ณ ูเาแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ใบหญ้าเขียวชอุ่มทั่วทั้งอาณาบริเวณชวนให้รู้สึกสดใสสบายตาเป็อย่างยิ่ง ทั้งยังมีถ้ำขนาดใหญ่โตอันเกิดขึ้นจากการกัดกร่อนของก้อนหินมาเป็ระยะเวลายาวนานจนทำให้กลายเป็โพรง โดยถ้าหากเดินทะลุผ่านเข้าไป ก็จะพบกับบ้านไม้ธรรมดาๆ หลังหนึ่งที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางมวลแมกไม้ พื้นที่รอบๆ บ้านถูกรายล้อมด้วยดอกไม้หลากชนิด มีทั้งสีแดง สีเหลือง สีชมพู ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่บานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมเย้ายวน ส่วนทางด้านซ้ายของตัวบ้านมีน้ำตกสายหนึ่งกำลังไหลลงมาจากหน้าผา กระทบลงกับก้อนหิน ทำให้เกิดละอองน้ำนับพันนับหมื่น และเมื่อละอองเ่าั้ได้สะท้อนกับแสงแดดจ้าที่สาดส่องลงมายังพื้นดิน ก็ก่อเกิดเป็สะพานสายรุ้งเจ็ดสี ก่อนจะไหลรวมกันเป็ลำธารสายหนึ่งผ่านหน้าบ้านหลังนั้น ช่างแลดูวิจิตรงดงามเหลือแสน
เวลานี้ ด้านหน้าของตัวบ้านมีบุรุษรูปร่างสูงใหญ่สองคนยืนสนทนากันอยู่ตรงบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำ ชายคนแรกอายุราวยี่สิบต้นๆ เป็เ้าของเส้นผมสีดำขลับยาวสลวยซึ่งกำลังลู่ไปตามสายลมที่พัดโชยผ่านมา ส่วนใบหน้าก็หล่อเหลาประหนึ่งรูปสลักอย่างไรอย่างนั้น ดวงตาเรียวคมประดุจเหยี่ยว เข้ากันดีกับคิ้วโค้งสีเดียวกับเส้นผม จมูกที่โด่งจนเป็สันนั่นเมื่อรวมกับริมฝีปากแดงอวบอิ่มก็น่าชมยิ่งนัก เครื่องหน้าทั้งหมดของคนคนนี้สามารถนับได้ว่าหล่อกระชากใจผู้คนเลยทีเดียว ส่วนอีกคนหนึ่งเป็ชายวัยสามสิบปลายๆ เส้นผมสีดำเช่นกัน หากก็มีสีดอกเลาแซมอยู่บ้างเล็กน้อย เื่รูปร่างหน้าตาก็จัดได้ว่าค่อนข้างดูดี มีความสูงไล่เลี่ยกับชายหนุ่มตรงหน้า
“เ้ากลับไปก่อน ข้าจะเก็บตัวเพื่อฝ่าระดับขั้นพลัง” คนหนุ่มกว่าพูด
“นายท่าน ข้าสามารถอยู่เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยให้นายท่านได้ หากมีอะไรเข้ามารบกวนขณะท่านกำลังอยู่ใน่สำคัญของการฝึก อาจส่งผลให้ธาตุไฟเข้าแทรก”
“ไม่จำเป็ ข้าได้จัดตั้งค่ายกลไว้รอบบริเวณแล้ว แม้แต่แมลงวันสักตัว หากข้าไม่อนุญาต ก็ไม่สามารถผ่านเข้ามาได้ ไยต้องกังวล” เขาบอกปัดด้วยน้ำเสียงเนิบช้า แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ จนผู้ฟังไม่อาจต่อต้านได้เลย
“ขอรับ นายท่าน” ชายผู้มีอำนาจน้อยกว่าทำได้แค่เพียงตอบรับคำเท่านั้น แม้ภายในใจจะยังรู้สึกเป็ห่วงและกังวลอยู่มากโขก็ตาม
“อีกเจ็ดวัน ค่อยกลับมา”
“ขอรับ”
“ไปได้” หลังจากพูดจบแล้ว ชายผู้อ่อนเยาว์กว่าก็หันหลัง และเดินละออกจากการสนทนาไปในทันใด ส่วนทางด้านชายวัยกลางคน เมื่อเห็นนายท่านของตนกลับเข้าบ้านไปเรียบร้อย ก็เดินละจากไปเช่นกัน ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังนี้มากนัก เพียงห่างออกไปทางทิศตะวันตกประมาณสองลี้ ซึ่งทั่วทั้งบริเวณนั้นถูกปกคลุมด้วยป่าเขาลำเนาไพร จะหันมองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยหมู่มวลต้นไม้ใหญ่ที่พากันแตกกิ่งก้านสาขาอย่างละลานตา ตามต้นหญ้าที่ขึ้นกระจัดกระจายจนเต็มพื้นที่ ก็มีดอกไม้ป่าสีม่วงดอกเล็กๆ ขึ้นแซมให้เห็นอยู่ประปราย ทว่าทันใดนั้นเอง ความสงบสุขดังที่กล่าวมาทั้งหมดก็ถูกทำลายลงภายในเวลาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น เมื่อมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่มีทีท่าว่าฝนจะตกเลยสักนิดเดียว หากสายฟ้าสายหนึ่งกลับฟาดลงมายังพื้นดินอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้เกิดเป็กลุ่มควันสีขาวขนาดใหญ่ แต่ก็มิได้มีประกายไฟแต่อย่างใด กลุ่มควันนั้นค่อยๆ สลายหายไปอย่างช้าๆ พร้อมกับการปรากฏกายของชายหนุ่มใบหน้าอ่อนเยาว์คนหนึ่งซึ่งกำลังนอนแน่นิ่งอยู่
เขาคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ... รั่วซีที่เพิ่งถูกส่งตัวมายังโลกใบนี้นั่นเอง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานมากเพียงใดก็สุดจะรู้ได้ เมื่อสติของรั่วซีฟื้นคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เขาก็ค่อยๆ ขยับเปลือกตาที่แสนหนักอึ้งขึ้น ก่อนจะพบว่าตนเองกำลังนอนทอดกายอยู่กลางป่า รอบตัวมีแต่ต้นไม้ใหญ่ ไร้วี่แววสิ่งมีชีวิต ซ้ำร้ายเวลานี้ก็น่าจะใกล้ค่ำเต็มทีแล้วด้วย เมื่อคะเนจากแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมา
ความคิดแรกที่ผ่านเข้ามาในสมองของเขาคือ
‘เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน ทำไมฉันถึงมานอนอยู่แบบนี้’
แต่หลังจากที่พยายามทบทวนความคิดทั้งหมดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ภาพความทรงจำต่างๆ ที่เหมือนกับเศษกระดาษฉีกขาดก็ค่อยๆ ปะติดปะต่อจนกลับมาเป็รูปเป็ร่าง
‘ฉันตายไปแล้ว’
นี่เป็ความทรงจำแรกที่แวบเข้ามาในหัวสมอง จากนั้นเขาก็เริ่มจำได้ว่าตนได้รับทางเลือกให้มาใช้ชีวิตใหม่อีกครั้งในโลกอื่น ซึ่งเป็ผลพวงจากความดีงามที่เคยกระทำครั้นยังมีชีวิตอยู่ และข้อผิดพลาดบางประการจากชายปริศนาที่สวมชุดสูทสีขาวซึ่งได้พบกันในโลกหลังความตาย เมื่อตระหนักได้ดังนั้น น้ำตาก็ค่อยๆ หลั่งรินลงมาอาบบนสองแก้มงาม
ทว่าสิ่งที่ทำให้น้ำตาไหลไม่หยุดอย่างนี้ หาใช่ความเศร้าโศกเสียใจเพราะชีวิตดับสูญไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัวแต่อย่างใด จริงๆ เื่นั้นมันก็น่าเศร้าอยู่หรอก แต่เหนือสิ่งอื่นใด มันเป็เพราะว่าเขาเพิ่งจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปต่างหาก
สิ่งสิ่งนั้นก็คือ... เหล่าแฟนคลับที่เขาเพียรพยายามสะสมด้วยความยากลำบากมาตลอดเจ็ดปีเต็ม เนื่องจากรั่วซีไม่มีพ่อแม่ เขาโตมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า แฟนคลับพวกนั้นจึงเปรียบเสมือนคนในครอบครัว
เขาพยายามวางตนให้อยู่ในกรอบที่สังคมตีไว้ว่าดาราที่ดีควรเป็อย่างไร และไม่เคยก้าวออกมาจากกรอบนั้นเลยสักครั้ง พยายามพัฒนาทักษะต่างๆ ของตนเองเพื่อเพิ่มจำนวนแฟนคลับให้มากขึ้น แต่ต่อจากนี้ไปมันจะไม่มีอีกแล้ว ทั้ง weibo ซึ่งมียอดผู้ติดตามถึงสี่สิบกว่าล้านคน ทั้งเสียงะโเรียกว่า ‘รั่วซี! รั่วซี! สามีของฉัน’ นี่ยังไม่นับรวมกับยอดฟอลโลเวอร์ในแอปพลิเคชัน Instagram Twitter และอื่นๆ อีกมากมายที่อุตส่าห์สู้บากบั่นสะสมมาตลอดระยะเวลาอันแสนยาวนานด้วยแรงกายแรงใจทั้งหมดที่มี
ถ้าใครมีของสะสมที่ทั้งรักทั้งหวงแหน ก็คงจะเข้าใจดีว่าตอนนี้เขากำลังรู้สึกเช่นไร มันเหมือนกับเราพยายามสะสมของบางอย่างมาด้วยความยากลำบาก แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ก็มีโจรขึ้นบ้านมาขโมยของทั้งหมดไปอย่างหน้าตาเฉยอย่างไรอย่างนั้นเลย
รั่วซีร้องไห้อย่างหนักหน่วง แต่หลังจากผ่านไปได้เพียงแค่หนึ่งชั่วโมง เขาก็เริ่มทำใจขึ้นมาได้บ้าง เพราะในโลกก่อนก็ไม่ได้มีคนข้างหลังให้ห่วงหาอาวรณ์ ในไม่ช้าความรู้สึกนึกคิดก็เริ่มกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง
‘เอาวะ มาโลกใหม่ ก็สะสมเอาใหม่ก็ได้’ ข้อดีของรั่วซีก็คือไม่จมกับความทุกข์นาน ล้มแล้วก็สามารถลุกขึ้นได้อย่างรวดเร็วเสมอ
รั่วซีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะเริ่มสำรวจร่างกายตนเอง พลางคิด ‘อย่างน้อยๆ ก็ยังรูปร่างหน้าตาเหมือนเดิม’
รั่วซียังคงอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมที่สวมใส่ขณะถ่ายทำฉากสุดท้ายของชีวิต เขาเริ่มปัดฝุ่นตามร่างกายออก แต่เมื่อฝ่ามือเคลื่อนผ่านบริเวณหน้าอก ก็ค้นพบบางอย่างอยู่ตรงจุดนั้น... บางอย่างที่ลักษณะคล้ายกับหนังสือ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีของชิ้นนี้อยู่อย่างแน่นอน
รั่วซีรีบดึงสิ่งของชิ้นนั้นออกมาจากใต้ร่มผ้าบริเวณหน้าอก ก่อนจะพบว่ามันคือหนังสือจริงๆ โดยบนหน้าปกของมันถูกเขียนเอาไว้ว่า ‘คัมภีร์พราง์’
เขาจึงนึกถึงคำพูดของชายปริศนาซึ่งสวมชุดสูทสีขาว ชายผู้นั้นบอกเอาไว้ว่าจะส่งเขาไปยังโลกใบใหม่ซึ่งคล้ายคลึงกับละครที่เขาแสดงก่อนตาย รั่วซีเลยสามารถรับรู้ได้ในทันทีว่ามันจะต้องเป็โลกของผู้ฝึกปรือวรยุทธ์อย่างแน่นอน โดยผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของคนอื่นได้ และนอกจากนี้เขาก็ยังจดจำได้อีกด้วยว่าจะได้รับของขวัญสองชิ้น ฉะนั้นหนังสือเล่มนี้ก็คงจะเป็หนึ่งในนั้นกระมัง
“ฮ่าๆๆ อย่างน้อยมาโลกใหม่ ก็มีไอเทมพิเศษติดตัวมาด้วย ชีวิตก็ไม่ได้แย่มากขนาดนั้นสักหน่อยนี่นา หากฉันฝึกฝนสำเร็จ ฉันจะต้องเป็ระดับเทพแน่ๆ จะว่าไปก็เคยเล่นเกมแนวนี้มาเยอะ คราวนี้แหละ พี่จะเทพที่โลกนี้ให้ดู” คราบน้ำตายังไม่ทันจาง ทว่าบัดนี้บนใบหน้าของรั่วซีกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเสียอย่างนั้น
‘ว่าแต่เป็คัมภีร์วิชาการต่อสู้ประเภทไหนกันนะ กระบี่ ทวน หรือดาบ’ ขณะกำลังคิด รั่วซีก็เริ่มเปิดหนังสือไปพลางเพื่อสำรวจดูด้านใน
คัมภีร์พราง์เป็คัมภีร์ระดับเทพขั้นต้น ดังนั้นผู้ที่เริ่มฝึกวิชานี้จะต้องอยู่ในระดับรวมปราณขั้นต้นเป็อย่างต่ำ พอฝึกสำเร็จขั้นแรก ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงหน้าตาได้ตามความนึกคิด
การฝึกขั้นที่หนึ่ง รวบรวมพลังปราณไปยังจุดตันเถียน พร้อมทั้งเพ่งพลังจิต และนึกถึงหน้าตาที่้า
รั่วซีอ่านไปได้แค่สองหน้าเท่านั้น รอยยิ้มก็พลันหายวับ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยใบหน้าที่บูดบึ้งเพราะความโกรธเกรี้ยว จนถึงกับต้องปาหนังสือในมือทิ้งลงพื้นอย่างรุนแรงเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ
“บ้าเอ๊ย วิชาบ้าบออะไรวะเนี่ย มันจะเอาไปสู้ใครเขาได้ แถมขั้นต่ำที่ฝึกได้ก็ต้องเป็ระดับรวมปราณอีกต่างหาก ตอนนี้แค่ระดับฝึกปราณขั้นต้นก็ยังไม่ได้เริ่ม แล้วจะไปฝึกได้ยังไง” รั่วซีสบถอย่างหัวเสีย ใบหน้าเผยความผิดหวัง
โชคยังดีที่ในโลกก่อนเขาเคยเล่นเกมแนวนี้ค่อนข้างบ่อย จึงพอจะรู้ลำดับขั้นพลังอยู่บ้าง และตอนนี้เขาก็เป็เพียงสามัญชนคนธรรมดาในโลกนี้เท่านั้น ถ้าเผลอเดินไปเหยียบเท้าใครเข้ามีหวังตายหยังเขียดแน่ๆ
แม้จะโมโหจนโยนหนังสือทิ้งไปเช่นนั้น แต่ก็ต้องจำใจหยิบมันกลับขึ้นมาไว้ในมือดังเดิม อย่างน้อยมีอะไรบ้างก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
‘เอ๊ะ แล้วรางวัลชิ้นที่สองล่ะ’ พอนึกถึงมาได้ รั่วซีก็พยายามค้นหาตามลำตัวอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะหันไปกวาดสายตามองดูรอบๆ บริเวณที่เขาเคยนอนอยู่ก่อนหน้านี้ ก็ยังไม่เจออะไรอยู่ดี ทว่าในตอนนั้นเองเขาก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้เขาอยู่กลางป่า
‘นี่ไม่ใช่เวลามาสำรวจหาไอเทมอีกชิ้น ต้องรีบหาบ้านคนก่อน... แต่จะเริ่มยังไงดีล่ะ ลองเดินไปดูด้านหน้าดีกว่า เผื่อว่าจะเจอคน’ คิดได้ดังนั้น รั่วซีก็ย่างเท้าก้าวเดินมุ่งหน้าเป็เส้นตรง
อดบ่นขึ้นมาไม่ได้ว่า
“ข้างหน้าก็ป่า ด้านข้างก็ป่า เดินมาก็นานแล้ว โลกนี้มันไม่มีคนอยู่เลยหรือยังไงกันนะ”
ถึงแม้จะไม่มีเสียงตอบกลับมา ก็ยังคงพล่ามต่อไปเรื่อยๆ ราวกับแก้เหงา
“ไม่ทราบว่าแถวนี้มีกรมป่าไม้หรือหน่วยกู้ภัยบ้างไหมครับ ผมเดินมาจนเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ใครก็ได้มาช่วยชีวิตผมที อีกอย่างตอนนี้ผมก็เริ่มจะหิวขึ้นมาหน่อยๆ แล้วด้วย... ได้โปรดเถอะ” รั่วซีะโพูดมั่วไปเรื่อย ในขณะที่เวลาดำเนินผ่านไปอย่างเชื่องช้า
หนึ่งชั่วโมงก็แล้ว...
สองชั่วโมงก็แล้ว...
หากทว่ารั่วซีก็ยังไม่พบเจอใครแม้สักคนเดียว จนเขาเริ่มรู้สึกสิ้นหวัง
เขาเงยหน้ามองสำรวจท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงทุกที พบว่าฝนเริ่มตั้งเค้าแล้ว จึงจำต้องหาที่หลบฝนก่อนอย่างเสียมิได้
‘ดูเหมือนูเาข้างหน้านั่นจะมีถ้ำ?’ เร็วเท่ากับความคิด รั่วซีรีบวิ่งปรู๊ดไปยังจุดหมายปลายทางที่ตนหมายตา แต่ในวินาทีต่อมา ก็ต้องเร่งจังหวะสับขาให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากขณะนี้หยาดน้ำเล็กๆ ที่เริ่มโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้ากำลังค่อยๆ แผ่ขยายเป็วงกว้าง กระทั่งใกล้ถึงบริเวณตีนเขา สิ่งแรกที่เข้ามาในคลองสายตาของเขาก็คือปากถ้ำขนาดใหญ่อย่างที่ได้คาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด
“มีถ้ำอยู่จริงๆ ด้วย คืนนี้ไม่หนาวตายละ” รั่วซีบ่นพึมพำเบาๆ ก่อนจะวิ่งเข้าไปด้านในทันที ไม่นานจากนั้นฝนห่าใหญ่ก็กระหน่ำเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เขาแอบคิดอย่างโล่งอกว่าช่างโชคดีเหลือเกินที่หาถ้ำนี้เจอ ไม่เช่นนั้นคงเปียกโชกเป็ลูกหมาตกน้ำไปแล้ว
ขณะกำลังยืนมองสายฝนท่ามกลางม่านหมอก ทันใดนั้นรั่วซีก็ได้กลิ่นของอะไรบางอย่างลอยมาเตะจมูกเข้าอย่างจัง มันช่างเป็กลิ่นที่หอมหวนชวนให้รู้สึกมึนเมา ถ้าเดาไม่ผิดจะต้องเป็กลิ่นเหล้าองุ่นผสมกุหลาบ ทว่าก็แฝงกลิ่นอาหารผสมปนเปมาด้วยเช่นกัน และดูเหมือนว่ากลิ่นพวกนั้นมันจะลอยมาจากในถ้ำ
‘คนยิ่งหิวๆ อยู่ ลองเดินไปดูดีไหมนะ เผื่อว่าจะมีของกิน คงมีคนหนีมาหลบฝนอยู่ในถ้ำเหมือนกัน และก็คงกำลังทำอาหารอยู่ละมัง’
ถึงจะคิดราวกับกำลังลังเลว่าควรเข้าไปดูดีหรือไม่ หากแต่สองเท้ากลับก้าวเดินออกไปก่อนจะทันได้ตัดสินใจเสียอีก ทว่ายิ่งเขาเข้าไปลึกมากเท่าไร กลิ่นเ่าั้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ในขณะเดียวกันสมองก็เริ่มรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ราวกับเพิ่งดื่มเหล้าเข้าไปก็ไม่ปาน