ทางเดินยามค่ำคืนในวังหลวงสลับซับซ้อนหากมิใช่เพราะหลี่เยว่ศึกษาเส้นทางจากตำหนักฝึกฝนไปที่สำนักหมอหลวงมาเป็อย่างดีนางคงจะหลงทางไปแล้ว
หลี่เยว่ ก้าวเดินอย่างระมัดระวังชายกระโปรงสีอ่อนถูพื้นเบา ๆ นางตั้งใจจะไปพบกับ หมอหลวงหวังตามที่สหายร่วมฝึกแนะนำมาหากอาการปวดบวมที่สองขาทุเลาลง วันพรุ่งนี้การฝึกฝนของนางคงไม่ถูกข้าหลวงหมี่ตำหนิและลงโทษ
หากแต่หลี่เยว่ไม่รู้เลยว่า การออกมาเดินในวังหลวงยามวิกาลเช่นนี้ เป็ความผิดร้ายแรงโดยที่ไม่อาจให้อภัยได้
ตึกตึก!!! เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นจากมุมทางเดิน
“ใครอยู่ตรงนั้น??!!”
เห็นเงาที่ทอดยาวไปบนพื้นหลี่เยว่ถึงกับหน้าซีด เืในกายเย็นวาบ นางรีบหันหลังจะถอยหนี แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้วเงาร่างองครักษ์ในชุดเกราะปรากฏขึ้น พร้อมดาบในมือที่ถูกชักออกมาสะท้อนแสงจันทร์ตามหน้าที่
“นั้นใคร?? หยุดเดี๋ยวนี้!!”
หลี่เยว่ทรุดตัวลงกับพื้นนางคุกเข่าต่อหน้าทหารยามโดยแทบไม่ต้องนึกคิดพยายามหาคำตอบและหนทางรอดไปจากสถานการณ์ตรงหน้า
“ขะ...ข้า...”แน่นอนว่า คำตอบที่จะทำให้รอดไปจาก สถานการณ์ที่ตัวเองเป็ฝ่ายทำผิดกฏร้ายแรงของวังหลวงนั้นแทบจะเป็ศูนย์
ขณะที่กำลังมืดแปดด้านไร้ซึ่งหนทางเสียงหนึ่งก็ได้ดังแทรกขึ้นอย่างสงบ
“ช้าก่อน”
องครักษ์ชะงักและรีบหันไปทางต้นตอของเสียงร่างในชุดขันทีสีเข้มก้าวออกมาจากเงามืด เขามีท่าทางสำรวม ใบหน้านิ่งเฉยแต่แววตากลับเย็นลึกยากจะคาดเดา
“นางได้รับคำสั่งจึงออกมาทำงานให้กับข้ายามวิกาล”
ได้ยินเช่นนั้น องครักษ์ขมวดคิ้วและถามซ้ำให้แน่ใจ
“ยามนี้หรือ?”
ขันทีพยักหน้าเพียงเล็กน้อย“เป็คำสั่งจากส่วนใน”
ไม่มีคำอธิบายยืดยาวแต่กลับทำให้องครักษ์ไม่กล้าซักถามต่อ
ไม่นาน เงาร่างของทหารองครักษ์ก็เลือนหายไปตามทางเดินเหลือไว้เพียงความเงียบยามค่ำคืนอีกครั้ง
หลี่เยว่ที่ยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้นนางตัวสั่นเล็กน้อยด้วยความกลัว
“ขะ...ขอบคุณ...ขอบคุณท่านขุนนางเ้าคะ”
ขันทีหนุ่มมองหลี่เยว่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ
“ลุกขึ้นเถิด...ข้าเป็เพียงขันทีวังในเท่านั้นไม่ใช่ขุนนางอย่างที่เ้าคิดหรอก”
ทันทีที่วิกฤตถึงชีวิตผ่านพ้นไปหลี่เยว่พยายามยืนขึ้น แต่นางเกิดอาการสั่นไหว จึงเสียหลักไปด้านหลัง ขันทีหนุ่มเห็นเช่นนั้นเขารีบคว้าแขนมาพยุงไม่ให้ล้ม ทว่าก็ทั้งคู่ก็รีบผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาระยะห่างตามกจารีต
“เหตุใดจึงออกมาดึกดื่นเช่นนี้...ไม่รู้หรือว่ามันผิดกฏ?” น้ำเสียงของขันทีหนุ่มไม่ได้ตำหนิ เพียงแค่แฝงความเข้มงวดตามกฏ
หลี่เยว่เม้มริมฝีปากพร้อมกับบอกเล่าเจตนาของตัวเองออกไป“มะ...มีคนบอกว่าหมอหลวงหวังแจกจ่ายโอสถที่ใช้ทาเพื่อลดอาการบวมช้ำที่ข้อเท้า ข้า้าสิ่งนั้นเพื่อให้อาการทุเลาไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการฝึกของวันพรุ่งนี้ ข้าไม่รู้ว่าเป็ความผิดเห็นสตรีคนอื่นในตำหนักฝึกก็ทำกัน”
ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาขันทีฉายแววครู่หนึ่งเขารู้ทันทีว่าหญิงสาวตรงหน้าถูกผู้อื่นหลอกมา ไม่มีสตรีนางไหนกล้าออกมาเดินในวังหลวงยามวิกาลอย่างแน่นอน
“ไม่มีใครเคยสอนเ้าบ้างหรือว่าคำพูดที่ดูมีน้ำใจในที่แห่งนี้เป็เสมือนเป็ยาพิษอาบน้ำผึ้ง”
ได้ฟังเช่นนั้นหลี่เยว่เข้าใจแล้วว่านางถูกหลอก หญิงสาวได้แต่ก้มหน้า นิ้วมือกำชายเสื้อแน่นเสียงพึมพำแ่เบาดังสะท้อนความในใจ
“ข้าช่างโง่นัก”
ขันทีหนุ่มไม่ได้ตำหนิอีกฝ่ายเขาเพียงถอนหายใจแ่เบา
“ตามข้ามา”
หลี่เยว่เดินตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปยังศาลาเล็กๆ ด้านข้างมีตะเกียงแขวนไว้หนึ่งดวงคอยให้ความสว่าง ขันทีหนุ่มมองไปยังขาของหลี่เยว่ที่เดินกระเพก
“นั่งลงก่อน ที่นี่ไม่มีใครอื่น” อีกฝ่ายกล่าวเสียงต่ำ
หลี่เยว่ชะงักเล็กน้อยก่อนจะทำตามอย่างว่าง่าย โดยที่ไม่รู้ว่าเหตุใด หัวใจของนางถึงเต้นรั่วแบบนี้
“เ้ามีชื่ออะไร?”
“หลี่...หลี่เยว่เ้าค่ะ”
ขันทีหนุ่มพยักหน้าเบาๆ “จำเอาไว้ อย่าได้ออกมาเพียงลำพังยามวิกาลอีก” น้ำเสียงนั้นมิใช่คำสั่งหากเป็เหมือนแสงไฟอุ่นๆที่ชำระความเหน็บหนาวในสถานที่อ้างว้างอย่างวังหลวง
หลี่เยว่าเม้มริมฝีปากแน่นสายตามองต่ำไม่กล้าเผชิญหน้า ก่อนจะเอ่ยกลับไปสั้นๆ “ขอบคุณ”
ขันทีหนุ่มคุกเข่าลงต่ำเขาหยิบขวดยาออกมาจากแขนเสื้อ “ยื่นขามา”
หลี่เยว่ใกับสิ่งที่ได้ยิน“ทะ...ท่าน!!??”
“ไม่ใช่ว่าที่เ้าออกมาเพราะ้ายาจากหมอหลวงหวังหรอกหรือยานั้นข้าเองก็มี” พูดจบเขาใช้มือแตะััข้อเท้าของหลี่เยว่อย่างระมัดระวังไม่เร่ง ไม่หนัก ยาสมุนไพรชั้นดีถูกทาลงบนผิวขาวอ่อน ซึมลงไปบรรเทาความเ็ปที่อดทนมาหลายวัน
หลี่เยว่เผลอมองอีกฝ่ายแสงตะเกียงสะท้อนใบหน้าสงบนิ่ง นางไม่รู้เลยว่า ระหว่างพวกเขาทั้งสอง อยู่ใกล้กันเสียจนเงาที่ทอดลงบนพื้นประสานเป็หนึ่งเดียว
“ยังเจ็บอยู่หรือไม่?” ขันทีหนุ่มถามโดยไม่เงยหน้า
“ไม่เ้าค่ะ”หลี่เยว่ตอบกลับ หากแต่สายตายังคงจ้องรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายราวกับ้าเก็บไว้ในความคิดมิให้ลืม
“ท่านใจดีเหลือเกิน”
ได้ยินเช่นนั้นขันทีหนุ่มชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะทายาต่อราวกับไม่เคยได้ยิน เมื่อเสร็จแล้วเขาลุกขึ้นและยืนถอยห่างรักษาระยะดังเดิม
“เสร็จแล้วเ้ากลับตำหนักไปได้ และอย่าออกมาเดินเพ่นพ่านอีก หากคนที่เจอเ้าไม่ใช่ข้าเื่คงไม่จบง่าย”
หลี่เยว่พยักหน้าด้วยรอยยิ้มเล็กๆ“ข้าจะจำเอาไว้”
ก่อนที่ทั้งสองจะจากกันหลี่เยว่รวบรวมความกล้า เอ่ยถามด้วยเสียงแ่
“ขอบคุณท่าน...ที่ช่วยเหลือ...เอ่อ...ช่วยบอกนามของท่านแก่ข้าได้หรือไม่??”
ขันทีหยุดชะงักเท้าครู่หนึ่งและก้าวต่อไปโดยไม่หันหลังกลับมาตอบคำถามนี้แก่อีกฝ่าย เงาร่างนั้นเลือนไปในความมืดทิ้งไว้เพียงหลี่เยว่ที่ยืนนิ่งมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายหายไป
หัวใจหลี่เยว่เต้นแรงเื่ราวที่เกิดขึ้น ทำให้นางรู้สึกว่า วังหลวงแห่งนี้ มิได้มีแต่ความน่ากลัวเพียงอย่างเดียวที่ซ่อนอยู่