูมิเดือดที่เผ่าเอลฟ์วานรหลังกระดองและเผ่าวานรทมิฬกำลังห้ำหั่นกันเพื่อแย่งชิงความเป็ใหญ่ ในมุมมืดของป่าลึก กลับมีเผ่าพันธุ์ที่สามซ่อนตัวอยู่เงียบๆ...
พวกมันคือ "วานรวารี" ที่ตั้งชื่อนี้เพราะพวกมันว่ายน้ำเก่งมาก สามารถอยู่ใต้น้ำได้เป็วันๆ เผ่าพันธุ์ที่มีรูปร่างผอมบางและอ่อนแอที่สุดในบรรดาไพรเมตทั้งหมด
พวกมันไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงคำรามข่มขู่ ได้แต่หลบซ่อนตัวสั่นเทาอยู่หลังดงไม้หนาทึบ เฝ้ามองดูเพื่อนร่วมสายพันธุ์เข่นฆ่ากันเองเพื่อหวังเพียงเศษซากอาหารที่เหลือทิ้ง
หลินเฟิงมองดูพวกมันด้วยสายตาเวทนา กลุ่มที่อ่อนแอที่สุดในโลกที่ป่าเถื่อนเช่นนี้ มักจะมีจุดจบคือการสูญพันธุ์
ทว่า...พวกมันก็ยังเป็สายพันธุ์ที่มีสติปัญญาที่พึ่งเกิดขึ้น…อาจมีหนึ่งสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการเป็มนุษย์ได้ และเขาไม่สามารถปล่อยประละเลยมันได้เลย เพราะมันคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของเขา….
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะละสายตา สิ่งที่ทำให้หัวใจของ "พระเ้าฝึกหัด" ต้องหยุดเต้นก็เกิดขึ้น!
เมื่อวานรวารีตัวหนึ่งอ้าปากส่งเสียงร้องเพื่อเตือนภัยเพื่อนในฝูง... เสียงร้องที่ควรจะเป็แค่เสียงคำรามไร้ความหมายของสัตว์ป่า กลับกระแทกเข้ามาในโสตประสาทของหลินเฟิง และระบบก็แปลความหมายของมันออกมาเป็ประโยคที่ชัดเจน!
“เดี๋ยวนะ... นี่ฉัน... ฟังภาษาของพวกมันรู้เื่งั้นเหรอ!?”
หลินเฟิงเบิกตากว้าง ร่างกายชาวาบด้วยความตกตะลึงสุดขีด นี่ไม่ใช่แค่การส่งเสียงตามสัญชาตญาณ แต่มันคือการสร้าง "ภาษา"!
ความคิดในหัวของเขาตีกันวุ่นวาย การสื่อสารที่เป็ระบบคือประกายไฟหยดแรกที่จะจุดชนวนไปสู่การสร้าง "อารยธรรม" นี่อาจเป็จุดเริ่มต้นของมนุษย์คนแรกในโลกจำลอง!
แต่คำถามที่ทำให้หลินเฟิงคิดไม่ตกก็คือ... ท่ามกลาง 3 เผ่าพันธุ์นี้ เผ่าไหนกันแน่ที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของเดรัจฉาน พัฒนาสติปัญญา และก้าวขึ้นมาเป็ "มนุษย์" อย่างแท้จริง?
จะเป็เผ่าเอลฟ์ที่แข็งแกร่ง เผ่าทมิฬที่ดุดัน... หรือเผ่าขี้ขลาดที่รู้จักการหลบซ่อนและสร้างภาษาเพื่อเอาตัวรอดกันแน่!?
ทว่า….พระเ้ายังคงเฝ้ามองดูหลินเฟิงจากเบื้องบนด้วยสายตาเรียบเฉย แววตาของผู้รู้แจ้งกลับฉายแววเบื่อหน่ายเล็กน้อย
“มนุษย์เอ๋ย...“
” ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตนี้ สิ่งที่เ้ามองเห็นเป็เพียงเศษเสี้ยวของธุลี “
“ เื้ัของพระเ้านั้นไม่ได้ดีอย่างที่เ้าคิด ”
“ ในโลกของเหล่าพระเ้า ”
“ สัจธรรมที่แท้จริงนั้นเงียบงันและเยือกเย็นกว่านั้น ”
“ เ้าเอาแต่เฝ้ามองแต่สรรพสิ่งเบื้องล่าง... แต่กลับไม่เคยแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ครอบตัวเ้าเลย ว่ามันลึกล้ำเพียงใด ”
“ ตราบใดที่ดวงตาของเ้ายังมืดบอดต่อความกว้างใหญ่ของอนันตกาล เ้าก็ยังคงเป็เพียงนกในกรงทองที่พระเ้าเลี้ยงไว้ “
สุรเสียงนั้นสงบนิ่ง ทว่าหนักอึ้งดั่งขุนเขาที่กดทับลงมาบนผืนโลก
“ เมื่อใดที่เ้าตระหนักว่า ว่าเม็ดทรายในมือเ้า และดวงดาวนับล้านบนฟากฟ้า ล้วนว่างเปล่าไม่ต่างกัน... เมื่อนั้น… เ้าถึงจะเริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า 'พระเ้า' อย่างแท้จริง”