หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จน้ำแกงบำรุงที่เตรียมไว้ให้คุณหนูฉินก็เคี่ยวได้ที่ซูอี้หว่านลงมือเตรียมเครื่องเคียงรสชาติเบาๆ อีกสองอย่างพร้อมกับนำหมูผัดเปรี้ยวหวานสับปะรดที่แยกเก็บไว้ก่อนหน้านี้ใส่จานแล้วส่งกล่องข้าวให้ซูอี้โจว
"พี่ชาย ข้าขอรบกวนท่านไปส่งหน่อยนะเจ้าคะ" ซูอี้หว่านส่งสายตาพราวระยับให้เขา"อย่าลืมกล่าวทักทายคุณหนูทั้งสองแทนข้าด้วยล่ะ"
เมื่อสบกับสายตาที่มีเลศนัยของน้องสาวซูอี้โจวก็ยกมือขึ้นลูบหน้าผากโดยไม่รู้ตัว พยักหน้าพลางรับกล่องข้าวแล้วหันกายจากไป
ตอนที่ตั้งแผงขายของเมื่อเช้านี้ซูอี้หว่านบังเอิญได้ยินลูกค้าคนหนึ่งบ่นว่าไชโป๊ที่บ้านหมักไว้มีรสฝาดไม่อร่อยแถมยังบอกอีกว่า ไปซื้อจากร้านหมักผักก็ไม่อร่อยเช่นกันแล้วยังรำพึงรำพันถึงรสชาติผักดองที่เคยทานเมื่อครั้งไปเยือนแคว้นปาฉู่(เมืองเสฉวน) สมัยยังสาว
คำพูดเหล่านั้นจุดประกายความคิดให้แก่ซูอี้หว่านปัจจุบันแผงขายอาหารเช้าของนางมีทั้งอาหารหลัก เต้าฮวย โจ๊กแต่กลับไม่มีเครื่องเคียง
ก่อนหน้านี้ซูอี้หว่านคิดว่าของเหล่านี้ชาวบ้านทั่วไปย่อมทำกินเองได้ คงไม่มีใครอยากเสียเงินซื้อกระทั่งได้ยินคนเหล่านั้นสนทนากันเมื่อเช้านี้ นางจึงตระหนักว่าตนเองคิดผิดไป
แน่นอนว่าหลายครอบครัวทำผักดองกินเองแต่สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะง่าย ทว่าหากต้องการให้อร่อยก็ต้องมีเคล็ดลับคนส่วนใหญ่อาจไม่เข้าใจ ดังนั้นผักดองที่ทำออกมาจึงไม่อร่อยเท่าที่ควร
นางสามารถทำเพิ่มได้อีกหลายอย่างนำไปขายที่แผงอาหารเช้า น่าจะมีคนอยากซื้อ
ถึงแม้จะขายไม่ได้กินเองก็ไม่เสียเปล่า
ช่วงแรกนี้ซูอี้หว่านตั้งใจจะทำแตงกวาแช่เกลือและผักดองปรุงรสหากขายดีแล้วค่อยเพิ่มชนิดอื่นก็ไม่สาย
ทั้งสองอย่างนี้ไม่ซับซ้อนเพียงแต่ที่นี่ไม่มีซอสพริกสำเร็จรูป นางจึงต้องลงมือทำเอง
จางอ้ายหลินทำตามคำแนะนำของนางหั่นแตงกวาเป็นแท่ง แล้วคว้านส่วนที่เป็นไส้ออกไป ส่วนเซียวจวิ้นอันก็ถือมีดทำครัวสับเขียงเสียงดัง ‘ปัง ปัง’
ทั้งสามคนต่างทำหน้าที่ของตนพูดคุยกันเป็นครั้งคราว บรรยากาศอบอุ่นกลมเกลียว
ในเวลานี้เองประตูรั้วก็ถูกเปิดออกด้วยแรงเตะ ‘โครม’ จากนั้นใบหน้าเหี่ยวย่นแสนจะใจร้ายก็ปรากฏขึ้น
เมื่อเห็นใบหน้านี้คิ้วของซูอี้หว่านก็ขมวดเข้าหากันแทบจะทันที
"พวกเจ้าครอบครัวคนต่ำช้า กล้าดีนี่!” ซูไท่ไท่จอมละโมบยืนขวางประตูดวงตาเล็กๆ กวาดมองสำรวจข้าวของในเรือนอย่างถี่ถ้วนแววตาแสดงออกถึงความอยากได้ใคร่มีอย่างโจ่งแจ้ง
"พวกเจ้าใช้ชีวิตสุขสบายขึ้นมาได้แล้ว กลับไม่เหลียวแลผู้อาวุโสพวกเจ้ามันอกตัญญู!"
"หึๆ..."
จางอ้ายหลินหัวเราะเยาะออกมาทันทีมือยังคงถือมีดทำครัวเดินไปหยุดอยู่ไม่กี่ก้าวตรงหน้าหญิงชรา เหลือบมองนางแวบหนึ่งแล้วหันไปมองซูอี้หว่าน "หว่านหว่านเหมือนจะมีแมลงวันบินว่อนอยู่ในเรือนเรานะ"
ซูอี้หว่านย่อมเข้าใจความหมายของนางดีจึงพยักหน้าเห็นด้วย "ท่านแม่หรือว่าถังน้ำล้างจานที่เราวางไว้หน้าประตูจะล่อแมลงวันมา?"
"แมลงวันนี่น่ารังเกียจที่สุด หรือเจ้าจะให้แม่เอาน้ำเน่าๆในถังไปสาดที่หน้าประตูดี?"
กล่าวพลางมองสำรวจซูไท่ไท่อย่างรังเกียจในใจอยากจะสาดน้ำเน่าๆ ใส่ตัวนางเหลือเกิน
ไม่ได้เจอกันนานรูปร่างของซูไท่ไท่ดูเหมือนจะโทรมลงกว่าเดิมไม่น้อยใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นเต็มไปด้วยความละโมบน่ารังเกียจซูอี้หว่านมองเพียงแวบเดียวก็รีบละสายตา
หากมองนานกว่านี้นางกลัวว่าจะเกิดอาการตาแดง
"นางแพศยา เจ้าพูดจาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?" ซูไท่ไท่โกรธจนกัดฟันกึก ใบหน้าที่เหี่ยวย่นเพราะอารมณ์นั้นทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยวจนน่าเกลียดเกินบรรยาย
ซูอี้หว่านทนดูไม่ได้จึงเบือนหน้าหนี หากมองนานกว่านี้ นางกลัวว่าจะอาเจียนออกมาตรงนั้น
ซูไท่ไท่เห็นท่าทางเช่นนั้นกลับเข้าใจความหมายของนางผิด คิดว่าอีกฝ่ายกลัวตนเอง จึงเผยสีหน้าลำพองใจออกมา"ถ้ายังรู้สำนึก ก็รีบหาห้องมาให้ข้าสักสองสามห้องข้ากับพวกบ้านใหญ่ จะเข้ามาอยู่ด้วย"
ซูไท่ไท่เชิดหน้าขึ้นน้ำเสียงเต็มไปด้วยคำสั่ง ราวกับนางยังคงเป็นเจ้าบ้านของตระกูลซูอยู่
"อี้ฉิน ประคองข้าเข้าไปนั่งข้างใน" หันไปมองซูอี้ฉินที่ยืนอยู่ข้างหลังตนเองซูไท่ไท่ยกแขนขึ้น "รีบๆ หน่อยยืนอืดอาดอยู่ตรงนั้นทำอะไร มีข้าอยู่ ใครจะกล้ากินเจ้ากัน"
ซูอี้ฉินเม้มปากพยักหน้าแล้วเข้าไปประคองแขนของหญิงชรา ทว่าตอนที่ยืนอยู่ข้างนางสายตากลับฉายแววเคียดแค้นอย่างปิดไม่มิด
เรื่องที่ซูไท่ไท่บังคับให้นางคุกเข่าแทนที่หน้าประตูเมืองเมื่อครั้งก่อนซูอี้ฉินไม่มีวันลืม นางอับอายเช่นนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิต
นางเกลียดครอบครัวซูอี้หว่านเกลียดซูไท่ไท่ แม้กระทั่งเกลียดคนในครอบครัวที่ตอนนั้นไม่ยอมปกป้องนาง
ซูอี้ฉินรู้ว่าตอนนี้ตนเองทำอะไรไม่ได้จึงกดความแค้นนี้ไว้ในใจ นางไม่กล้าลืมเลือน ทุกวันต้องเตือนตนเองหลายครั้งว่าสักวันหนึ่งนางจะต้องตอบแทนความอัปยศที่ได้รับในวันนั้นให้ได้สิบเท่าร้อยเท่า!
ซูไท่ไท่ไม่รู้ถึงความแค้นของหลานสาวคนโตตอนนี้นางประคองแขนซูอี้ฉิน เชิดหน้าเดินเข้าไปในลาน ตรงไปนั่งบนเก้าอี้ตรงกลาง
‘ตึง’
ตอนที่ร่างของนางทิ้งตัวลงไปเก้าอี้ก็แตกกระจายในทันที ซูไท่ไท่ไม่ทันตั้งตัว ล้มลงกับพื้นนอนอยู่ตรงนั้นร้องโอดโอยไม่หยุด
"พรืด... ฮ่าๆๆ"
จางอ้ายหลินและซูอี้หว่านสบตากันจากนั้นก็กลั้นขำไว้ไม่อยู่ ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
เก้าอี้ตัวนี้เป็นของเจ้าของบ้านเดิมตอนที่เก็บของในห้องเก็บของก็พบมัน เก้าอี้ตัวนี้พังมาตั้งแต่แรกแล้วขาเก้าอี้ข้างหนึ่งหลวมคลอน สภาพใกล้จะพังเต็มที วันนี้ย้ายเก้าอี้ตัวนี้ออกมาตั้งใจจะให้ซูอี้โจวซ่อมให้
แต่ยังไม่ได้ซ่อมหญิงชราผู้นี้กลับโชคดี มองเก้าอี้ตัวนี้ตั้งแต่แรกเห็น
ซูไท่ไท่ก็อายุไม่น้อยแล้วล้มลงอย่างไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ย่อมเจ็บปวดไม่น้อยยิ่งถูกพวกนางหัวเราะเยาะเช่นนี้ ก็ยิ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
เมื่อครู่ก้นของนางกระแทกพื้นก่อนตอนนี้เจ็บมากจนไม่มีแรง จะลุกขึ้นก็ลำบาก แต่จะให้นั่งอยู่บนพื้นปล่อยให้ซูอี้หว่านและมารดาหัวเราะเยาะ ก็ยิ่งทำให้นางโกรธ
หญิงชรากัดฟันถลึงตาใส่ซูอี้ฉิน"ยืนงงอะไรอยู่ รีบประคองข้าขึ้นมาเร็ว!"
ซูอี้ฉินก้มหน้าลงยื่นมือไปประคองหญิงชรา แต่หญิงชรากลับบ่นพึมพำไม่หยุด ปากก็พร่ำว่า"พวกตัวซวย พวกไร้ประโยชน์..."
ซูอี้ฉินไม่ได้หูหนวกย่อมได้ยินอย่างชัดเจน สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที