Galactic Imperium

    ตอนที่หนึ่งร้อยสิบสอง ส่งจักรพรรดิไปเรียนหนังสือ 15

    ตอนที่หนึ่งร้อยสิบสอง ส่งจักรพรรดิไปเรียนหนังสือ15

    ลองมาทำแบบทดสอบเบื้องต้นของจักรวรรดิตนเองทำให้ผมพอจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นของความคิดประชาชนในจักรวรรดิของผม

    ว่าทางเทคนิคทำให้ขุนนางชนชั้นสูงหรือผู้มีพลังจิตมีชีวิตที่สบายที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว

    ขอเพียงเป็นผู้มีพลังจิตอย่างน้อยระดับเอฟซิลอนEpsilon ขึ้นไปและสามารถวาดภาพได้

    ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ

    หรือบอกได้ว่าพวกพลังจิตมักจะเป็น

    สายศิลป์ มากกว่า สายวิทย์

    การสะบัดพู่กันและการใส่อารมณ์ไปในผลงานศิลปะหรือบทเพลงต่างๆนั้นทำให้ผู้มีพลังจิตมีความสุขมากกว่าการพยายามค้นคว้าวิทยาศาสตร์ที่มีกฎเกณฑ์แน่นอน

    เราจะยึดถือว่ากฎวิทยาศาสตร์เป็นความจริงได้อย่างไรในเมื่อเราเปลี่ยนกฎได้ด้วยพลังจิต?

    การที่ผู้มีพลังจิตยึดอาชีพสายศิลป์มากกว่า

    Mind Over Matter

    จิตใจเหนือกว่าวัตถุ

    ทำให้อยู่ในอาชีพที่สบายมากกว่าในการหารายได้เนื่องจากคนมีความสามารถมีจำนวนจำกัดและสามารถทำงานที่ตอบสนองต่ออารมณ์ได้มากกว่า

    ผมเข้าใจแล้ว

    แต่ผมก็ยังต้องการคนที่สามารถมาสร้างยานอวกาศด้วยโลหะอัลลอยด์ที่จะเอามาต่อสู้กับพวกหายนะของจักรวาลแต่ละอย่าง

    แต่กระนั้นผมก็ตัดใจ

    อนุมัติงบประมาณสร้าง

    พิพิธภัณฑ์ศิลปะ

    Art Museum

    เพิ่มจำนวนมากขึ้น

    ซึ่งผลกระทบก็เห็นได้ทันที

    การสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะนั้นสร้างด้วยความรวดเร็วและได้ผลตอบแทนเป็นค่าการเมืองเร็วกว่ามาก

    ...

    ทั่วทั้งจักรวรรดิได้มีการประกวดผลงานศิลปะด้านต่างๆ

    ทำให้ประชาชนทุกคนที่มีพลังจิตได้ทำการทดสอบกันอย่างคึกคักทั่วจักรวรรดิ

    จะเรียกว่าคือการทดสอบที่ยุติธรรมที่สุดก็ว่าได้

    เพราะศิลปะที่ประกอบด้วยพลังจิตนั้นไม่สามารถโกหกกันได้

    แต่ให้สามารถโกหกคนอื่นก็ไม่สามารถโกหกวิญญาณของตนเอง

    ทำให้การแบ่งการพิจารณาตั้งคณะกรรมการได้รับการตอบรับบอย่างคึกคัก

    ทำให้ศิลปินที่ต้องการได้ชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นับหน้าถือตา

    ได้พยายามใส่อารมณ์และจิตวิญญาณของตนลงในภาพวาดอย่างทุ่มเทเต็มที่

    แต่คนที่จะได้รับเงินรางวัลและผลงานไปแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่แม้มีการสร้างมากขึ้นก็ต้องเป็นคนที่มีฝีมือเหนือกว่าคนทั่วไปเท่านั้น

    ทุกคนรู้สึกถึงความแปลกใหม่ที่ไม่ได้รู้สึกมานานของการได้สร้างผลงานศิลปะมากขึ้นกว่าเดิม

    พวกที่ทำผลงานได้ดีเป้ฯที่ชื่นชอบของผู้คนก็ยิ่งพยายาทำให้ดีมากขึ้นไปอีก

    เพื่อแสวงหาความสมบูรณ์แบบ

    Pursuit of perfection

    ..

    ผมพยักหน้ามองดูปริมาณของภาพวาดต่างๆและผลงานศิลปะที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

    ผมกะว่าจะเอาของพวกนี้ไปขายให้กับจักรวรรดิอื่นๆหารายได้ให้กับตนเอง

    และมันสามารถล้างสมองเอ๊ย

     สร้างความกลมกลืนทางวัฒนธรรม assimilate culture

    ว่าอาณาจักรที่ซื้อผลงานศิลปะของผมไป

    จำเริ่มยอมรับวัฒนธรรมของผมได้มากขึ้นทีละน้อยจะเป็นข้อได้เปรียบในการดำเนินการทางการทูต

    อย่างที่ท่านหานเฟยจื่อแห่งรัฐหานกล่าวว่า

    หากต้องการให้ประชาชนใช้ธนูเก่งก็กำหนดว่าให้มีการใช้ธนูในการตัดสินคดี

    เมื่อประชาชนเห็นว่าการทำอาชีพอะไรได้กำไรมากที่สุด

    พวกเขาก็จเคลื่อนไหวไปในทิศทางนั้น

    การให้เงินสนับสนุนจากทางรัฐคือการกวาดต้อนให้ประชาไปในทิศทางที่เราต้องการได้

    หากทำทางเรียบให้เดินและมีการช่วยเหลือในทางนั้น

    ประชาชนก็จะเดินไปทางนั้นมากกว่าเดิมมันคือเรื่องง่ายๆเช่นนี้เอง