เสียงคำรามของศิษย์หอวินัย ทำให้วิหารในหอวินัยกลับสู่ความสงบเงียบในที่สุด
จี้ฉงซานขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดครู่หนึ่ง โบกมือให้สองศิษย์หอวินัย พวกเขาจึงหันตัวและเดินออกไป
เยี่ยนชิงหยางก้าวไปข้างหน้าและกล่าวขึ้น “ศิษย์พี่จี้ ถ้าใครคิดจะขโมยโอสถอวิ้นหลิงตานไป หากไม่ซ่อนก็ต้องขาย ทั้งสองวิธีต้องใช้เวลา ข้ารู้สึกว่าต้องตรวจสอบอะไรก็ตามที่ทุกคนทำทั้งเมื่อวานและวันนี้!”
เยี่ยนชิงหยางรู้สึกว่าจินหรงคือผู้ต้องสงสัยที่สุด
“ฮ่าฮ่า เ้านี่ช่างมองโลกในแง่ดี นั่นสินะ ก็เ้าไงล่ะที่ซ่อนโอสถอวิ้นหลิงตานไว้ใต้หมอน!” ลู่เยียนกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็น
“ข้าไม่ได้โง่ขนาดนั้น!” เยี่ยนชิงหยางมองลู่เยียนด้วยความไม่พอใจทันที
หลังจากนั้น เยี่ยนชิงหยางจึงไม่สนใจลู่เยียนอีก พูดกับจี้ฉงซานต่อไป “ศิษย์พี่จี้ ข้าอยู่โรงเตาหลอม มันอยู่ไกลจากที่พัก ตอนเที่ยงข้าจึงไม่ได้กลับไป กลับไปอีกทีก็มืดแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นก็ออกจากห้องเป็คนแรก เวลาไหนจะขโมยของได้ เพียงเมื่อคืนเท่านั้นที่จินหรงกับลู่อวิ๋นออกไปครู่หนึ่ง เวลาน้อยกว่าครึ่งชั่วยาม และขณะนั้นก็ยังมีฉู่เจินเจินอยู่ในห้องด้วย”
ฉู่เจินเจินก้าวออกไปและกล่าวว่า “ตอนเที่ยงข้าก็ไม่กลับไป เวลาเดียวที่จะขโมยของได้ก็คือตอนที่จินหรงและลู่อวิ๋นออกไปเมื่อคืนนี้ นอกจากอยู่ด้วยกันกับชิงหยาง เวลาอื่นข้าอยู่ในโรงอาหาร”
เยี่ยนชิงหยางพยักหน้าและกล่าวขึ้น “ถ้าเราขโมยโอสถอวิ้นหลิงตานด้วยกัน แล้วข้าก็วางมันไว้ใต้หมอน นี่มันค่อนข้างไม่สมเหตุสมผล”
“ทำไมจะไม่สมเหตุสมผล เ้าก็แค่ลืมซ่อนมันไว้ที่อื่นไม่ใช่หรือไง” ลู่เยียนกล่าวเยาะเย้ย
“ฮ่าฮ่า ข้าเป็ศิษย์รับใช้ เวลาปกติไหนเลยจะได้เห็นโอสถอวิ้นหลิงตาน แล้วจะลืมมันลงได้ยังไง!” เยี่ยนชิงหยางตอบกลับพลางหัวเราะเสียงเย็น
“เอาล่ะ” จี้ฉงซานถอนหายใจ หันไปทางจินหรง “เ้าพูด ั้แ่เมื่อวานจนถึงวันนี้เ้าทำอะไรบ้าง มีใครเป็พยานให้ได้”
เขามองเยี่ยนชิงหยางที่มีใบหน้างดงาม อากัปกิริยาไม่ธรรมดา อีกทั้งคำพูดคำจาเหมาะสม กิริยาเรียบร้อย ทำให้คนรู้สึกดีอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่อยากเชื่อว่านางจะขโมยของ เมื่อมองจินหรงที่ซูบคล้ำ ดวงตากระวนกระวาย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคดโกง พาให้คนที่พบเห็นรู้สึกไม่ชอบใจ ดูเหมือนว่ากลับเป็จินหรงที่เป็ผู้ต้องสงสัยมากกว่า
“ข้า...ข้า...” เมื่อจินหรงได้ยินคำถาม ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ลังเลก่อนจะกล่าวว่า “ตอนเที่ยงข้าอยู่กับลู่อวิ๋น...ตอนบ่าย...ตอนบ่าย...”
ต่อจากนั้นก็ไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้อีก ดวงตาเริ่มกระวนกระวายอีกครั้ง และเปลี่ยนทิศทางการมองไปยังลู่อวิ๋น
ลู่อวิ๋นขมวดคิ้วมุ่นและตวาด “เ้ามองข้าทำไม พูดสิ! ใช่แล้ว ได้ยินคนพูดกันว่าเ้าขอลาตอนบ่าย ไปทำอะไร!”
ทุกคนมองไปที่จินหรง จินหรงหลบเลี่ยงสายตา อดไม่ได้ที่จะก้มหัวลง มือทั้งสองข้างบิดจับเสื้อผ้าด้วยความขึ้งเคียด
“หืม” ทันใดนั้น ฉู่เจินเจินส่งเสียงขึ้นด้วยความประหลาดใจ “นี่มันอะไร”
เมื่อพูดอย่างนั้น นางก็ยื่นมือไปยังถุงเครื่องหอมที่เอวของจินหรง
จินหรงเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วทันที แต่ฉู่เจินเจินมาอยู่ตรงหน้านางแล้ว ดึงมันมาและฉีกถุงเครื่องหอมนั้นออก เนื่องจากออกแรงมากเกินไป ถุงเครื่องหอมจึงกระจายตกลงสู่พื้น
เกิดเสียงกุกกักดังชัดเจน หินิญญาระดับต่ำก้อนหนึ่งกลิ้งออกมา
“หินิญญางั้นเหรอ เ้าไปเอาหินิญญามาจากไหน” ฉู่เจินเจินะโเสียงดัง
เมื่อพูดอย่างนั้นแล้วนางก็รีบหยิบถุงเครื่องหอมด้วยความรวดเร็ว เสียงกุกกักดังขึ้น หินิญญาระดับต่ำอีกสามก้อนตกลงมาอีกครั้ง
“เ้า...เ้าเอามาให้ข้านะ!” จินหรงร้อนรน รีบก้มลงไปหยิบหินิญญาขึ้นมา
“จินหรง เ้าไปเอาหินิญญาพวกนี้มาจากไหน เรายังไม่ได้ชักนำปราณเข้าสู่ร่างเลยนะ อีกทั้งยังเป็ศิษย์รับใช้ ไม่มีทางที่จะได้หินิญญา” เยี่ยนชิงหยางกะพริบตาสองครั้งพลางพูด
ฉู่เจินเจินก็พูดสำทับขึ้น “ไม่ใช่ว่าเ้าขโมยโอสถอวิ้นหลิงตานของลู่อวิ๋นไปแล้วขายมันหรอกหรือ อืม ลองนับดู มันมีสี่หินิญญาระดับต่ำ อ่า เ้าขายมันในตลาดมืดสินะ!”
จินหรงใบหน้าซีดเผือด แผดเสียง “ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ขโมย!”
“แล้วเ้าไปเอาหินิญญามาจากไหน” ฉู่เจินเจินโต้กลับทันที
“ข้า...ข้า...เพื่อนจากหมู่บ้านเดียวกันให้มา นางเป็ศิษย์สายนอก...” จินหรงพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง และกล่าวในที่สุด
“โอ้ เพื่อนของเ้าเป็คนใจกว้างดีนะ! เพื่อนคนไหน ชื่ออะไร” ฉู่เจินเจินรีบถามขึ้นอีก
เยี่ยนชิงหยางเพิ่งค้นพบว่า ฉู่เจินเจินก็เป็คนประเภทที่ปากคอเราะราย
คราวนี้จินหรงกัดฟันและไม่พูดอีก แต่ว่า ยังคงกำหินิญญาในมือแน่น
จี้ฉงซานมองดูเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
ในตอนนี้ สองศิษย์หอวินัยที่เพิ่งออกไปก็กลับมา ทั้งสองยังดึงคนในชุดศิษย์สายนอกกลับมาด้วย
หนึ่งในนั้นก้าวขึ้นมาข้างหน้าและกล่าวว่า “ศิษย์พี่จี้ เยี่ยนชิงหยางและฉู่เจินเจินพูดความจริง เมื่อวานตอนบ่ายจินหรงออกไปข้างนอก แอบพบกับศิษย์สายนอกคนหนึ่ง ศิษย์คนนั้นข้าพามาแล้ว ก็คือเขา!”
เมื่อพูดอย่างนั้นแล้ว จึงโยนศิษย์สายนอกคนนั้น ทำให้เขาล้มลงกับพื้น
จี้ฉงซานมองไปยังศิษย์สายนอกคนนั้น เอ่ยถามเสียงเย็น “ตอบมาตามความจริง เ้าเคยให้สี่หินิญญาระดับต่ำกับจินหรงไหม”
ศิษย์สายนอกตะลึงงันไปชั่วครู่ มองไปที่จินหรงและรีบพูด “ไม่นะ ข้าไม่ได้มีหินิญญาเหลือเฟือแล้วจะให้คนอื่นได้ยังไง อีกอย่าง ข้ากับจินหรงก็ไม่ได้สนิทกัน!”
“หืม” จี้ฉงซานมีสีหน้าหนักใจอย่างมาก พลางเอ่ยถาม “จินหรงไปหาเ้าเมื่อวานนี้ไม่ใช่เหรอ เขา้าอะไรจากเ้า”
ศิษย์สายนอกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มศีรษะพลางพูด “ข้าเป็เพื่อนบ้านกับจินหรง เมื่อวานนางมาหา บอกว่าถ้าได้โอสถอวิ้นหลิงตานมา ถามว่าข้าสามารถช่วยขายมันออกไปอย่างลับๆ ได้ไหม!”
เมื่อจินหรงได้ยินถึงตรงนี้ ร่างกายพลันอ่อนแรงทรุดลงไปนั่งบนพื้น
จี้ฉงซานจ้องมองนาง แล้วหันไปถามศิษย์สายนอกผู้นั้นต่อ “นางให้โอสถอวิ้นหลิงตานกับเ้าเหรอ”
“ไม่ใช่ นางบอกว่าถ้ามีจะมาหาข้า” ศิษย์นอกประตูก้มหน้าพูด
“โอ้ มันเป็เ้า เ้าเป็คนขโมยโอสถอวิ้นหลิงตานของข้า ดี จินหรง ข้าอุตส่าห์เชื่อใจเ้า!” เมื่อลู่อวิ๋นได้ยินก็ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาทันที วิ่งเข้ามาตรงหน้าจินหรงด้วยความเกลียดชังและพูดออกไป
“ไม่ ข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่ได้ขโมย!” จินหรงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
“แล้วเ้าไปเอาหินิญญามาจากไหน!” ลู่อวิ๋นตวาดกร้าว
“ข้าเก็บได้ ข้าเพิ่งเก็บได้เมื่อตอนบ่าย ข้าไม่ได้ขโมยโอสถอวิ้นหลิงตานของเ้า” จินหรงส่งเสียงดังพูดออกไป
จี้ฉงซานจ้องมองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เตรียมจะพูดขึ้น ทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้น
“ศิษย์พี่จี้ ข้าเห็นท่านเกือบจะหลับระหว่างพิจารณาคดีแล้ว รีบจบเถอะ นี่มันก็แค่เื่เล็กน้อย ท่านนี่ช่างเชื่องช้าเสียจริง!” คนที่พูดคือมู่หรงเหยี่ยน
เขาเอนตัวพิงเสา ดวงตาสะลึมสะลือ ไม่เพียงเท่านั้นแต่ยังเพิ่งหลับไปแล้วก่อนหน้านี้
จี้ฉงซานหน้าแดงเล็กน้อย มองมู่หรงเหยี่ยนด้วยอารมณ์ทั้งอับอายและโกรธขึ้ง
ไม่คิดว่าศิษย์สายนอกที่ฝึกปราณได้แค่ขั้นห้ากลับไม่เกรงกลัวตนเลย ทั้งยังพูดจาเยาะเย้ย สีหน้ากล้าหาญไม่น้อยจริงๆ
“มู่หรงเหยี่ยน แล้วเ้ามีความเห็นว่ายังไง” จี้ฉงซานถามเสียงเย็น
“ความเห็นของข้า ฮ่าฮ่า ศิษย์พี่จี้ก่อฐานสำเร็จแล้ว พวกเขาเหล่านี้เป็แค่คนธรรมดาหรือไม่ก็เพิ่งชักนำปราณเข้าสู่ร่างเท่านั้น ท่านบอกไม่ได้หรือว่าพวกเขาโกหกหรือไม่น่ะ” มู่หรงเหยี่ยนหาวแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงเนือย
จี้ฉงซานชะงักไปเล็กน้อย เข้าใจในความหมายของมู่หรงเหยี่ยน
จี้ฉงซานก่อฐานสำเร็จได้แล้ว เยี่ยนชิงหยาง ฉู่เจินเจิน จินหรงเป็คนธรรมดา ลู่อวิ๋นก็เพิ่งชักนำปราณเข้าสู่ร่างได้ ภายใต้แรงกดดันจากการก่อฐาน พวกเขาจะสามารถพูดโกหกได้อย่างไร
ทว่าเกรงว่าพวกเขาบางส่วนจะไม่สามารถต้านทานต่อแรงกดของการก่อฐานได้ และจะได้รับาเ็ภายใน นั่นคือเหตุผลที่จี้ฉงซานลังเล
มู่หรงเหยี่ยนมองเหตุการณ์ทั้งหมดออก ส่งเสียงเย็น “หึ ใจอ่อนเช่นสตรี ศิษย์พี่จี้ช่างอ่อนโยน สามารถฝึกฝนถึงระดับก่อฐานมาได้ ช่างน่าอัศจรรย์เสียจริง!”
ใบหน้าของจี้ฉงซานกลายเป็สีแดงก่ำมากขึ้น สีหน้าเริ่มเข้มขึ้นทันที เขากดเสียงต่ำ “เยี่ยนชิงหยาง ฉู่เจินเจิน จินหรง พวกเ้าขโมยโอสถอวิ้นหลิงตานหรือไม่”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/c054af1f144fd2b59ae896f52d0f6c37