ณ สำนักัฟ้า
ลมหนาวพัดผ่านท้องฟ้าในฤดูเหมันต์ละอองหิมะกำลังโปรยปรายลงปกคลุมแมกไม้ทั่วบริเวณ
ศิษย์สำนักหลายคนกำลังกวาดหิมะกลางลานกว้างซึ่งแวดล้อมด้วยหมู่ตึกสามด้าน มีประตูใหญ่อยู่ทางทิศใต้
เจียงเฟยหลงเ้าสำนักกำลังนั่งปรึกษากิจการกับผู้นำาุโภายในห้องโถง โดยมีเจียงลี่ซือวิ่งไล่จับกับสาวใช้ผ่านไป ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว
“ลี่ซือเบาเสียงหน่อยลูก พ่อกำลังคุยงานกับท่านอาทั้งหลายอยู่นะ”
“คุณหนูเราไปเล่นที่สวนหลังบ้านกันเถอะนะเ้าคะ”สาวใช้คนหนึ่งเชิญชวน ลื่ซือก็เดินตามไปแต่โดยดี
เฟยหลงกล่าวต่อ“ได้ข่าวสำนักพิทักษ์ธรรมถูกคนของจอมมารม่อเทียนหลงไปถล่มราบคาบมิทราบสำนักของเราจะประสบชะตากรรมเช่นไรต่อไป พวกท่านเห็นควรหาทางป้องกันภัยอย่างไร”
ผู้นำคนหนึ่งตอบ“ หากเป็ลูกสมุนของมัน พวกเราก็พอจะรับมือได้ แต่หากเป็ม่อซั้งซั่งธิดาของม่อเทียนหลง หรือตัวจอมปีศาจมาเอง แม้พวกเราทั้งหมดรวมกัน ก็ยากจะต่อกรกับมัน”
เฟยหลง : “หลิงเทียนก็เดินทางไปไกล หากเขายังอยู่ด้วยก็พอจะผ่อนหนักเป็เบาได้บ้าง”
ยังสนทนากันมิทันไรก็พลันได้ยินเสียงโครมดังกึกก้องมาจากภายนอกอาคาร ติดตามด้วยเสียงมโหรีปี่พาทย์ฆ้องกลองดังแว่วมา
เ้าสำนักัฟ้าพร้อมรองประมุขก็รีบลุกออกไปดู
ภาพที่เห็นคือประตูรั้วใหญ่หน้าสำนักพังทลายลงพร้อมกับการมาของขบวนแห่งานศพลอยฟ้าของธิดามารม่อซั้งซั่ง
ครานี้นางมาพร้อมทูตแห่งความตายปีศาจขาวดำ ขนาบสองข้างซ้ายขวา มันก่อพายุหมุนสีดำทะมึนกวาดเอาบรรดาศิษย์สำนักที่ลานกว้างล้มตายราวเศษใบไม้แห้ง
และยังใช้อิทธิฤทธิ์หอบท่อนซุงนับร้อยให้พุ่งทะยานเข้าถล่มอาคารของสำนักจนพังราบในพริบตา
เฟยหลงและคนสนิทต่างหลบหลีกการโจมตีด้วยใจระทึกเ้าสำนักเดินพลังัฟ้าซัดฝ่ามือตอบโต้นางมารน้อยไป แต่หาทำอันตรายต่อหล่อนได้ไม่ซั่งเอ๋อหัวเราะร่ากล่าวกับเหยื่อ
“พลังฝีมือของพวกเ้าเปรียบดังมดกัดเพียงเท่านี้จงเก็บแรงไว้รอรับความตายเถิด ต่อไปนี้คือโทษของเ้า ฐานเป็ศัตรูกับบิดาของข้า”
ปีศาจขาวดำพุ่งเข้าไปเป็ลำแสงพันรอบตัวรองเ้าสำนักและผู้คุ้มกฎ ปลิดชีพคนเ่าั้ให้กลายเป็ร่างไร้ลมหายใจในทันใด
ม่อซั้งซั่งกางกรงเล็บขึ้นใช้พลังดึงดูดตัวเจียงเฟยหลงให้ลอยขึ้นบนอากาศเขามิอาจดิ้นรนหรือแม้จะกางแขนได้เลยแล้วนางมารก็ใช้กระแสจิตบันดาลให้ท่อนซุงสองต้นลอยมากระทบร่างของเ้าสำนักัฟ้าจนแหลกเหลวหล่นลงพื้นจมกองเือย่างน่าอนาถ
เจียงลี่ซือกับสาวใช้วิ่งออกมาดูนางปีศาจก็สังหารสาวใช้สองคนลงไปนอนแน่นิ่ง
คุณหนูเจียงร้องเสียงดังด้วยความใ
นางมาร: “ตามข้ากลับไปเป็ทาสรับใช้บิดาข้าเถิด” หล่อนกล่าวแล้วพุ่งอาวุธไปหมายจับตัวสาวน้อย
แต่ก่อนที่สายโซ่ควันดำของซั่งเอ๋อจะกระทบตัวลี่ซือนั้นพลันมีแสงสว่างวาบจนตาพร่าส่องมากระทบตานางมาร
“หยุดทำชั่วเถอะนางมารน้อย” เสียงกังวานดังมาจากเบื้องบน
แล้วเห็นมีนักพรตชราชุดขาวพาเจียงลื่ซือลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าก่อนจะหายไปในพายุหิมะ
“ใครกันนะ บังอาจมาชิงตัวเหยื่อของข้าไปเจ็บใจนัก”
พายุหิมะยังคงกระหน่ำลงมาทั่วฟ้าแผ่นดินกลายเป็สีขาวโพลน หาแสงแดดสาดส่องมิได้ บรรยากาศล้วนอึมครึม มืดครื้ม
พวกเซียวหลิงเทียนเดินทางมาถึงเมืองอวี่จงเมืองเล็กที่แวดล้อมูเาหินทรายรูปสามเหลี่ยมเรียงรายลดหลั่นกัน
ไป๋ชิงซินเห็นกล้วยไม้ป่าสีฟ้าแทรกตัวอยู่ตามซอกหินก็แปลกใจเอ่ยถาม “เหตุไรอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ ยังมีดอกไม้บานอยู่ได้ท่ามกลางหิมะต่อไปเมืองนี้น่าจะชื่อว่า เมืองหลานโจว จะเหมาะสมกว่า”
“ยามนี้ทางเดินมีหิมะตกหนานักยากแก่การเดินทาง พวกเราแวะพักโรงเตี๊ยมในเมืองกันก่อนเถิด” เฟิงจื่อหานเสนอแนะ
“ดีเหมือนกัน” ไป๋ชิงซินตอบรับแล้วพากันเดินเข้าไปยังที่พัก
“เถ้าแก่ขอห้องพักสองห้องนะ และจัดหาสุราอาหารมาให้เราด้วย”
เสี่ยวเอ้อเช็ดโต๊ะแล้วกล่าวต้อนรับ“ได้ครับ รอสักครู่นะครับ”
จื่อหานยกถ้วยน้ำชาขึ้นดมกลิ่นหอมก่อนจะดื่มแล้วกล่าว
“จากที่นี่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออีกราวร้อยลี้ก็จะถึงทะเลสาบชิงไห่แล้ว เหนือทะเลสาบคือเทือกเขาคุนลุ้น เทียนซาน และอัลไต”
“เราควรเตรียมเสบียงอาหารจากเมืองนี้ไว้นะเพราะเบื้องหน้าไปเป็ูเาและทะเลทราย คงยากแก่การซื้อหา” ชิงซินกล่าว
หลิงเทียนก็กล่าวขึ้นบ้าง“ ข้าเองก็จะหายาสมุนไพรติดตัวไว้บ้าง เผื่อต้องใช้ ในเมืองนี้คงมีร้านขายยาอยู่หรอกนะ”
เสี่ยวเอ้อยกสุราอาหารมาวางบนโต๊ะก่อนจะกล่าว
“ข้าเตรียมจัดห้องพักไว้ให้แล้วเชิญตามสบายนะครับ หากมีอะไรขาดเหลือก็เรียกได้”
จื่อหานหยิบก้อนเงินให้บริกรแล้วกล่าว
“ขอบใจนะ”
ทั้งสามลงมือคีบอาหารรับประทานพร้อมจิบสุราชั้นดีสักครู่ก็มีกลุ่มชายสามคนเดินเข้ามาหา
“คารวะ ประมุขน้อย”หนึ่งในสามคนเรียกพร้อมคำนับต่อหลิงเทียน
จอมยุทธเซียวหันไปดูก็ถาม “ท่านเป็ใคร ไยเรียกข้าว่าประมุข”
“ข้าเป็คนของสำนักกระบี่เทวะผู้คุ้มกฎสั่งให้ข้าออกติดตามหาท่าน โชคดีที่ได้พบท่านในที่นี้”
หลิงเทียน: “ขอบใจที่ห่วงใยข้าแต่บัดนี้ข้ามีภารกิจต้องติดตามหาคัมภีร์มหายุทธของสำนักเราเพื่อใช้ปราบจอมมารม่อเทียนหลง วานท่านกลับไปรายงานท่านจีกังเถิดว่าไม่ต้องห่วงข้าขอให้ทุกคนดูแลความปลอดภัยของตนให้ดี เพราะธิดามารอาจเข้าไปโจมตีได้ทุกเมื่อ”
ชายนั้นจึงกล่าว“ ข้อนี้จริงทีเดียว ข้าได้ข่าวมาว่าเมื่อเดือนที่แล้ว นางมารม่อซั้งซั่งก็ไปถล่มสำนักพิทักษ์ธรรมจนย่อยยับทุกคนตายหมด น่าสังเวชใจนัก”
ไป๋ชิงซินได้ยินก็ใอุทาน“อะไรนะ โธ่ เจียเป่า เ้าต้องมาจบชีวิตั้แ่ยังหนุ่มหรือนี่ ไม่น่าเลย”สาวงามกล่าวแล้วก็สะอื้นไห้ด้วยความสงสาร
ชายทั้งสาม : “ พวกเราขอลากลับสำนักก่อนขอให้ประมุขน้อยเดินทางปลอดภัย”
หลิงเทียน : “ขอให้ท่านโชคดี ปลอดภัยเช่นกัน”
ณ ตำหนักของม่อเทียนหลง
ภายในห้องโถงอันมืดมัวสลัวลางธิดามารยืนรายงานต่อหน้าจอมอสูรผู้เป็บิดา
“ซั่งเอ๋อ งานที่ให้ไปจัดการคืบหน้าเพียงใดแล้ว”
“หลัวฮว่าหลันทำงานผิดพลาดนอกจากจะสังหารคนแซ่ไป๋และแซ่เฟิงมิได้แล้ว ยังโดนชีโหยวจับตัวไปอีก
ส่วนสำนักัฟ้าลูกไปถล่มราบคาบแล้ว กำจัดเ้าสำนักและบรรดาศิษย์ไปจนหมด ยกเว้นลูกสาวของเจียงเฟยหลงมิทราบบุคคลนิรนามใดมาชิงตัวเอาไปได้ ลูกไร้ฝีมือ ขอท่านพ่อโปรดลงโทษด้วย”
“อืม ครั้งนี้ถือว่าเ้ายังพอมีผลงานบ้างข้าจะอภัยให้คราหนึ่ง จงติดตามไปกำจัดนางหลัวฮว่าหลันเสีย โทษฐานทำงานพลาดและสะกดรอยตามดูพวกเซียวหลิงเทียนอย่างใกล้ชิด ต่อไปอย่าให้พลาดอีกล่ะ”
“น้อมรับคำสั่งเ้าค่ะ”
คืนนั้น
ในความฝันของเซียวหลิงเทียน
งูั์สีดำมะเมื่อมเลื้อยไล่เจียงลี่ซือที่วิ่งหนีไม่คิดชีวิตนางร้องเรียกให้คนช่วยสุดเสียงแล้วก็มีนกอินทรีตัวใหญ่บินมาโฉบสาวน้อยขึ้นไปบนอากาศ แล้วอาหนิวก็ใตื่น
“ไยเราจึงฝันเห็นน้องลี่ซือได้หรือว่าจะเกิดเหตุร้ายกับนาง”
ชายหนุ่มกังวลใจไม่น้อยห่วงใยคุณหนูเจียง เจียงเฟยหลงและคนในสำนักัฟ้าทุกคน
เช้าวันรุ่งขึ้น
เซียวหลิงเทียนและพวกออกเดินทางต่อโดยมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบชิงไห่
“เมื่อคืนข้าฝันร้ายเห็นน้องลี่ซือ...” อาหนิวเล่าให้ผู้ร่วมทางฟัง
เมื่อได้ฟังความฝันของชายหนุ่มไป๋ชิงซินก็เอ่ย
“เป็เพราะท่านทั้งสองมีใจผูกพันกันกระมังจึงสื่อถึงกันได้”
ในใจของนางก็รู้สึกหวั่นไหวแปลกประหลาดกับเื่นี้
จื่อหานก็กล่าวตัดบท
“อาหนิว เหตุไรเ้าจึงไม่ใช้นางมี่มู่ไปสืบความดูล่ะ”
“ข้าเกรงใจนางที่ผ่านมาเรารบกวนนางในยามเกิดเหตุฉุกเฉินเจียนตาย นางหาใช่ทาสรับใช้เราไม่หากแต่เป็ผู้มีพระคุณต่อทั้งข้าและท่านด้วย ยาแก้พิษค้างคาวครานั้น แม้นมิได้นางหามาให้ข้าเกรงว่าท่านจะไม่รอด”
จื่อหานได้ฟังก็เงียบไป
ณ หุบเขามรณะ
ม่อซั้งซั่งบุกเข้าไปจับสมุนของชีโหยวคนหนึ่งไว้เค้นคอถาม
“บอกมา พวกเ้าขังนางหลัวฮว่าหลันไว้ที่ไหน”
“เอ่อ ..อย่าทำร้ายข้านางอยู่ข้างในถ้ำนี้ เดินเข้าไปอยู่ซ้ายมือ”
คนผู้นั้นกล่าวจบก็โดนนางมารน้อยหักคอแล้วทิ้งให้ลงไปนอนกองกับพื้น
จากนั้นก็มุ่งไปยังห้องขังนักโทษ
นางปีศาจค้างคาวเห็นหน้าธิดามารก็ดีใจกล่าวขึ้น
“นายน้อยมาช่วยข้าแล้วหรือข้าดีใจนัก”
ซั่งเอ๋อยิ้มที่มุมปากก่อนจะใช้กระบี่มารฟันลูกกรงห้องขังจนพังราบ เปิดทางให้สมุนเก่าหนีออกมาได้ แต่นางมารน้อยกลับซัดสายโซ่ควันดำเข้าใส่หลัวฮว่าหลันจนกระอักเืทรุดลงไปนั่งกุมท้อง
“นายน้อยทำข้าทำไม...”
“นี่คือการลงโทษที่เ้าทำงานพลาด”
กล่าวจบซั่งเอ๋อก็แทงกระบี่มารทะลุท้องนางค้างคาวก่อนจะใช้เท้าถีบร่างเหยื่อให้หลุดออกจากอาวุธของนาง
แล้วมารสาวก็ก้าวย่างออกจากถ้ำอย่างเืเย็น
พวกอาหนิวเดินทางมาถึงเมืองหลินเฉียง
แลเห็นแผงขายเสื้อผ้าก็เดินเข้าไปชม
“เสื้อขนแกะหนานุ่มน่าสวมใส่ดีนะ” ไป๋ชิงซินเอ่ยชมพร้อมหยิบขึ้นมาลองสวมดู
“พอดีตัวเลยเหมาะกับการเดินทางท่ามกลางหิมะยามนี้จริง ๆ “ อาหนิวดูแล้วสนับสนุน
จื่อหาน : “ถ้าเช่นนั้นเราก็ซื้อกันคนละตัวเถิดพ่อค้าขายตัวละเท่าไหร่ล่ะ”
“ตัวละสามร้อยตำลึงเราใช้หนังแกะอย่างดี ไร้รอยตำหนินะครับ”
“เอ้านี่เก้าร้อยตำลึง” คุณชายเฟิงยื่นถุงเงินให้คนขาย
“ขอบคุณครับพวกท่านจะเดินทางไปไหนหรือ”
“พวกเราจะไปทะเลสาบชิงไห่เอ่อ ความจริงคือเราจะไปเทือกเขาเทียนซานน่ะ เราค้าขายยาสมุนไพร้าไปหาบัวหิมะพันปี ท่านบอกทางเราได้ไหม” อาหนิวกล่าว
“อ๋อท่านเดินทางไปทางตะวันตกราวสามร้อยลี้ ก็จะถึงชิงไห่แล้ว เวลานี้ทะเลสาบคงกลายเป็น้ำแข็งแล้วท่านก็ระวังพายุหิมะหน่อยนะ”
“ขอบคุณมากเราจะระมัดระวัง” ไป๋ชิงซินกล่าว
ราวครึ่งวันพวกเขาก็เดินทางไปถึงริมทะเลสาบชิงไห่
ทะเลสาบน้ำเค็มอันกว้างใหญ่ราวสามสี่พันลี้ถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งขาวโพลน มองเห็นเทือกเขาคุนหลุนทอดตัวยาวอยู่ที่เส้นขอบฟ้ายอดเขาปกคลุมด้วยหิมะ สะท้อนกับแสงอาทิตย์ราวกับเงินยวง ตัดกับสีครามของท้องฟ้าเบื้องบนดูสง่างามยิ่งนัก
ไป๋ชิงซิน : “หิมะตกหนามาก สูงตั้งเกือบเอวเช่นนี้เราจะเดินทางอย่างไร”
จื่อหาน : “เช่นนั้นเราลองเดินบนแผ่นน้ำแข็งของทะเลสาบดีไหม”
ไป๋ชิงซิน : “จะดีหรือ ข้าเกรงว่ามันไม่แข็งแรงพอเราจะตกลงไปในน้ำหรือเปล่า”
จื่อหาน : “ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ พวกเรามีวิทยายุทธคงพอะโหนีได้ทันก่อนแผ่นน้ำแข็งจะพังลงหรอกน่า”
อาหนิว : “พวกท่านรอสักครู่ ข้าจะทำอะไรบางอย่างให้”
เขากล่าวแล้วก็เดินไปใช้ดาบถากต้นไม้ข้างทางจนได้แผ่นกระดานยาวราวสามเชี้ยะกว้างครึ่งเชี้ยะ จำนวนหกแผ่น แล้วนำมาให้หนุ่มสาวทั้งคู่เหยียบ
อาหนิว : “เอาเชือกมัดไม้นี้ไว้กับเท้าของพวกท่านมันใช้เป็เลื่อนเดินบนน้ำแข็งหรือหิมะได้”
ชิงซินและจื่อหานรู้สึกที่งในหัวคิดของคนที่เคยได้ชื่อว่าเป็คนบ้องตื้นยิ่งนัก
อาหนิวยื่นกิ่งไม้ให้จื่อหานและชิงซินคนละอัน
“ใช้ไม้นี้พยุงร่างในขณะเดินป้องกันการลื่นล้มได้”
คุณหนูไป๋ทดลองเดินด้วยรองเท้าเลื่อนไปบนน้ำแข็งพบว่ามันไหลไปไวกว่าเดินแบบปกติมาก นางเริ่มรู้สึกสนุกสนาน จึงสาวเท้าให้ถี่ขึ้น จนแล่นโฉบเฉี่ยวคดเคี้ยวไปมาได้อย่างคล่องแคล่วหล่อนหัวเราะด้วยความชอบใจ เป็ภาพที่ยากจะได้เห็นสำหรับคุณหนูที่ปกติเงียบขรึมวางตัวเช่นนาง
ชิงซินหมุนตัวบนพื้นน้ำแข็งก่อนจะหยุดแล้วชักชวนจื่อหาน
“พี่ใหญ่ท่านมิทดลองเล่นดูบ้างหรือ”
คุณชายเฟิงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“ไม่หละเชิญเ้าเล่นตามชอบใจเลย พวกเราเร่งเดินทางต่อเถิด อย่ามัวแต่เสียเวลาที่นี่นานนัก”
แล้วทั้งสามก็เดินทางต่อกระทั่งไปพบสตรีสาวสามคนกำลังก้มลงดูล้อเกวียนสินค้าที่ติดหลุมน้ำแข็ง
“แม่นางมีอะไรให้เราช่วยไหม”จื่อหานเอ่ยถาม
หนึ่งในสามนางเงยหน้าขึ้นมองเป็สตรีหน้าตาจิ้มลิ้ม ร่างบอบบาง แต่งตัวทะมัดทะแมง สวมเสื้อกันหนาวมีหมวกคลุมศีรษะเปิดแต่ใบหน้า สวมกางเกงและรองเท้าหุ้มแข้ง รัดเข็มขัดดูคล่องแคล่ว นางกล่าวตอบ
“พวกเราเป็สำนักคุ้มกันภัยสินค้าเดินทางผ่านมา บังเอิญล้อเกวียนตกลงไปในหลุมน้ำแข็งนี้เราสามคนพยายามยกก็ยกไม่ขึ้น”
จื่อหาน : “เช่นนั้นให้ข้าช่วยนะ” เขากล่าวแล้วก็เดินกำลังภายในก่อนััมือเข้ากับด้านข้างเกวียนจนมันเอียงไปอีกด้านยกล้อที่ตกหลุมขึ้นได้ ชายหนุ่มก็ะโบอก
“เอาละอาหนิวกับชิงซิน พวกเ้าช่วยดันเกวียนให้แล่นไปข้างหน้าหน่อย”
หนุ่มสาวคู่นั้นกับผู้คุ้มกันภัยก็ช่วยกันดันคันเกวียนแล่นไปจอดตรงที่ปราศจากหลุมได้สำเร็จ
“ข้าขอขอบคุณท่านมากที่มาช่วยเหลือ”สาวงามในชุดสีน้ำเงินกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“มิต้องเกรงใจว่าแต่แม่นางจะไปหนแห่งใดฤา” จื่อหานถาม
“ข้าจะนำผ้าไหมไปขายยังแผ่นดินบาบิโลนแล้วพวกท่านล่ะ”
“พวกเราค้าขายสมุนไพร้าไปเสาะตัวยาที่เทียนซาน มิทราบแม่นางมีชื่อเรียงเสียงไร”
“ข้าชื่อฟางหรู สองคนนั้นชื่ออาจู และอาเหมย”
“ข้าชื่อจื่อหานส่วนนั่น คู่หมั้นของข้าชื่อชิงซิน และเ้าหนุ่มโน่นอาหนิว”
ฟางหรูก็พยักหน้าเป็การทักทายพวกหลิงเทียน
“ว่าแต่เหตุใดคณะคุ้มกันภัยของเ้าจึงมีเพียงสตรีสามนางเช่นนี้บุรุษหายไปไหนกันหมด” จื่อหานถามด้วยความสงสัย
“จะว่าไปแล้วก็น่าเศร้านักเดิมทีพวกข้าก็มีคนร่วมคณะเกือบยี่สิบคนแต่ระหว่างทางไปพบสมุนของม่อเทียนหลงมันปล้นสะดม พวกผู้ชายต่อสู้จนพลีชีพไปพร้อมกับโจรหมดเหลือแต่ผู้หญิงอย่างข้าหนีรอดมาได้” ฟางหรูตอบด้วยสีหน้าสลด
“โอ ข้าต้องขออภัยที่ถามเื่ชวนะเืใจ”คุณชายเฟิงกล่าว
“มิเป็ไรข้าว่าพวกเราเดินทางกันต่อไปเถิด”
“ที่แท้พวกเราก็มีศัตรูร่วมกันท่านมิต้องวิตกไป เราจะคุ้มกันท่านไปจนพ้นเขตจงหยวนเอง” ไป๋ชิงซินกล่าว
“ขอบใจแม่นางมาก”ฟางหรูยิ้มอย่างแช่มชื่น
“ช้าก่อน”อาหนิวเอ่ยขึ้นกลางคัน
“กระไรหรือ”ชิงซินถาม
“หากเกวียนของเ้าแล่นไปเจอหลุมอีกจะทำเช่นไร” หลิงเทียนถามสามสาวคุ้มภัย
“ข้าก็มิทราบ หรือท่านมีความคิดประการใด”
อาหนิว : “โปรดรอข้าสักครู่ ข้าจะทำแพลากเลื่อนให้เกวียนของท่าน”
หลิงเทียนพูดแล้วถือดาบไปตัดต้นไม้ข้างทางมาทำแพขนาดใหญ่พอจะให้เกวียนจอดบนนั้นได้
“เอาล่ะ ดันเกวียนขึ้นไปจอดบนแพสิ”
ทุกคนก็ทำตามที่อาหนิวบอก
“แล้วใช้เชือกนี่ไปผูกกับม้าของเ้าด้วยให้มันลากแพไป”
ฟางหรูกระทำตามก่อนจะออกคำสั่งให้ม้าเดิน มันก็ลากแพเลื่อนไปบนแผ่นน้ำแข็งอย่างสะดวกง่ายดาย
“ขอบคุณท่านมากนะมันดีเหลือเกิน” สาวคุ้มภัยยิ้มหน้าบาน
จื่อหานก็แอบมองฟางหรูด้วยความสนใจแต่ก็ไม่พ้นสายตาของไป๋ชิงซินที่แอบชำเลืองดูคู่หมั้นของตนเช่นกัน
ผ่านไปสามวัน
ทั้งหมดเดินทางมาถึงตอนเหนือของทะเลสาบแต่ปรากฏกำแพงน้ำแข็งขนาดมหึมาราวกับเทือกเขา ขวางกั้นผืนน้ำชิงไห่ไว้กับแผ่นดินตอนเหนือ
“ที่นี่เป็เขตแดนของวังน้ำแข็งเ้าจักผ่านไปมิได้” เสียงดุดันดังขึ้น
เป็กลุ่มคนแต่งกายคล้ายภูตน้ำแข็งที่ชิงซินเคยไว้ชีวิตให้หนีรอดไปได้
“เ้านายของพวกเ้าคือใคร”จื่อหานะโถาม
“เสวียนอู่หลงคือประมุขวังน้ำแข็ง ผู้ใดต้องพลังของเราจักกลายเป็ศพมีน้ำแข็งเกาะทั่วร่างเ้ามิเกรงกลัวหรือ”
“พวกเรามิเคยบาดหมางต่อกันโปรดเปิดทางให้เราไปเถิด เราเพียงผ่านมาค้าขายแถบนี้”ชิงซินพยายามใช้ไม้อ่อนหว่านล้อม
“เ้ามิต้องปิดบังตัวตนหรอกเรารู้ว่าเ้าเป็ศัตรูกับม่อเทียนหลง จอมมารของเรา และเราได้รับคำสั่งมากำจัดพวกเ้า”
พวกนั้นว่าแล้วก็เสกหอกน้ำแข็งพุ่งใส่พวกอาหนิวราวห่าฝน
คณะเดินทางต่างใช้อาวุธของตนปัดป้องพัลวัน
หลิงเทียนเดินพลังัสะบั้น์ซัดพลังฝ่ามือเป็แสงสีทองพุ่งใส่เหล่าภูตน้ำแข็ง แต่พวกมันเสกโล่น้ำแข็งขึ้นมาป้องกันได้
ไป๋ชิงซินก็ใช้พลังดรรชนีจันทร์เยือกแข็งชี้ใส่ศัตรูแต่พลังของนางกลับไปกระแทกโดนแผ่นน้ำแข็งแตกกระจายที่แท้พวกนั้นใช้ภาพลวงตาหลอกล่อให้ลงมือ
เฟิงจื่อหานใช้วิชากระบี่พยัคฆ์คำรามกวัดแกว่งสองสามคราปรากฏคลื่นพลังวงแหวนเข้าใส่พวกมารน้ำแข็ง แต่พวกนั้นมุดตัวลงใต้พื้นน้ำแข็งได้
ภูตน้ำแข็งอีกกลุ่มก็โผล่จากพื้นน้ำแข็งตะครุบขาของสาวคุ้มภัยทั้งสามจนนางกรีดร้องด้วยความใ ก่อนจะโดนพวกนั้นลากลงใต้น้ำ
จื่อหานะโไปคว้าข้อมือฟางหรูได้ทันแต่ลูกน้องสองสาวของหล่อนถูกคนร้ายดึงลงใต้แผ่นน้ำแข็งไปแล้ว
เมื่อดึงตัวขึ้นจากน้ำมาได้ฟางหรูก็เอนเอียงทำท่าจะล้ม แต่คุณชายเฟิงประคองไว้ในอ้อมแขนแก้มของสาวงามไปแนบชิดแผ่นอกอันอบอุ่น สร้างความรัญจวนใจจนหล่อนหน้าแดงด้วยความเขินอาย
จื่อหานเห็นชิงซินจ้องมองก็รีบปลีกตัวออกจากฟางหรู
“เ้าไม่เป็ไรแล้วนะ”
“ข้ามิเป็ไรขอบคุณท่านมาก แต่สองสาวคนสนิทของข้าจักเป็เช่นไร ข้าห่วงพวกนางนัก”
“แล้ววังน้ำแข็งของพวกมันอยู่ที่ไหนกันล่ะ”อาหนิวเอ่ยถาม
“นั่นนะสิ แล้วเราจะผ่านกำแพงน้ำแข็งอันใหญ่โตนี้ไปได้อย่างไร”ชิงซินพูดเสริม
เสียงเล็กแหลมเอ่ยขึ้น
“ตามหลักยินหยางมีร้อนก็มีเย็น มีขาวมีดำ ในเมื่อเจอเย็น ก็ต้องใช้ร้อนต้านสิ”
ทุกคนหันไปตามเสียงนั้นเป็วิหคปีศาจตัวสีส้มดุจก้อนถ่านเพลิง บินมาเกาะไหล่เฟิงจื่อหานแล้วกล่าวต่อไป
“ข้าเคยได้ยินมาว่ามีนักดาบผู้สาบสูญนามว่า เฮยลั่ว เชี่ยวชาญวิชาดาบไฟโลกันต์ สามารถละลายน้ำแข็งได้”
“แล้วเขาอยู่ที่ไหนกันล่ะ”อาหนิวถาม
“ข้าก็มิทราบแต่ขอเวลาให้ข้าบินไปตามหาไอพลังธาตุไฟดูก็คงพอได้ร่องรอยพวกท่านรอคอยอยู่ที่นี่เถิด” นกไฟนั้นกล่าวจบก็บินหายไป
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
นกปีศาจก็บินกลับมา
“ข้ารู้แล้วมีถ้ำน้ำแข็งแห่งหนึ่ง ไกลจากที่นี่ไปทางทิศอีสานราวหนึ่งลี้ ข้าััได้ถึงพลังไอร้อนอันระอุเพียงแต่มิสามารถทะลายกำแพงน้ำแข็งเข้าไปได้ พวกท่านจงตามข้าไปเถิด”นกนั้นกล่าวจบก็บินนำทางคณะทั้งหมดไป
ครั้นไปถึงปากถ้ำปรากฏแผ่นน้ำแข็งปิดทางเข้าไว้หนาแน่น แม้พวกเขาจะใช้ดาบ ใช้กระบี่พยายามกะเทาะแต่หาได้ทลายประตูน้ำแข็งลงไม่
“พวกเราลองรวมกำลังภายในให้รวมศูนย์ไปที่ตรงกลางแผ่นน้ำแข็งนะ”จื่อหานออกความเห็น
แล้วอาหนิวจื่อหาน ชิงซิน ก็เดินพลังตามวิชาของตน ซัดฝ่ามือไปที่ประตูถ้ำแผ่นน้ำแข็งก็พลังทลายลง เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน
เป็ชายชราผมเผ้ายุ่งเหยิงถูกจับล่ามโซ่ โดยมีดาบเล่มใหญ่ปักอยู่บนพื้นถ้ำ เขาดิ้นรนส่งเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง
อาหนิวเดินถือดาบเช้าไปพูด
“ท่านผู้าุโพวกข้าจะมาช่วยเหลือท่าน โปรดสงบลงเถิด”
แต่ชายแก่นั้นเห็นดาบในมือของหลิงเทียนยิ่งเพิ่มความคุ้มคลั่งมากยิ่งขึ้น
แม้ไป๋ชิงซินหรือฟางหรูจะพยายามเข้าไปพูดคุย แต่ก็หาสำเร็จผลไม่
อาหนิวจึงหยิบขลุ่ยไม้ไผ่ออกมาเป่าหามี่มู่
นางผีสาวก็ปรากฏกายขึ้นบนหลังเสือดำ
“เ้าเรียกข้ามามีเื่อันใดให้ช่วยหรือ”
“พ่อเฒ่าในถ้ำนี้ท่านรู้จักหรือไม่ข้ามีเื่ต้องมาขอความช่วยเหลือจากเขา แต่คุยกันไม่รู้เื่เขาคุ้มคลั่งอย่างที่ท่านเห็น พอมีวิธีช่วยเขาไหม”
“ให้ข้าอ่านใจเขาดูก่อน”มี่มู่กล่าวแล้วหายตัวเข้าไปในร่างของชายแก่นั้น ชั่วอึดใจก็กลับออกมา
“ข้ารู้แล้ว”นางผีสาวจำแลงกายเป็หญิงโฉมสะคราญนางหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปหาตาเฒ่า พอเขาเห็นหล่อนก็หายจากอาการคุ้มคลั่ง แล้วเอ่ยวาจา
“เ้ากลับมาหาข้าแล้วหรือเยว่เอ๋อ”
“ใช่ เฮยลั่ว ข้ามาแล้ว”
“ข้าขอโทษที่พลั้งมือฆ่าเ้าข้าไม่รู้ว่าเ้าปลอมตัวมาประลองยุทธแทนบิดาของตน ข้าเสียใจจริง ๆ”
ผีสาวก็ใช้อิทธิฤทธิ์ปลดโซ่ตรวนของชายนั้นออกอย่างง่ายดาย
“ท่านปล่อยวางเสียเถิดบัดนี้ข้าไปเกิดใหม่เป็นางฟ้าบน์แล้ว หากชาติหน้ามีบุญวาสนาต่อกันพวกเราคงได้พบกันใหม่ ข้าลาก่อน”
นางมี่มู่จำแลงก็หายตัวไป
ชายนั้นก็นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่พักใหญ่พวกอาหนิวมิกล้าสนทนาด้วย เกรงเขาจะคุ้มคลั่งขึ้นมาอีก ได้แต่อดทนรอ
เมื่อคลายความโศกลงชายชราได้สติก็เอ่ยขึ้น
“พวกเ้ามาหาข้ามีเื่อันใด”
หลิงเทียน: “ข้ามีเื่มาขอให้ท่านผู้าุโช่วยพวกเราเดินทางผ่านมาแถบทะเลสาบชิงไห่ แต่พบกำแพงน้ำแข็งของเสวียนอู่หลงขวางทางจึงอยากมาขออาศัยพลังดาบไฟโลกันต์ของท่านละลายน้ำแข็งลง”
เฮยลั่ว: “ข้ามิได้จับดาบมานานนักหนาแล้ว นับแต่การประลองยุทธคราวนั้นข้าได้สังหารคนที่ข้ารักอย่างเยว่เอ๋อ โดยหารู้ไม่ว่านางปลอมตัวมาประลองแทนพ่อหลังจากนั้น เมื่อข้าเห็นดาบทีไร ก็จะคุ้มคลั่งทุกที”
ทุกคนได้ฟังก็นิ่งอึ้งยืนรอฟังต่อ
“ไอ้หนุ่มแกดึงดาบที่ปักกับพื้นนั้นขึ้นได้หรือไม่ หากได้ ข้าจะถ่ายทอดวิชาดาบไฟโลกันต์ให้แล้วแกค่อยไปทลายกำแพงกระจอกนั่นเอง”
อาหนิวจึงเดินไปดึงดาบเล่มโตสุดแรงแต่มันหาได้ขยับเขยื้อนไม่
ชายชราหัวเราะก่อนจะกล่าว
“แกต้องใช้ใจดึงดาบก่อนมันถึงจะขึ้น”
หลิงเทียนจึงหลับตาแล้วจินตนาการว่าตนเองดึงดาบขึ้นแล้ว ดาบนั้นก็ติดมือเขาขึ้นได้จริง ๆ
เฮยลั่วหัวเราะอีกครั้งกล่าวต่อ
“เก่งมากไอ้หนูมาใกล้ ๆ สิข้าจะสอนเ้า”
หลิงเทียนก้าวเข้าไปหาชายชรา
“หันหลังมานี่”เฮยลั่วสั่ง
นักดาบคุ้มคลั่งก็ััฝ่ามือเข้ากับหัวไหล่ของอาหนิวจากนั้นใช้พลังเกาะติดควบคุมกระบวนท่าให้หลิงเทียนเคลื่อนไหวไปตามเพลงดาบ ตวัดซ้ายแล้วฟาดฟันไปทางขวา แทงสวนขึ้น้า เหวี่ยงสับลงเบื้องล่าง กวัดแกว่งคดเคี้ยวบ้างวาดเป็วงกลม ทุกการร่ายรำปรากฏเปลวอัคคีคล้ายัไฟล่องลอยอยู่ภายในถ้ำอย่างอัศจรรย์
และกระบวนท่าสุดท้ายส่งพลังไฟพุ่งไปสลักตัวหนังสือบนผนังถ้ำเป็คำว่า ”ไฟ” สีแดงเพลิงเรืองรอง
เฮยลั่วยืนร่ำลากับคณะของหลิงเทียนที่หน้าถ้ำน้ำแข็ง
“พวกเ้าเดินทางต่อไปโดยปลอดภัยนะส่วนข้าขอพเนจรร่อนเร่ไปเรื่อยตามทางของข้า ลาก่อน”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ โปรดถนอมสุขภาพด้วย”
เฮยลั่วแตะไหล่ของอาหนิวแล้วพยักหน้า ก่อนจะหันหลังเดินไปโดยไม่พูดอะไร
หลิงเทียนซาบซึ้งที่เขาถ่ายทอดวิชาให้โดยไม่มีเงื่อนไขอันใด
เบื้องหน้ากำแพงน้ำแข็งั์
เซียวหลิงเทียนใช้กระบวนวิชาดาบไฟโลกันต์ส่งัไฟตัวใหญ่ไปฟาดฟันจนกำแพงถล่มลง เสียงดังสะท้านะเืไปทั่วแผ่นดิน ปรากฏเป็ช่องใหญ่พอจะเดินทางผ่านไปได้
ทว่ากลับมีบุรุษลึกลับยืนรออยู่กลางหนทางนั้น
“พวกเ้าปลดปล่อยตาแก่เฮยลั่วไปแล้วหรือแต่ข้าจะไม่ไว้ชีวิตเ้าไปหรอก”
“เ้าเป็ใคร”อาหนิวร้องถาม
“ข้าคือเ้าวังน้ำแข็งเสวียนอู่หลง ยังไงล่ะ รับมือ!!!”
มารน้ำแข็งเสกแผ่นหิมะล้อมรอบพวกหลิงเทียนไว้
แต่อาหนิวใช้ดาบไฟโลกันต์ฟาดทีเดียวแผ่นน้ำแข็งก็แตกออกก่อนจะกระโจนเข้าฟาดฟันกับอู่หลงที่ใช้ดาบน้ำแข็งต่อสู้
ประดาบกันได้ราวสิบกระบวนท่าอาหนิวผสมผสานวิชาัสะบั้น์เข้ากับดาบไฟโลกันต์กวัดแกว่งดาบหมุนเป็เกลียว ทำลายดาบน้ำแข็งของอู่หลงจนหักหลายท่อนแล้วฟันร่างของมารน้ำแข็งจนขาดสะพายแล่ง
เสวียนอู่หลงนอนพะงาบกับพื้นหิมะโลหิตไหลออกจากปาก ก่อนจะกล่าว
“ไอ้เฮยลั่วมันพรากชีวิตเยว่เอ๋อ ลูกสาวข้าไปแล้ว ครานี้มันยังส่งเ้ามาสังหารข้า” แล้วจอมมารน้ำแข็งก็สิ้นใจ
ขบวนของพวกเขาต้องเดินทางฝ่าทั้งพายุหิมะและพายุทราย กว่าจะรู้ตัว ก็พบว่ามาถึงทะเลทรายโกบีแล้ว
แต่เบื้องหน้ากลับมีผู้มาต้อนรับเป็กองทัพโครงกระดูกในชุดเกราะสีทองนั่งมาบนหลังม้านับพันร่างกระจายกำลังโอบล้อมพวกเขาอยู่
จบตอนที่ 5โปรดติดตามตอนที่ 6 เมืองต้องสาปของนักพรตปีศาจ
(แต่งจบตอนที่5 วันที่ 21 พฤษภาคม 2568 )