ตลอดหลายวันที่ผ่านมาในสมองของจี้เยี่ยนจื๋อได้แบ่งขอบเขตของผู้ต้องสงสัยไว้อย่างชัดเจนแล้ว
อย่างแรกคนที่แอบเอาเ้าจานกลมนี้มาวางไว้ย่อมต้องเป็คนที่สามารถเข้าออกคฤหาสน์ได้อย่างอิสระ
อย่างที่สองคนที่นำมาวางอาจไม่ใช่คนสร้างมันขึ้นมา แต่ในเมื่อต้องเป็คนควบคุมอย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีความรู้ด้านเทคนิคอยู่บ้าง
และอย่างสุดท้ายเมื่อตัดพวกคนรับใช้หรือบอดี้การ์ดที่รู้หน้าค่าตาเป็อย่างดีออกไปรวมถึงตัดคนอย่างจี้ทิงทิ้ง คำตอบก็เหลือเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ในตอนนี้สวีเหรินซึ่งไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองตกเป็เป้าหมาย เขาพยายามฝืนทำใจดีสู้เสือ“ผมไม่เคยเห็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอะไรนั่นเลยครับทุกวันที่ผมมาติวเสร็จก็กลับทันที ไม่เคยไปในที่ที่ไม่ควรไปเลยสักครั้ง”
สิ้นคำพูดนั้นเลี่ยวข่ายที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้
อย่างไรเสียก็แค่พวกเด็กมหาลัยที่โลกสวยไปวันๆจิตใจยังอ่อนหัดนัก แค่เครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดาๆ บอกว่าไม่เคยเห็นก็จบแล้วทำไมต้องเน้นย้ำเพื่อเลี่ยงความสงสัยให้ดูพิรุธขนาดนี้
“คุณครูสวีไม่ต้องเกร็งไป ผมไม่ได้สงสัยอะไรในตัวคุณ เพียงแต่ว่า...”สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อพลันเปลี่ยนไปแววตาคมกริบดูเ็าขึ้นมาทันที
“หุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวนั้นความจริงแล้วคือเครื่องจารกรรมมันมีคนจงใจนำมาวางไว้ในบ้านของผม นอกจากจะทำลายระบบควบคุมส่วนกลางแล้วยังเป็ไปได้ว่าอาจจะขโมยข้อมูลสำคัญจากคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานของผมไปด้วย”
“ข้อมูลงานวิจัยของกลุ่มบริษัทซื่อลี่รั่วไหลคุณเป็นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก็น่าจะรู้ดีนะว่ามันหมายถึงอะไร?”
สวีเหรินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวหัวใจเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมา ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดขึ้นมาฉับพลัน
“ผม...”
เขายังไม่ทันจะอ้าปากเลี่ยวข่ายก็ก้าวออกมาสมทบอย่างรู้ใจ “คุณครูสวีวางใจได้ครับท่านประธานจี้ได้สั่งคนมาดักสัญญาณแล้วเพียงแต่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่อาจคาดเดาได้จึงอยากขอให้คุณครูสวีพักอยู่ที่นี่สักสองวัน รอให้เื่ราวคลี่คลายอย่างชัดเจนแล้วเราจะมีเงินชดเชยพิเศษมอบให้ครับ”
“ห้องพักเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เชิญตามผมมาครับ”
พวกเขาไม่เปิดโอกาสให้สวีเหรินโต้แย้งแม้แต่น้อยแม้แต่บรรยากาศรอบตัวก็ยังอบอวลไปด้วยแรงกดดัน
ใบหน้าของสวีเหรินเริ่มเปลี่ยนเป็สีซีดขาวเขาพยายามจะลุกขึ้นยืนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทว่าความรู้สึกชาหนึบที่แขนขากลับทำให้ท่าทางของเขาดูเก้งก้างอย่างเห็นได้ชัด
เขาเดินตามเลี่ยวข่ายออกไปทันใดนั้นปลายนิ้วก็พลันสั่นระริกก่อนจะกำหมัดแน่น
สวีเหรินหันกลับมาอย่างกะทันหัน“คุณจี้ครับ แทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งนั่นผมเป็คนทำเองครับแต่ผมไม่ได้ใช้มันขโมยข้อมูลจริงๆ นะครับ ผมแค่... แค่...”
“แค่เอามันมาช่วยจี้ทิงแกล้งผมสักรอบ ใช่ไหมล่ะ?” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
สวีเหรินเบิกตากว้างก่อนจะส่ายหน้าเป็พัลวัน “เปล่าครับ เปล่า...เื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับจี้ทิงเลยจริงๆ นะครับ!”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็น“ตั้งชื่อว่าแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งขนาดนี้นอกจากไอ้หมอนั่นแล้วจะมีใครตั้งชื่อพรรค์นี้ได้อีก”
สวีเหรินชะงักไป...หรือว่าแทสเมเนียนจะเป็ชื่อเล่นของคุณจี้กันนะ?
ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อเย็นเยียบราวกับเคลือบน้ำแข็งน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาแต่ละคำราวกับเศษน้ำแข็งที่ทิ่มแทง“แทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งนั่น คุณขโมยของคนอื่นมางั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่ครับ ผมทำมันขึ้นมาเองจริงๆ” สวีเหรินรีบรับผิดไว้ที่ตัวเองทั้งหมด
“ทำเองงั้นเหรอ? เฮอะ”
ั้แ่เริ่มสงสัยจี้เยี่ยนจื๋อก็สั่งให้เลขาส่งประวัติของสวีเหรินมาให้ดูเรียบร้อยแล้ว
ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวฐานะยากจนเติบโตมากับคุณตาั้แ่มัธยมต้นก็อาศัยเบี้ยเลี้ยงจากรัฐบาลและทุนการศึกษามาโดยตลอดแม้จะสอบติดปริญญาโทที่พรินซ์ตันได้ แต่เพราะไม่ได้ทุนเต็มจำนวนจึงต้องสละสิทธิ์ไป
คนที่มีฐานะทางการเงินบีบคั้นขนาดนี้เขาไม่เชื่อหรอกว่าเ้าตัวจะยอมเก็บงำเทคโนโลยีมูลค่าหลายสิบล้านไว้โดยไม่ขายแต่กลับยอมทนรับอารมณ์ร้ายๆ ของจี้ทิงเพื่อเป็ครูสอนพิเศษไปวันๆ
สวีเหรินตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะไม่ทำให้จี้ทิงเดือดร้อนจึงรวบรวมความกล้าตอบกลับไป “ถ้าคุณจี้ไม่เชื่อผมก็ไม่มีอะไรจะพูดครับ แต่นอกจากถ่ายรูปคุณไปไม่กี่รูปแล้วผมก็ไม่ได้ทำเื่ที่ไม่ควรทำเลย”
นี่ยังมีถ่ายรูปเขาไว้อีกรึ?
จี้เยี่ยนจื๋อรู้ได้ทันทีว่าจี้ทิงต้องเป็คนบงการแต่เขาก็ยังสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์ “สรุปสั้นๆเื่ที่ผ่านมาผมจะไม่ถือสาหาความ”
เขาลุกขึ้นจากโซฟาก้าวเดินไปยังสวีเหรินอย่างไม่รีบร้อน “แต่มีข้อแม้ว่าตอนนี้ผม้าเทคโนโลยีชิปของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งคุณก็น่าจะรู้ศักยภาพของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ดี เื่ค่าลิขสิทธิ์เราตกลงกันได้และถ้าคุณช่วยประสานงานให้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้ผลประโยชน์ที่จะได้ย่อมไม่น้อยแน่”
ทั้งข่มขู่และหลอกล่อล้วนทำไปเพื่อจุดประสงค์นี้คนขี้ขลาดอย่างสวีเหรินคืนนี้คงต้องรีบติดต่อหาเ้าของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งเป็แน่
สวีเหรินกำลังจะอ้าปากพูดบางอย่างแต่จี้เยี่ยนจื๋อก็เดินจากไปเสียก่อน “เพื่ออนาคตของคุณลองกลับไปทบทวนให้ดี แล้วค่อยให้คำตอบผมภายในสองวัน”
หลังจากเขาเดินออกไปเลี่ยวข่ายก็พาตัวสวีเหรินไปยังห้องพักแขก
สวีเหรินกอดกระเป๋าเป้นั่งอยู่บนขอบเตียงทั้งรู้สึกผิดและหดหู่ใจ จี้ทิงอุตส่าห์ไหว้วานเขาเพียงเื่เล็กน้อยแค่นี้แต่เขากลับทำพังไม่เป็ท่า จะทำยังไงดี...
สิบกว่านาทีต่อมาประตูห้องพักแขกถูกแง้มออกเป็ช่องเล็กๆ อย่างไร้เสียง
สวีเหรินชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวาไปตามโถงทางเดินเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครจึงแทรกตัวผ่านช่องประตูออกมา
เลี่ยวข่ายที่เฝ้ามองผ่านกล้องวงจรปิดอยู่มองท่าทางนั้นด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่
หลังจากใช้เวลาหลบๆซ่อนๆ อยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง สวีเหรินที่บุกบั่นฟันฝ่ามาอย่างยากลำบากในที่สุดก็มาถึงหน้าห้องของจี้ทิง
ก๊อกๆๆ!
จี้ทิงมองดูหน้าต่างแจ้งเตือนบนหน้าจอพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย... ทำไมถึงเป็สวีเหริน?
เขาจึงลุกไปเปิดประตูเพียงแค่แง้มออกนิดเดียว สวีเหรินก็รีบแทรกตัวเข้ามาทันที
“จี้ทิง รีบปิดประตูเร็วครับ!”
จี้ทิงปิดประตูลงก่อนจะหันมาถาม “คุณควรจะกลับไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“จี้ทิงครับ...” สวีเหรินเรียกได้คำเดียวน้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาทันที “ผม... ผมขอโทษครับแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่ง ถูกพี่ชายคุณจับได้แล้ว”
เขายิ่งสะอื้นไห้อย่างหนักหน่วงพร่ำบอกแต่คำขอโทษจี้ทิงจึงต้องพาเขาไปนั่งลงที่โซฟาในส่วนรับแขกก่อน
จี้ทิงหยิบทิชชูส่งให้สองสามแผ่นพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไว้คุณหยุดร้องก่อนแล้วค่อยๆ เล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ผมฟังก็แล้วกัน”
“ผม... ตอนที่ผมกำลังจะกลับเมื่อ่เที่ยง...” สวีเหรินเริ่มเล่าอย่างติดขัดั้แ่ตอนก้าวออกจากประตูใหญ่จนกระทั่งถึงตอนที่ถูกบอดี้การ์ดคุมตัวไปที่ห้องพักรับรองแขก
จี้ทิงนิ่งฟังจนจบแววตาฉายแววครุ่นคิด
ความจริงก่อนหน้านี้เขาเคยสงสัยว่าคนอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อย่างจี้เยี่ยนจื๋อสามารถบริหารเครือบริษัทใหญ่โตได้อย่างไรแต่ดูเหมือนว่านอกจากจะฉลาดแล้วฝีมือและเล่ห์เหลี่ยมของอีกฝ่ายก็ร้ายกาจไม่เบาเลยทีเดียว
สวีเหรินปาดน้ำตาพลางเอ่ยอย่างหนักแน่น“จี้ทิงไม่ต้องห่วงนะครับ เื่นี้ผมเป็คนก่อเองผมจะไม่ยอมซัดทอดถึงคุณเด็ดขาด”
“เกรงว่าตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อน่าจะรู้แล้วล่ะ ว่าคุณมาหาผม”
สวีเหรินสะดุ้งสุดตัวก่อนจะกุมขมับด้วยความโกรธตัวเอง เขาจะโง่ขนาดนี้ได้ยังไงคฤหาสน์ตระกูลจี้ใหญ่โตขนาดนี้ จะไม่มีกล้องวงจรปิดได้อย่างไรกัน
“ไม่เป็ไร ต่อให้จี้เยี่ยนจื๋อจะรู้ เขาก็คงไม่คิดอะไรมากหรอก” แม้สถานการณ์จะดูคับขัน ทว่าน้ำเสียงของจี้ทิงยังคงนิ่งสงบไร้ความหวั่นไหว“ในสายตาเขา ผมมันก็แค่ขยะที่ไม่เอาถ่าน ต่อให้คุณจะบอกความจริงไปเขาก็คงทำเพียงแค่หัวเราะเยาะเย้ยเท่านั้นแหละ”
สวีเหรินฟังแล้วจึงค่อยรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้างเขาเม้มริมฝีปากถาม “จี้ทิงครับแล้วเราจะทำยังไงกันดี?”
จี้ทิงหลุบตาลงครู่หนึ่งนิ่งคิดชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสียในหัว หลังจากพิจารณาเพียงสั้นๆเขาก็เอ่ยขึ้นอย่างสงบ “ถ้าอย่างนั้นก็ขายให้กลุ่มบริษัทซื่อลี่ไปเถอะ”
“หา?” สวีเหรินใกับคำตอบนี้มาก
ความจริงสิ่งที่จี้ทิงคิดนั้นเรียบง่ายมากในเมื่อตอนนี้เขาอยู่ในฐานะคนของตระกูลจี้และได้รับส่วนแบ่งเงินปันผลจำนวนมหาศาลจากกลุ่มบริษัทซื่อลี่ทุกปี ั้แ่วันนี้ไปเงินพวกนั้นก็ถือซะว่าเขาไม่ได้รับมาเปล่าๆ ก็แล้วกัน
“ไม่ต้องจดสิทธิบัตร ขายเทคโนโลยีชิปทั้งหมดให้จี้เยี่ยนจื๋อโดยตรงส่วนค่าตัว...” จี้ทิงหยุดคิดครู่หนึ่ง “ขอแค่สามล้านก็พอ”
“หา? ระ... ราคามันจะไม่ต่ำไปหน่อยเหรอครับ?”
จี้ทิงย่อมมีเหตุผลของเขา“แทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งนั่นเป็แค่ของเลียนแบบที่ผมหยิบโน่นผสมนี่มาทำเป็สินค้ากึ่งสำเร็จรูปถ้าเรียกราคาแพงเกินไป มันจะผิดต่อจรรยาบรรณทางวิชาการ”
แม้เขาจะพูดเช่นนั้นทว่าสวีเหรินกลับแอบคิดในใจ ‘ถึงจี้ทิงจะไม่ยอมรับแต่ในใจลึกๆ ต้องยังห่วงใยในสัมพันธ์พี่น้องแน่ๆไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมเสียสละถึงขนาดนี้หรอก’
“ตอนนี้ผมจะเริ่มรวบรวมข้อมูล คุณกลับไปพักผ่อนที่ห้องแขกก่อนแล้วตอนค่ำค่อยไปพบจี้เยี่ยนจื๋อ”
สวีเหรินพยักหน้าอย่างแรง“จี้ทิงวางใจได้เลยครับ คราวนี้ผมจะไม่ให้หลุดพิรุธแน่นอน!”
“อืม”
เวลา19.00น. สวีเหรินถูกเลี่ยวข่ายนำตัวมายังห้องทำงาน
“คุณจี้ครับ ผมตัดสินใจได้แล้วครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิมของอีกฝ่าย จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกดดัน“หวังว่าคุณจะคิดดีแล้วจริงๆ นะ”
สวีเหรินสูดลมหายใจเข้าปอด“ผมจะขายเทคโนโลยีชิปของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งให้คุณครับไม่ต้องทำสัญญาสิทธิบัตร แต่จะเป็การขายข้อมูลทั้งหมดแบบเบ็ดเสร็จให้กับคุณโดยตรง”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อเป็ประกายวูบหนึ่งทันใดนั้นสวีเหรินก็เสริมขึ้น “แต่ผมมีเงื่อนไขอย่างหนึ่ง”
“ว่ามา”
สวีเหรินกำหมัดแน่นให้กำลังใจตัวเอง “ผมหวังว่าจากนี้ไปคุณจะดีกับจี้ทิงให้มากกว่านี้อย่าดุด่าเขาบ่อยๆ และก็อย่ากักบริเวณเขาไว้อีกเลยนะครับ”
สิ้นประโยคนั้นแววตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็แปรเปลี่ยนไปทันที เขามองสำรวจสวีเหรินั้แ่หัวจรดเท้าั์ตาแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่ยากจะอธิบาย “แค่เงื่อนไขนี้เองงั้นเหรอ?”
สวีเหรินพยายามยืดหลังให้ตรง“คุณต้องรับปากว่าจะทำตามให้ได้ด้วยนะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะในลำคอเอ่ยด้วยท่าทีที่อ่านไม่ออก “เื่นั้นผมคงต้องขอนำไปพิจารณาดูก่อนพรุ่งนี้ค่อยให้คำตอบคุณก็แล้วกัน”
พูดจบเขาก็หันไปสั่งเลี่ยวข่าย“ไปบอกพ่อบ้าน ให้ห้องครัวจัดเตรียมอาหารรับรองคุณครูสวีให้ดี”
“ครับผม”
หลังจากทั้งสองเดินออกไปจี้เยี่ยนจื๋อนั่งนิ่งอยู่ในห้องทำงานเพียงลำพังครู่หนึ่งก่อนจะสั่งให้คนไปเรียกจี้ทิงลงมา
เมื่อจี้ทิงเดินเข้ามาพบจี้เยี่ยนจื๋อเขากลับพบว่าอีกฝ่ายมีรอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปากอย่างหาได้ยากยิ่งเขาจึงคิดในใจเงียบๆ : [ที่แท้เวลาแทสเมเนียนดีใจ หน้าตาก็เป็แบบนี้นี่เอง]
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่อกทันทีเกือบจะสำลักลมหายใจตัวเองออกมา ใบหน้าเขากลับมาบึ้งตึงเ็าดังเดิม“นั่งลงสิ ฉันมีเื่จะคุยด้วย”
หลังจากจี้ทิงนั่งลงจี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยขึ้น “สวีเหรินคงบอกนายหมดแล้วใช่ไหม?”
“ครับ”
จี้ทิงตอบเพียงสั้นๆด้วยความสงบนิ่งจนผิดความคาดหมายของจี้เยี่ยนจื๋อเขานึกว่าจี้ทิงจะรีบเข้ามาเอาหน้าว่าความสำเร็จในครั้งนี้เป็เพราะความพยายามของตัวเองเสียอีก
“ฉันค่อนข้างแปลกใจนะที่คราวนี้คนอย่างนายสามารถเข้ากับครูสอนพิเศษคนนี้ได้ดีดูท่าคงจะกลายเป็เพื่อนสนิทกันไปแล้วสิ”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปสองวินาทีก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟา “ผมยังมีธุระต้องทำถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับห้องก่อนครับ”
“เดี๋ยวก่อน” จี้เยี่ยนจื๋อไม่คิดจะอ้อมค้อมอีกต่อไปเขาเปิดเผยสิ่งที่คิดออกมาทันที “ฉันเห็นว่าสวีเหรินดูจะแคร์นายมากเลยทีเดียวเพราะงั้นฉันเลยอยากรู้ว่าใครคือคนที่วิจัยและสร้างเ้าแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งขึ้นมาจริงๆ”
ประโยคนี้ดูไร้ซึ่งความเชื่อมโยงอย่างสิ้นเชิงจี้ทิงขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย “พี่หมายความว่ายังไง?”
จี้เยี่ยนจื๋อยกยิ้มอย่างดูแคลนพร้อมเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “ความหมายก็คือฉันไม่สนหรอกว่านายจะไปคบหากับสวีเหรินจริงๆ หรือว่าจะทนฝืนเสแสร้งไปกับเขาฉันแค่้าให้นายหลอกล่อให้สวีเหรินคายชื่อของคนคนนั้นออกมาให้ได้ก็พอ”