ตอนที่เจ็ด
ผมได้แต่นั่งกอดเข่าเงียบๆ อยู่ในตู้ คิดเพียงว่าเมื่อไหร่พวกเพื่อนเหนือจะกลับกันไปได้สักที ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากรับรู้เื่ที่พวกมันคุยกันเลยสักนิด
“ไอ้เหนือ มึงทำอะไรอยู่ สารภาพมาสะดีๆ” ทันที ที่เหนือเปิดประตูออกไป เพื่อนๆ ก็แทรกตัวเข้ามาในห้องแล้วสอดส่องสายตาไปทั่ว เหมือนกำลังมองหาอะไร
“เปล่า พวกมึงเถอะ มีอะไร รู้จักบ้านกูได้ยังไง” เหนือจับประตูยืนมองเพื่อนอยู่หน้าห้องแล้วถามขึ้นอย่างแปลกใจ เพราะไม่คิดว่าพวกเพื่อนๆ จะรู้จักบ้านเขา อีกอย่างพวกมันเข้ามาในบ้านได้ยังไง ในเมื่อเขาล็อคประตูไว้สะขนาดนั้น
“พวกกูเก่ง” เป้ล้มตัวลงนอนลงบนเตียงแล้วพูดขึ้น
“เหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะแม่มันบอก มึงจะมาถูกไหม” ซันเดินตามเป้ไปนั่งลงที่พื้นพิงกับเตียง พร้อมกับเดปที่เดินไปนั่งลงหัวเตียงสายตาจ้องมองไปทางตู้ที่เปิดแง้มไว้ เหนือเห็นอย่างนั้นก็รีบปล่อยมือจากประตูแล้วไปนั่งลงใกล้ๆ ตู้ เพื่อบังสายตาทุกคน
“เจอแม่กูเหรอ” เดปสังเกตเห็นท่าทีแปลกๆ ของเหนือก็ยกยิ้มขึ้นแล้วยักไหล่ให้เล็กน้อย
“กูถามมึงจริงๆ ถ้าโจรเข้าบ้านมึงจะรู้ตัวป่ะ ประตูหน้าบ้านล็อค แต่หลังบ้านเสือกเปิดอ้าไว้ขนานนั้น” เหนือพยักหน้ารับเมื่อเป้เอ่ยออกมาอย่างนั้น
“ช่างมันเถอะ ว่าแต่พวกมึงมาหากูมีเื่อะไร” เหนือรีบเข้าเื่เพราะอยากให้พวกนี้กลับกันไปไวๆ
“เฮ้อออ มึงไม่ต้องรีบ กูยังไม่อยากอารมณ์เสีย” เป้เอ่ยขึ้นพลางนอนกลิ้งไปมาบนเตียง
“แผนต่อไป จะเอายังไง จะปล่อยข่าวอะไรอีกดี” ซันเปิดสมุดขึ้นมาพร้อมกับจดสิ่งที่จะทำลงไปอย่างที่ชอบทำเป็ประจำ เพื่อเอาไปคิดวิเคราะห์ ทำยังไงถึงจะไม่เหลือหลักฐานมัดตัวพวกเขาได้
“กูว่าพอแล้วมั้ง แค่นี้มันก็เหมือนอากาศไปแล้ว ยังจะอะไรกับมันอีก” เหนือเอ่ยขึ้นพร้อมลอบมองประตูตู้ที่แง้มไว้เป็ระยะ
เดปเห็นอย่างนั้นก็ส่ายหน้ารัวๆ เพราะการกระทำของเหนืออยู่ในสายตาเขาตลอด
“ไม่พอเว้ย ให้มันโดนไล่ออกเหมือนที่กูเคยโดนก่อน กูถึงจะพอใจ” เป้หันไปมองหน้าเหนือตาขวาง เขารู้สึกตะหงิดใจแปลกๆ พอพูดเื่ไอ้แทนทีไรเหนือมักจะมีท่าทีเปลี่ยนไปทุกที
“อีกไม่กี่เดือนก็จะเรียนจบกันแล้ว มันออกไปตอนนี้โรงเรียนไหนจะรับ” คำพูดของเหนือทำเอาเพื่อนทั้งสามหันมองเป็ตาเดียว
“มึงเป็อะไรของมึงเหนือ มึงขัดกูตลอดเลยนะ” เป้เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ เมื่อเห็นว่าเหนือดูสนอกสนใจแทนผิดปกติ ทั้งๆ ที่ปากบอกจะไม่ยุ่ง
“กูเปล่า จะทำอะไรก็ตามสบายเลย” เหนือตอบกันแบบผ่านๆ ก่อนจะหยิบหนังสือการ์ตูนที่แทนอ่านค้างไว้ขึ้นมาอ่าน เพื่อจะได้หยุดบทสนทนานี้ไปสักที
“ให้มันจริงเถอะ มึงเล่นเกมส์อะไรมองมึงเนี่ย” เป้ลุกขึ้นจากเตียงไปนั่งลงที่หน้าจอวีที
“ต่อสู้ทั่วไป”
“ทำไมอยู่ๆ ถึงนึกอยากเล่นขึ้นมา ปกติไม่เห็นเล่น กูก็คิดว่ามึงทิ้งไปแล้วสะอีก” เดปเลิกหน้าถามขึ้นอีกคน เหนือทำได้แค่กรอกสายตาไปมาอย่างเลิกลั่ก เขาลืมไปเลยว่าเลิกเล่นเกมส์พวกนี้นานแล้ว
“เื่ของกูเถอะน้า” เหนือตอบผ่านๆ ไปอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เพื่อนถามเื่นี้ต่อ เพราะไม่รู้จะโกหกพวกมันยังไงดี ที่เขาหยิบของพวกนี้ขึ้นมาเล่นอีกครั้ง ก็แค่อยากให้แทนเล่นด้วยกัน แต่แทนกลับไม่ได้สนใจสักนิด
“งั้นกูเล่นนะ” เป้ จับจอยขึ้นแล้วหันมาถาม
“เออ”
พอเหนืออนุญาตเดปก็ลุกจากเตียงไปนั่งเล่นกับเป้อีกคน ส่วนซันนั่งเชียร์อยู่ที่เดิม เหนือเห็นแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ ดูท่าพวกมันแล้วน่าจะยาว
เวลาล่วงเลยไปเกือบเย็นกว่าๆ พวกมันถึงยอมกลับกันไปได้ เหนือลงไปส่งเพื่อนๆ ที่หน้าประตูบ้านเสร็จก็รีบ วิ่งกลับขึ้นไปบนห้องอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าตอนนี้แทนจะเป็ยังไงบ้าง ถึงเขาจะนั่งบังตู้ไม่ให้เพื่อนๆ เห็นและสนใจประตูที่ถูกเปิดแง้มไว้ แต่ก็อดเป็ห่วงอีกคนไม่ได้อยู่ดีเพราะต้องทนอยู่ในนั้นมานานหลายชั่วโมง
“แทน เป็ยังไงบ้าง” เหนือเปิดตู้ออกพร้อมๆ กับแทนที่ล้มตัวออกมาชนเข้าที่อกเต็มๆ
“แทน!” เขาอุทานขึ้นอย่างใ เมื่อเห็นว่าแทนไม่มีสติแถมตัวยังชุ่มไปด้วยเหงื่อ รีบช้อนร่างแทนอุ้มไปวางลงบนเตียง
“มึงอย่าเป็ไรไปนะแทน” เขาหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้แล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวใหม่ เพราะคิดว่ามันจะทำให้แทนรู้สึกดีขึ้นได้บ้าง
“อย่าเป็อะไรไปนะแทน กูขอโทษ” เหนือนั่งจ้องหน้าแทนอยู่ข้างเตียงด้วยความรู้สึกผิด ทุกสิ่งที่เขาทำลงไปเพียงเพราะอยากดึงแทนให้อยู่ใกล้ๆ ตัวและไม่อยากให้เื่แบบนี้เกิดขึ้นเลย
เขายอมรับว่าตอนนี้รู้สึกดีกับแทนมากจริงๆ มากจนไม่อยากปล่อยมือแทนไป
แต่ติดอยู่ที่เพื่อนของเขา ถ้าพวกมันรู้เข้าคงไม่ดีกับตัวแทนแน่ อีกอย่างพวกมันเ้าคิดเ้าแค้นกับเื่ที่แทนเคยทำมาก มากจนมองไม่เห็นทางที่จะทำให้ดีกันได้เลย
“เฮ้อออ” เหนือถอนหายใจลากยาว เขาอยากทำเป็ไม่สนใจ อยากเลิกยุ่งกับแทนไปเลยก็ทำไม่ได้
แค่คิดจะเลิกยุ่งก็รู้สึกหน่วงขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูก ทุกวันนี้วันไหนไม่ได้เจอหน้าเป็อันต้องมองหาทุกที ถ้าให้เลิกยุ่งด้วยจริงๆ เป็ตัวเขาเองมากกว่าที่จะแย่
เขารู้สึกไม่ชอบใจเลยจริงๆ เวลาที่โดนแทนเมินหรือไม่สนใจกัน ที่เขาแกล้งก็แค่เรียกร้องความสนใจจากแทนนั่นแหละ อีกอย่างเขาก็แอบเขียนบางอย่างลงไปในไดอะรี่ก่อนจะส่งคืนด้วย
แต่ว่าทำไมแทนถึงไม่แสดงท่าทีหรือทำตามสิ่งที่เขาเขียนลงไปในไดอะรี่และมันก็คิดได้แค่สองทางคือหนึ่งแทนยังไม่ได้เปิดอ่านและสองคือแทนไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเขา
เหนือยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองด้ยความละอาย พอคิดว่าแทนไม่ได้คิดแบบเดียวกันทำไมเขาถึงได้รู้สึกหน่วงๆ ขึ้นมาในใจ แต่มันจะเป็ไปได้ยังไงในเมื่อแทนดูชอบเขามากขนาดนั้น
หรือจริงๆ ความสัมพันธ์ของเขากับแทนที่เป็อยู่ตอนนี้อาจจะดีกว่า คอยดูแลอยู่ห่างๆ จะได้ไม่เกิดผลเสียอะไรกับแทนด้วย อีกอย่างเขาคงไม่สามารถเลิกคบเพื่อนๆ เพื่อแทนได้ ถึงได้คบกันไปก็คงบอกให้คนอื่นรู้ไม่ได้อยู่ดี สู้ให้มันเป็แบบนี้ไปเรื่อยๆ ยังดีกว่า
...
ผมลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยสภาพไม่ค่อยสู้ดี รู้สึกรู้สึกเพลียจนแทบไม่อยากลุกขึ้นจากเตียง นึกถึงคำพูดที่แม่ชอบพูดตอนเด็กๆ ขึ้นมาเลยว่าห้ามนอนตอนเย็นๆ มันจะทำให้ปวดเนื้อเมื่อยตัว
“เฮ้อออ”
ผมยืดแขนขึ้นบิดเนื้อบิดตัวเพื่อคลายความเหนื่อยล้า แต่ก็ต้องรีบชักมือลงเมื่อหันมองไปรอบๆ ห้อง เมื่อมันไม่ใช่ห้องนอนของผมอย่างที่ควรจะเป็
ห้องนอนเหนือสินะ ล่าสุดผมจำได้ว่าเหนือดันผมเข้าไปในตู้เสื้อผ้า จากนั้นเพื่อนมันก็เข้ามาพูดถึงเื่ที่จะจัดการกับตัวผมยังไง
จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าไปทำอะไรให้พวกมันไม่พอใจเข้าถึงโดนทำแบบนี้ หรืออาจเป็เพราะผมชอบเหนือแล้วพวกมันรู้เข้าเลยไม่พอใจกันนะ
พอคิดแบบนั้นก็รู้สึกโกรธเหนือขึ้นมาเลยแฮะ แต่เหนือก็ไม่ได้ผิดอะไร ถ้าจะผิดก็คงผิดที่ผมไปชอบเหนือนั่นแหละ
“เฮ้อออ แล้วเรามานอนอยู่บนเตียงได้ไงเนี่ย” ผมลุกขึ้นนั่งนิ่งๆ พลางหันมองไปที่ตู้ จำได้ว่าผมรอให้เพื่อนเหนือกลับออกไป แต่มันนานเกินผมเลยหลับรอ ไม่คิดว่าผมจะหลับไปนานขนาดนี้
แต่ผมควรต้องนอนอยู่ในตู้สิ ทำไมถึงมานอนอยู่บนเตียงได้ เสื้อผ้าตัวใหม่ที่อยู่บนตัวผมคงเป็คำตอบสินะ
ผมก้าวลงจากเตียงแล้วเดินหาเสื้อผ้าตัวเอง เหนือเอาไปเก็บไว้ไหนกันนะ นี่ผมต้องใส่เสื้อเหนือกลับบ้านเหรอ ไม่อยากใส่เสื้อมันกลับไปเลย กลัวว่าจะเผลอทำอะไรไม่ดีกับเสื้อมันเข้า
“อ้าว แทนคุณตื่นแล้วเหรอลูก” เมื่อผมเดินลงมาถึงด้านล่าง ก็เจอเข้ากับคุณป้าที่เพิ่งเดินออกมาจากครัว ส่วนเหนือกับคุณลุงนั่งดูทีวีอยู่ที่โซฟา
ผมยิ้มให้แทนคำตอบ คุณป้ายกมือขึ้นลูบที่แขนผมเบาๆ เชิงถามว่าเป็อะไร พร้อมๆ กับเหนือที่ลุกจากโซฟาตรงเข้ามาหา
“หิวเหรอเปล่า เห็นเหนือบอกว่าหลับอยู่ป้าเลยไม่ได้เรียกมากินข้าวเย็นด้วยกัน”
“ไม่เป็ไรครับ ผมกลับไปกินที่บ้านดีกว่า” ผมก้มหัวให้คุณป้า แล้วเบี่ยงตัวเพื่อจะเดินออกจากบ้าน แต่เหนือกลับรั้งข้อมือผมไว้โดยไม่พูดอะไร
“แทน กินนี้เถอะลูก คืนนี้ก็นอนสะที่นี่ ไม่ต้องเกรงใจ เรากลับบ้านไปก็ต้องอยู่คนเดียว ป้าเป็ห่วง” ผมหันมองหน้าคุณป้าเห็นสายตาแบบนั้นแล้วก็ยากจะปฏิเสธ เหมือนกับว่าน้ำท่วมปากพูดอะไรไม่ออก ได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างเลี่ยงไม่ได้
อีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่พ่อกับน้องไปหาญาติแล้วผมต้องอยู่บ้านคนเดียว
“ไปๆ เหนือพาแทนเข้าไปกินข้าวสิ รอกินพร้อมแทนอยู่ไม่ใช่เหรอไง” คุณป้าดันหลังผมกับเหนือเข้าในครัว ก่อนจะเดินกลับออกไปแล้วชวนคุณลุงขึ้นห้อง
ระหว่างมื้ออาหารไม่ต่างอะไรจากมื้อก่อนหน้านี้เลย อย่างกับภาพเดจาวูต่างคนต่างนั่งกินไปเงียบๆ
“แทน มึงจะกลับบ้านก็ได้นะ กูรู้มึงคงรู้สึกไม่ดีที่จะอยู่บ้านกูต่อ” ผมเงยหน้าขึ้นมองเหนืออย่างไม่เข้าใจ ปกติเหนือต้องรั้งให้ผมอยู่ต่อสิ แต่ทำไมถึงไม่มีท่าทีอยากจะรั้งผมไว้เลยสักนิด
“มึง้าแบบนั้นเหรอ” เหนือไม่ตอบ ทำแค่ก้มหน้าก้มตากินต่อ
“เหนือ ถามจริงๆ นะ มึงรู้สึกยังไงกับกูกันแน่” เหนือวางช้อนลงแล้วจ้องหน้าผม
“มึงอยากรู้จริงเหรอแทน” ผมพยักหน้ารับอย่างนักแน่น ทำไมจะไม่อยากรู้ละ อยากให้มันเคลียร์ๆ ไปเลยว่าจะเอายังไง
ผมไม่อยากให้ความหวังตัวเองเกี่ยวกับเหนือไปเรื่อยๆ แบบนี้อีกแล้ว มันไม่ได้เป็ผลดีกับตัวผมเลย
“กูอยากให้มึงกลับไปอ่านไดอะรี่ หลังจากนั้น กูจะให้คำตอบมึง” ผมเลิกหน้ามองเหนือด้วยความแปลกใจ มันเกี่ยวอะไรกับไดอะรี่กันนะ ทำไมเหนือถึงชอบย้ำซ้ำๆ แล้วไล่ให้ผมไปอ่านไดอะรี่จัง
หลังจากวันที่เหนือให้ผมกลับมาอ่านไดอะรี่ แล้วมันให้คำตอบเกี่ยวกับรู้สึกที่มี วันนั้นก็เป็วันสุดท้ายที่ผมได้เจอเหนือแบบใกล้ๆ ได้พูดคุยกัน เพราะไม่มีจังหวะไหนที่ผมสามารถเข้าใกล้มันได้เลย เหมือนกับว่าเหนือพยายามหลบหน้าผมอยู่ตลอดเวลา
ไม่มีแล้วคนที่คอยให้ของกินผมตอนกลางวัน คนที่คอยช่วยทำความสะอาดห้องหลังเลิกเรียน คนที่คอยพูดคุย คอยให้ความช่วยเหลือ
ตอนนี้ในโรงเรียนเหมือนผมอยู่ตัวคนเดียวโดยสมบูรณ์และที่แย่ไปกว่านั้นเพื่อนๆ หลายคนเริ่มจะลงมือกับผมรุนแรงขึ้น
“เฮ้ออออ” ทำไมการวิ่งตามใครสักคนมันถึงได้เหนื่อยขนาดนี้นะ รั้วบ้านติดกันแท้ๆ แค่จะเจอกันยังยากขนาดนี้
“อุ้ย ขอโทษนะ เราชนเธอเหรอ เจ็บหรือเปล่า” เพื่อนในห้องคนหนึ่งเดินมาชนผมที่กำลังจะหยิบของในล็อกเกอร์เข้าอย่างจัง
ทำให้ผมล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น แต่เธอกลับก้าวข้ามตัวผมไปแล้วถามไถ่เพื่อนอีกคนอย่างลอยหน้าลอยตา
“ชนบ้าอะไร กูอยู่ห่างมึงตั้งเยอะ” เพื่อนอีกคนตอบกลับแล้วหรี่ตามองผมเล็กน้อย
“เหรอ กูรู้สึกเหมือนชนอะไรเข้าเลย แปลกวะ แต่ไม่ได้ชนมึงก็แล้วไป”
“กูว่ามึงคงรู้สึกไปเองแล้วแหละ ตรงนี้ก็มีแค่กูกับมึง” เมื่อเพื่อนอีกคนพูดอย่างนั้น ทั้งสองต่างหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ก่อนจะกอดคอกันออกจากห้องไป โดยไม่ได้สนใจผมที่ยังนั่งกองอยู่ที่พื้นด้วยซ้ำ
ใช่! มันเป็แบบนี้มาตลอด ผมควรจะชินกับมันได้แล้ว แต่ทำไมถึงไม่ชินกับการโดนกระทำแบบนี้สักที ผมมักจะตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำๆ ว่าผมทำอะไรผิดถึงโดนแบบนี้ แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบเลยหรือเพียงเพราะว่าพวกมันแค่หาใครสักคนเป็ที่ระบายเท่านั้นและคนโชคร้ายคนนั้นก็คือผม
ผมยกมือขึ้นมาปัดฝุ่นออกเบาๆ นอกจากเธอจะชนผมแล้วยังโดนเหยียบเข้าที่มือด้วย เหมือนจงใจจะทำให้ผมเจ็บหนักๆ แต่ถึงจะรู้สึกเจ็บยังไงก็สู้เจ็บใจไม่ได้สักนิด โดยเฉพาะการที่ผมไม่สามารถตอบโต้อะไรกลับไปได้เลย
อีกอย่างครูเกือบทุกคนในโรงเรียนต่างเพ่งเล็งมาที่ผม ถึงไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้เป็คนเริ่มก่อน ตัวผมก็ต้องเป็คนผิดอยู่ดี