บทที่ 182 บางทีอาจมีใครสักคนกอบกู้หน้าตาของเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ได้ภารกิจอันแรงกล้า เหล่าผู้หยั่งรู้กำลังเคลื่อนไหว! (3)
มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด
ชายหนุ่มวัยสามสิบปีสองคนในชุดฝึกศิลปะการต่อสู้เดินเข้ามาจากประตูมหาวิทยาลัยพร้อมพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
พวกเขาเดินตรงไปยังฐานของหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์และก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า
บริเวณนี้ที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านกลับมีผู้คนล้อมรอบแน่นขนัด ราวกับมีการจัดงานชุมนุมครั้งใหญ่
“อะไรกันเนี่ยทำไมคนเยอะขนาดนี้...นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเราทั้งนั้นเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
ชายหนุ่มคนหนึ่งพึมพำอย่างตกใจพยายามแทรกตัวผ่านฝูงชนเข้าไป
“ขอทางหน่อยครับน้อง!”
“จะเบียดอะไรนักหนา?!”
นักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่เขาจับไหล่สองสามคนสะบัดตัวออกปล่อยพลังสะท้อนกลับทำให้ชายหนุ่มเซถอยหลังไปสองก้าว
“นายจะเข้าไปทำไม?”
นักศึกษาตัวสูงใหญ่คนหนึ่งมองเขาด้วยสีหน้าถมึงทึง
“ฉัน...ฉันได้รับข้อความว่าถึงคิวฉันเข้าหอคอยแล้วน่ะ”
ชายหนุ่มทำหน้างงงวย
“คราวหน้าค่อยมาใหม่ไม่เห็นเหรอว่าพวกเรากำลังเฝ้าหอคอยอยู่ มามุงอะไรแถวนี้!”
ใครบางคนโบกมือไล่เขาอย่างหงุดหงิด
“ฉันรอมาหลายเดือนแล้วนะ!”
ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะโวยวายแต่ยังไม่ทันพูดจบ เพื่อนของเขาก็รีบเอามือมาปิดปาก
“ขอโทษครับขอโทษ...พวกเราไม่เข้าหอคอยแล้ว พวกนายทำต่อไปเถอะ”
เพื่อนของชายหนุ่มกล่าวขอโทษซ้ำๆพร้อมดึงตัวเขาออกไป
“นายทำอะไรน่ะ!ฉันยื่นเรื่องขอเข้าหอคอยตามขั้นตอนถูกต้องทุกอย่าง ทำไมถึงไม่ให้โอกาสฉัน...”
เมื่อออกมาพ้นจากฝูงชนชายหนุ่มก็สะบัดมือเพื่อนออกแล้วโพล่งขึ้นด้วยความร้อนใจ
เพื่อนของเขาทำสีหน้าจนปัญญาชี้ไปยังฝูงชนที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงนั้น “นายไม่ดูตาม้าตาเรือเลยหรือไงไม่เห็นเหรอว่าพวกนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดกำลังอัดอั้นตันใจกันขนาดไหน
ถ้านายยังดันทุรังเข้าไป ระวังโดนกระทืบ...”
“ฉัน...”
ชายหนุ่มอ้าปากค้างเมื่อสังเกตเห็นว่าเหล่านักศึกษาที่รวมตัวกันอยู่ใต้หอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์
แต่ละคนมีสีหน้าบึ้งตึง ดวงตาหม่นแสงบางคนกำหมัดแน่น จ้องมองไปยังหอคอยด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
แม้ฝูงชนจะดูวุ่นวายแต่กลับมีเสียงพูดคุยไม่มากนัก
มองจากที่ไกลๆดูเหมือนว่าเหนือศีรษะของคนกลุ่มนี้จะมีเมฆดำทะมึนปกคลุมอยู่พร้อมที่จะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองได้ทุกเมื่อ
“ให้ตายสิ นี่มันเรื่องอะไรกัน...”
ชายหนุ่มอุทานออกมาอย่างตกใจ“ทำไมแต่ละคนถึงทำหน้าเหมือนพ่อตายอย่างนั้นล่ะ”
“ไม่ได้ยินพวกเขาหรือไงพวกเขากำลังเฝ้าหอคอยอยู่น่ะสิ ถ้าเฝ้าไม่สำเร็จสถานะของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดก็ไม่มั่นคงแล้วนั่นมันยิ่งกว่าพ่อตายอีกนะ...”
เพื่อนของเขาชี้ไปยังใจกลางฝูงชนที่มีสิ่งที่คล้ายกับจอขนาดใหญ่อยู่
ขณะนี้บนจอกำลังแสดงรายชื่อพร้อมลำดับชั้นในหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์
ชายหนุ่มสายตาไม่ดีนักมองเห็นเพียงสามอันดับแรกบนจอเท่านั้น
อันดับหนึ่งคือเหมียวเหรินสยงชั้นที่ยี่สิบเอ็ด
อันดับสองคือเฉินอี้เสวียน ชั้นที่สิบเก้า
อันดับสามคือเซียวหลาน ชั้นที่สิบแปด...
“ให้ตายสิเหมียวเหรินสยงนั่นมันจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สี่นี่นาเหมือนว่าจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง เห็นในนิตยสารเขาคืออันดับหนึ่งของรุ่นพี่ปีสี่ของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สี่ติดอันดับหกของเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์ด้วย...”
ชายหนุ่มร้องขึ้น
“ใช่แล้ว...”
เพื่อนของเขาพยักหน้า“มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดสามารถ ‘ท้าประลอง’ กันได้โดยใช้รูปแบบของการบุกหอคอยและการเฝ้าหอคอย อย่างที่เราเห็นกันอยู่นี่แหละ
เมื่อบุกหอคอยสำเร็จฝ่ายที่เฝ้าหอคอยไม่สำเร็จจะต้องเสียสิทธิ์ในการใช้หอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ไปหนึ่งปี
การแข่งขันเชิงสร้างสรรค์แบบนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมหาศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดมีกฎแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มสร้างหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ตอนนี้เหมียวเหรินสยงจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สี่มาบุกหอคอยไม่เห็นหรือไงว่าเฉินอี้เสวียนกับเซียวหลานสองอันดับแรกของรุ่นพี่ปีสี่ของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดก็ขึ้นไปแล้ว?
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงเครียดถ้าเฝ้าหอคอยไม่สำเร็จ ในปีหน้านักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดก็อยากจะเข้าหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์อีก
ก็ต้องกรอกใบสมัครก่อนแล้วก็รอคิวอีกครึ่งปี...
นายว่าเรื่องที่เกี่ยวกับศักดิ์ศรีและการฝึกศิลปะการต่อสู้มันใหญ่ขนาดนี้พวกเขาจะกล้ากระทืบนายไหม? อย่าไปแหย่เสือเลย
ยังไงก็มีโอกาสอีกเยอะ ค่อยกลับมาใหม่ก็ได้”
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง...”
ชายหนุ่มฟังคำอธิบายของเพื่อนแล้วก็ทำหน้าครุ่นคิด
ทันใดนั้นเขาก็ก้าวเท้าเดินไปยังฝูงชนด้านหน้า
เพื่อนของเขาตกใจ“เฮ้ย ทำไมนายไม่ฟังกันเลย ยังจะไปอีก?”
ชายหนุ่มไม่หันกลับมาตอบ“ฉันไม่ได้จะเข้าหอคอยสักหน่อย เรื่องสนุกๆ แบบนี้หาดูยากนายไม่ดูแล้วจะให้กลับไปทำอะไร?”
“นั่นสินะ”
เพื่อนของเขาคิดว่ามันก็มีเหตุผลจึงรีบตามไป
...
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ผมสั้นเหมือนเข็มเหล็ก ท่าทางแข็งกร้าวแต่สีหน้าค่อนข้างซีดเดินออกมาจากหอคอย
เมื่อเห็นคนคนนี้ปรากฏตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดที่ล้อมรอบหอคอยอยู่ก็แสดงสีหน้าผิดหวังออกมา
มองไปที่อันดับบนจอดวงตาเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้
“เฮ้อ เซียวหลานก็ออกมาแล้วคราวนี้ในหอคอยคงเหลือแค่เฉินอี้เสวียนคนเดียวที่มีโอกาสชนะเหมียวเหรินสยงคนนั้นแล้วละ...”
“เหมียวเหรินสยงคุ้นเคยกับหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรามาสองวันแล้ววันนี้ถึงกับระเบิดพลังออกมา ไม่คิดเลยว่าจะเก่งขนาดนี้ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีใครตามทันเขาเลย”
“ยังไงซะเขาก็เป็นอัจฉริยะสิบอันดับแรกของเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์เมื่อเทียบกับเฉินอี้เสวียนและเซียวหลานแล้วก็ยังมีช่องว่างอยู่...”
“ยากแล้วละ...”
เซียวหลานที่เพิ่งเดินออกมาจากหอคอยจ้องมองอันดับบนจออยู่ครู่หนึ่งนักศึกษาที่คุ้นเคยกันสองสามคนอยากจะเข้าไปประคองเขาแต่เขากลับผลักออกไปด้วยความหงุดหงิด
“หลีกไป!”
พูดจบก็เดินไปยืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าถมึงทึง
เมื่อเห็นเซียวหลานเป็นแบบนี้อารมณ์ของนักศึกษาที่มาชมก็ยิ่งตกต่ำลงไปอีก
“ถ้าเฉินอี้เสวียนแพ้อีกพวกเราจะทำยังไงกันดี?”
หญิงสาวที่มัดผมเป็นดังโงะพูดด้วยความเป็นกังวล“จะไม่ใช่ว่าหลังจากนี้หนึ่งปีพวกเราต้องก้มหน้าให้กับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาศักดิ์สิทธิ์อื่นๆแถมยังต้องแย่งชิงสิทธิ์ในการเข้าหอคอยกับคนข้างนอกด้วยหรือเปล่า...
ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้นเลย”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากด้านหน้า
หญิงสาวผมดังโงะเงยหน้าขึ้นมองและเธอก็ยกมือขึ้นปิดปากโดยไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลากำลังเดินออกมาจากหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์อย่างช้าๆ
สภาพของเขาดูไม่ค่อยดีนัก จิตใจห่อเหี่ยวราวกับอดนอนมาทั้งคืน
“เฉินอี้เสวียนเฉินอี้เสวียนก็ออกมาแล้ว...”
ฝูงชนที่มาชมส่งเสียงดังโกลาหลขึ้นทันที
อารมณ์ที่สะสมมาทั้งหมดระเบิดออกมาในชั่วขณะปลดปล่อยความผิดหวัง ความหงุดหงิดและความไม่ยอมแพ้ออกมามากมาย...
“เฉินอี้เสวียนบุกไปถึงชั้นที่ยี่สิบเหมียวเหรินสยงยังไม่ออกมาจากชั้นที่ยี่สิบเอ็ดเลย จบแล้ว จบแล้ว...”
หญิงสาวผมดังโงะหน้าซีดเผือด พึมพำว่า“แม้แต่เฉินอี้เสวียนก็ยังแพ้แล้วมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดของพวกเราจะมีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเหมียวเหรินสยงคนนั้นได้อีก
ดูท่าว่าหลังจากนี้พวกเราคงต้องแย่งช่องทางสมัครกับนักสู้ข้างนอกจริงๆแล้วละ...”
ในเวลานี้หญิงสาวที่สะพายดาบโลหะขนาดใหญ่อยู่ข้างๆ หญิงสาวผมดังโงะก็พูดขึ้นมาว่า“ก็ไม่แน่เฉินอี้เสวียนอาจจะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในมหาวิทยาลัยของเราก็ได้
ฉันรู้จักคนคนหนึ่งบางทีอาจจะมีโอกาสช่วยพวกเรากอบกู้หน้าตาของมหาวิทยาลัยเราเอาไว้ได้...”
“เอ๋..”
หญิงสาวผมดังโงะได้ยินดังนั้นก็ทำหน้างงหันไปมองเพื่อนสนิทของเธอ
“เธอเพี้ยนไปแล้วหรือไงเฉินอี้เสวียนคืออันดับหนึ่งของรุ่นพี่ปีสี่นะ จะมีใครเก่งกว่าเขาได้อีก
สิบอันดับแรกของรุ่นพี่ปีสี่เข้าไปหมดแล้วผลงานของเฉินอี้เสวียนดีที่สุดแล้วนะ...”
หญิงสาวสะพายดาบเหลือบมองเธอแล้วพูดบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจ
“คนเก่งไม่ได้อยู่แค่ในสิบอันดับแรกของรุ่นพี่ปีสี่เสมอไปหรอกนะ...”
หญิงสาวสะพายดาบรีบถอดดาบโลหะที่สะพายอยู่ด้านหลังยัดใส่มือหญิงสาวผมดังโงะ แล้วพูดอย่างร้อนรนว่า “ฉันไปตามหาคนคนนั้นก่อนนะเธอช่วยดูดาบให้ฉันหน่อย ต้องรีบแล้ว ไม่งั้นจะไม่ทัน...”
พูดจบก็วิ่งออกไปจากฝูงชนโดยไม่รอให้หญิงสาวผมดังโงะปฏิเสธ
หญิงสาวผมดังโงะมองตามแผ่นหลังของเพื่อนสนิทที่จากไปอย่างงงงวย
“ยังมีคนที่ไม่ติดอันดับแต่เก่งกว่าอันดับหนึ่งของรุ่นพี่ปีสี่อีกเหรอ?
เป็นคนของมหาวิทยาลัยเราจริงๆ เหรอ...”
...
หญิงสาวสะพายดาบวิ่งออกมาจากฝูงชนได้ไม่นานก็เห็นคนคุ้นเคยสองสามคนวิ่งออกมาเช่นกัน
ทุกคนหยุดฝีเท้ามองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย และทุกคนก็เห็นความคิดเดียวกันในดวงตาของอีกฝ่าย
“ต้องรีบหาลู่เซิ่งให้เจอ!”
“ฉันไปห้องฝึกซ้อมอาวุธเย็นเวลานี้เขาอาจจะอยู่ที่นั่น!”
หญิงสาวสะพายดาบพูดอย่างรวดเร็ว
คนอื่นๆ ก็รีบแบ่งงานกันทำ
“ฉันไปห้องเรียนสัตว์ประหลาดปีหนึ่ง”
“ฉันไปหอพักเขา!”
“ฉันไปโรงอาหาร!”
“โอเค ถ้ามีข่าวคืบหน้าให้รีบติดต่อกัน”
ทุกคนแยกย้ายกันไป
พวกเขาคือกลุ่มเดียวในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดที่รู้ความสามารถที่แท้จริงของลู่เซิ่งนี่คือความลับที่พวกเขารู้กัน
ในเวลานี้ศักดิ์ศรีและหน้าตาของนักศึกษาทุกคนในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ที่มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งเจ็ดกำลังตกอยู่ในอันตรายในช่วงเวลาวิกฤต พวกเขา...
คือผู้กอบกู้ทุกสิ่ง!
โอ้ ไม่สิต้องเรียกว่าเป็นคนที่รู้ตัวตนของผู้กอบกู้
คล้ายๆ กับผู้หยั่งรู้
ยังไงซะในใจก็รู้สึกหนักอึ้งเต็มไปด้วยความรับผิดชอบอย่างท่วมท้น
มีความรู้สึกถึงภารกิจอันแรงกล้าที่ไม่เคยมีมาก่อนขับเคลื่อนพวกเขาหัวใจเต้นแรงอย่างรวดเร็ว
ไม่กี่นาทีต่อมา
หญิงสาวสะพายดาบเดินออกมาจากห้องฝึกซ้อมอาวุธเย็นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ลู่เซิ่งไม่อยู่ก็แล้วไปแต่ผู้ดูแลยังบอกเธอว่า
ลู่เซิ่งไม่ได้มาที่ห้องฝึกซ้อมอาวุธเย็นมาหลายวันแล้ว
“หลายวัน...คงไม่ได้ไม่อยู่ที่มหาวิทยาลัยหรอกมั้ง...”
หญิงสาวสะพายดาบพึมพำ
ในเวลานี้ โทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น
เธอรีบหยิบขึ้นมาดูและทั้งร่างก็ราวกับถูกฟ้าผ่า
[ข่าวที่เชื่อถือได้ลู่เซิ่งออกไปทำภารกิจเก็บหน่วยกิต ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไร]
“จบแล้ว...”
หญิงสาวสะพายดาบนั่งลงบนพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยากใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“บังเอิญเกินไปแล้วลู่เซิ่งดันออกไปทำภารกิจในช่วงเวลานี้
ถ้าอย่างนั้นมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดของพวกเราครั้งนี้คงต้องถูกหยามเกียรติอย่างแน่นอน?...
เฮ้อ...”