เหลาชิงฝูคึกคักยิ่งกว่าทุกวัน เหล่าผู้คนที่เดินผ่านไปมามองเข้ามาในร้านอย่างแปลกใจ
จวีสู่อี เด็กสาวร่างอวบในชุดตัวยาวสีส้มอ่อนนั่งรออาหารเช้าอยู่ด้านใน คนของกองคาราวานแยกกันนั่งประจำอยู่สามโต๊ะกลมตัวใหญ่ นางก็คือคนที่แพ้อาหารทะเลผู้นั้น ส่วนด้านข้างของนางคือฉวี่ถานถาน สหายของนางผู้รับประทานอาหารเจ
พวกนางสองคนเป็ลูกจ้างของร้านขายอาหารทะเลแห่งหนึ่งในิ่โจว เถ้าแก่เริ่มขยับขยายกิจการโดยการติดต่อค้าขายกับร้านอาหารภายในเมืองหลวง ครั้งนี้ถือเป็ครั้งแรกของการขนส่ง พวกนางสองคนจึงต้องติดตามกองคาราวานรับจ้างมาตามคำสั่งของผู้เป็นาย
เดิมทีพวกนางสองคนก็ถือว่าเป็ผู้มีปัญหากับการกินอยู่เสมอ ส่วนเหล่าคาราวานรับจ้างเป็ชาวิ่แต่กำเนิดย่อมนิยมกินอาหารทะเลเป็หลัก เวลาต้องสั่งอาหารจึงมักจะถูกหัวหน้ากองคาราวานถอนหายใจใส่อยู่เนืองๆ จนทำให้การกินอาหารของนางมักไม่เป็สุขสักเท่าใดนัก
ไม่นานอาหารเรียกน้ำย่อยก็ถูกตั้งลงตามโต๊ะ กลิ่นหอมเนื้อของคอหมู ลิ้นหมู ผสมปนเปกับไอกลิ่นถั่วหิมพานต์ทอดโชยระเรื่อยต้องจมูกจนท้องร้อง ทว่าล้วนแล้วแต่มีอาหารทะเลและเนื้อสัตว์ที่พวกนางกินกันไม่ได้ จึงถอนสายตากลับมาอย่างห่อเหี่ยว
พลันนั้นเอง มีเสี่ยวเอ้อร์ร่างเล็กผู้หนึ่งเดินถือจานเล็กสองใบมาทางพวกนาง เขาไถ่ถามอย่างนอบน้อม “ไม่ทราบว่าแม่นางท่านใดทานเจ แม่นางท่านใดแพ้อาหารทะเลหรือขอรับ”
จวีสู่อีกะพริบตาปริบๆ ตอบ “ข้าแพ้อาหารทะเล ส่วนนางคือคนที่ทานเจ”
“อ้อๆ นี่ขอรับ”
จานสองใบถูกวางตรงหน้าของพวกนาง จวีสู่อีขมวดคิ้วน้อยๆ “ข้าทานปลาหมึกไม่ได้”
“คุณหนูมิต้องเป็ห่วง นี่ไม่ใช่ปลาหมึกจริงๆ หรอกขอรับ แต่เป็หัวบุกต้ม ไม่มีปัญหาแน่นอน”
เด็กสาวทั้งสองหันมาสบตากัน หัวบุกอะไรนี่ก็ใช้แทนเนื้อปลาหมึกได้ด้วยรึ แต่ก็เผยยิ้มตอบกลับไป “เข้าใจแล้ว ขอบคุณมาก”
ทั้งสองลองชิมอาหารเรียกน้ำย่อยที่ทำแยกให้พวกนางโดยเฉพาะอย่างไม่ได้คาดหวังอันใดมากนัก เนื้อบุกขาวจุ่มลงน้ำจิ้มสีน้ำตาลข้นเค็มปนหวาน ทว่าเกินความคาดหมาย หลังกัดคำแรกเข้าไปพวกนางก็ต้องเบิกตากว้าง ส่งเสียงออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
“อร่อยจังเลย”
รสชาติคล้ายปลาหมึกจริงๆ ด้วย!
สมัยก่อนจวีสู่อีเคยลองชิมปลาหมึกอย่างอยากรู้อยากเห็นมาบ้างจนเกือบตายไม่สบายไปหลายวัน จึงพอรู้ว่ารสชาติปลาหมึกเป็อย่างไร แม้หัวบุกนี้จะไม่ได้มีรสเหมือนเป๊ะไปเสียทีเดียว แต่ก็นับว่าช่วยให้นางที่แพ้อาหารทะเลได้เสพสุขจากการกินอาหารขึ้นมาก
เมื่อเห็นดังนี้แล้ว ทั้งสองก็อดตั้งตารออาหารจานต่อๆ ไปไม่ได้ ว่าจะมีทำแยกให้พวกนางเช่นนี้อีกหรือไม่
หอยเซียงหลัวแผ่นผัดเซียงเจา อกไก่ผัดหน่อไผ่ฝอย ปลานึ่งข้าวหมากแดงถูกนำมาวางตามโต๊ะ จวีสู่อีได้สำรับแยกหนึ่งอย่างแทนหอยเซียงหลัว จานนี้ใช้เห็ดป่าแทนที่ รสชาติแบบอาหาริ่เด่นชัดจนจวีสู่อีอดคิดถึงบ้านเกิดไม่ได้ เมื่อมองไปรอบโต๊ะก็พบว่าคนอื่นๆ ต่างก็กำลังกินอาหารด้วยท่าทีหวนคิดถึงบ้านเกิดอยู่เช่นกัน
ควรรู้ว่าอาหารแต่ละพื้นถิ่นต่างมีรูปแบบรสชาติต่างกัน แม้ตลอดทางพวกเขาจะสั่งอาหาริ่ตามโรงเตี๊ยมกินเป็ระยะ แต่ไม่มีที่ใดทำได้เหมือนราวบ้านเกิดเช่นนี้
ส่วนฉวี่ถานถานได้จานแยกสามจานเล็ก ล้วนแต่ใช้เห็ด แป้งถั่วเหลืองและมันฝรั่งแทนที่เนื้อสัตว์ ทั้งยังไม่มีกลิ่นรสน้ำปลาปรากฏอยู่เลย แสดงถึงความใส่ใจของแม่ครัวที่แยกผัดกระทะให้ต่างหากโดยเฉพาะ ทั้งยังตั้งใจให้นางได้มีกับข้าวกินเท่าคนอื่นๆ อีกด้วย จุดนี้เป็สิ่งที่นางประทับใจมาก
สำรับถัดไปถูกยกมาเพิ่ม นั่นก็คือแกงเต้าหู้ไข่มุก เป็น้ำขุ่นสีขาวใส ก้อนเต้าหู้ทำจากถั่วเหลืองปั้นเป็ก้อนกลมสีเนื้อนวล รสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้น ฉวี่ถานถานได้ถ้วยแยกอีกชามเพราะชามอื่นๆ มีการปรุงด้วยน้ำปลาและใส่เนื้อไก่ลงไปด้วย
สุดท้ายจบด้วยขนมจีบไส้กุ้งรสชาติเบาลิ้น ชูรสดั้งเดิมของเนื้อกุ้งได้เป็อย่างดี ความกรุบของเนื้อกุ้งแผ่ซ่าน บุรุษที่นั่งข้างๆ สองสาวส่งเสียงในลำคอเบาๆ อย่างเปี่ยมสุข
เด็กสาวทั้งสองลงมือกินขนมจีบของตนเองบ้าง ไส้ด้านในเป็หัวอันใดสักอย่างที่พวกนางเคยได้กินเป็สำรับแรก ใบหน้ากลมกลึงสูดปากพริ้มตาลงลิ้มรส พวงแก้มแดงระเรื่อน้อยๆ ส่งเสียงอู้อี้ “…อื้อ…อร่อย”
หัวหน้ากองคาราวานที่นั่งถัดจากพวกนางไปโต๊ะหนึ่งถึงกับส่งเสียงร้องออกมาหลังกินอาหารจนหมด “นี่แหละรสชาติของบ้านเกิด!”
“ใช่แล้ว สะใจดีจริงๆ”
“อา ข้าคิดถึงบ้านขึ้นมาเสียแล้วสิ…”
ชายหนุ่มคนอื่นๆ เริ่มเอ่ยปากออกมาบ้าง บรรยากาศแจ่มใสแผ่ไปถ้วนทั่วเหลาชิงฝู เถ้าแก่หลี่ที่ยืนบีบมือมาตลอดจึงค่อยเผยสีหน้าโล่งใจ เพราะเดิมทีอาหาริ่เป็รสแบบที่ชาวปู้ชวนอย่างพวกเขาไม่เคยคุ้น ยากที่จะทำออกมาตรงใจแขกได้ อย่างไรพ่อครัวจางก็เป็หนึ่งในผู้ที่ติดทำเนียบปลายจวักรังสรรค์นี่นะ ไม่เสียทีจริงๆ
“เถ้าแก่หลี่ เป็อย่างไรบ้างขอรับ”
พลันนั้นพ่อครัวจางที่หายหน้าหายตาไปนานก็โผล่หน้าออกมาจากในครัว ในมือเขามีผลไม้ที่หั่นเรียบร้อยแล้ววางอยู่เรียงราย แย้มยิ้มจนใบหน้ากดลึกเป็ร่อง
เถ้าแก่หลี่พยักหน้าหน้าชื่นตาบาน ยิ้มแก้มแทบปริ ตบไหล่เขาสองที “เอาผลไม้ไปให้แขกเถอะ”
ร่างใหญ่ถือจานผลไม้ย่างเข้าไปกลางโรงเตี๊ยม เขาวางจานผลไม้ลงตามโต๊ะอย่างคล่องแคล่วว่องไว หัวหน้ากองคาราวานเห็นเขาสวมชุดคนครัวจึงเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มชอบใจ
“เ้าก็คือพ่อครัวของที่นี่รึ ดูหน้าเ้าแล้วคงไม่ใช่ชาวิ่ แต่ทำอาหารชาวิ่ออกมาได้ดีนัก! ราวกับเมียข้ามาทำเองเลย ฮ่าๆๆๆ”
พ่อครัวจางเผยยิ้มถ่อมตน “มิได้ๆ ข้าฝีมือยังด้อยนัก ชมเกินไปแล้ว”
“ไม่เกินไป ไม่เกินไปเลย! เห็นทีเื่เหลาชิงฝูมีรสชาติอาหารด้อยที่สุดในตรอกผิงเจียจะเกินจริงไปแล้ว รสมือเช่นนี้แม้แต่เหลาเทียนเซี่ยก็ยังเทียบฝีมือไม่ติดเสียด้วยซ้ำ…ว่าแต่เ้าชื่ออะไรรึ”
เหล่าคนในกองคาราวานพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าพวกเขาไม่สังเกตเห็นมือของพ่อครัวจางที่เริ่มเปียกชื้นขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ “ข้าน้อยมีนามว่าจางจื่อก้ง”
“อ้อ ข้าจำไว้แล้ว” ชายวัยกลางคนพยักหน้า “พ่อครัวจางไปเถอะ พวกข้าไม่กวนแล้ว”
พ่อครัวจางแย้มยิ้มติดจะเกร็งน้อยๆ ขณะที่กำลังจะล่าถอยกลับไป เสียงของสตรีนางหนึ่งก็เรียกเขาไว้ก่อน “พ่อครัวจาง ข้าขอถามอันใดหน่อยได้หรือไม่”
ร่างใหญ่ชะงักกึก หันกลับมาเอ่ยอย่างพินอบพิเทา “คุณหนูเชิญถามมาได้”
เด็กสาวยิ้มเอ่ยอย่างสงสัยใคร่รู้ “สิ่งที่ท่านนำมาทำแทนปลาหมึก มันเรียกว่าอะไรหรือ เสี่ยวเอ้อร์บอกข้าแล้วแต่ข้ากลับลืมไป ภายหน้าข้าจะได้ทำกินเองบ้าง”
พ่อครัวจางอ้ำอึ้ง เขาไม่ได้เป็คนทำ จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เด็กสาวถามถึงนั้นคืออะไร!
หลังเขากลับมาจากห้องน้ำก็ให้รู้สึกปลอดโปร่งไปหมด พลางคิดว่าจะทำสำรับใดให้แขกดี แต่เมื่อมาถึงห้องครัวกลับพบว่าดรุณีน้อยผู้มาใหม่นางนั้นทำกับข้าวเสร็จจนหมดไปนานแล้ว
ในใจคิดว่าไม่ได้การ หากเถ้าแก่หลี่รู้เข้าว่าเขาทิ้งงานไว้ให้เด็กใหม่ทำจะต้องไม่ชอบใจเป็แน่ จึงหันไปจัดจานผลไม้พลางเอ่ยกับเด็กสาวผู้กำลังจัดการเก็บครัวพัลวันไปว่า ‘หากอยากอยู่ที่นี่อย่างสงบละก็จงเงียบปากเอาไว้’
เขาใช้วิธีนี้จนเคยชินมาั้แ่สมัยทำงานอยู่โรงเตี๊ยมเล็กๆ กระทั่งแอบอ้างเอาอันดับติดทำเนียบมาได้ด้วยฝีมือผู้อื่น ล้วนราบรื่นดีเสียทุกครั้ง ครั้งนี้ทำอีกจะเป็ไร
เถ้าแก่หลี่ที่ยืนอยู่ไกลๆ เอ่ยอย่างใจกว้าง “พ่อครัวจางบอกไปเถิด โรงเตี๊ยมเรามิใช่ใจแคบ แม่นางน้อยแพ้อาหารทะเลเดิมทีก็น่าสงสารนัก บอกนางไปเถอะ”
ท่ามกลางความเงียบงันของพ่อครัวจาง เสียงกังวานใสสายหนึ่งก็ดังลอยมา
“เป็หัวบุกน่ะ”
ร่างบางในอาภรณ์สีกล้วยไม้ปรากฏสู่สายตาทุกคน นางเผยรอยยิ้มบางเบา แผ่นหลังตั้งตรง ความเย็นสบายแผ่ซ่านออกมาอย่างเป็ธรรมชาติ นางกวาดสายตามองทุกคนในโรงเตี๊ยม กระทั่งมาหยุดอยู่ที่พ่อครัวจางที่กำลังหันมาถลึงตาใส่นางพอดี นางกลับยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิมจนผิดวิสัย กระแสความกดดันบางอย่างแผ่ส่งมาทางพ่อครัวจางโดยเฉพาะเจาะจงจนเขาอดเหงื่อตกไม่ได้
หากไม่ได้รู้สึกผิดไป เขาเห็นความท้าทายที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มนั้น!