เยว่เผิงไห่และหลินเฟิงที่ยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลังของพวกเธอพลันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของโจวเม่ยเพราะผู้ชายส่วนใหญ่ก่อนแต่งงานและหลังแต่งงานมักจะมีท่าทีที่แตกต่างกันออกไป
เนื่องจากโจวเม่ยไม่ได้ลดเสียงลงขณะพูดซูเจียวเจียวและเซียวหยวนิที่อยู่ด้านหลังจึงได้ยินทุกคำพูด
เซียวหยวนิขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอธิบายสิ่งใด เพราะโดยปกติแล้วเขาเป็คนเงียบขรึม ไม่ชอบพูดมากนัก
ซูเจียวเจียวไอเบาๆพร้อมรอยยิ้ม “คนขี้เหร่ก็มักจะชอบก่อเื่ชอบสร้างปัญหาอยู่เรื่อย”
ใบหน้าของโจวเม่ยซีดเผือด“เธอว่าใครขี้เหร่?”
ซูเจียวเจียวยิ้มตอบ“ใครรับคำก็คนนั้นแหละค่ะ”
“เธอนี่มัน!” โจวเม่ยหน้าแดงก่ำด้วยความโมโหพลางส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหันหน้าหนี ไม่สนใจซูเจียวเจียวอีกต่อไปเพราะถึงตาที่เธอต้องไปลงทะเบียนรับเครื่องมือเกษตรแล้ว
หลังจากรับเครื่องมือเกษตรเธอก็เดินออกจากที่นั่น เมื่อผ่านซูเจียวเจียวเธอก็ยังคงจ้องมองซูเจียวเจียวด้วยความแค้นเคืองไม่ลืมเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อเที่ยงวัน
ซูเจียวเจียวไม่ถือสาก็จ้องเธอกลับไป
อันที่จริงโจวเม่ยก็จัดว่ามีหน้าตาดีดวงตาและคิ้วงดงาม แต่เมื่อเทียบกับซูเจียวเจียวแล้วก็ถือว่ายังห่างชั้นอยู่มาก
ปกติเธอเห็นการแต่งกายและทรงผมรวมถึงน้ำเสียงที่อ่อนหวานของซูเจียวเจียวนั่นน่าดึงดูดจึงอดไม่ได้ที่จะเลียนแบบซูเจียวเจียว ประกอบกับเธอเองก็มาจากในเมืองและมีรูปร่างหน้าตาที่จัดว่าดีอย่างน้อยก็สวยกว่าสาวชนบทส่วนใหญ่ที่เกิดและเติบโตที่นี่
ดังเช่นเยว่เผิงไห่และหลินเฟิงเมื่อเห็นว่าไม่สามารถตามจีบซูเจียวเจียวได้ก็เริ่มไปแสดงความสนใจต่อโจวเม่ยอย่างลับๆ
เนื่องจากซูเจียวเจียวใช้เวลาอยู่ที่บ้านนานพอสมควรเมื่อมาถึงจึงทำให้เธอและเซียวหยวนิต้องยืนอยู่ท้ายแถวจนกระทั่งพวกเขาสองคนรับเครื่องมือเสร็จ ทุกคนก็กลับไปหมดแล้ว
วันนี้ซูเจียวเจียวได้ลาหยุดจึงไม่มีงานต้องทำ
เซียวหยวนิรับเครื่องมือเกษตรมาเพียงชุดเดียวจากนั้นก็พาซูเจียวเจียวกลับ ทั้งสองเดินไปตามคันนาแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมานั้นร้อนระอุราวกับเตาอบที่พร้อมจะหลอมละลายผู้คนเสียให้ได้
ซูเจียวเจียวพบว่าเธอไม่ได้ถืออะไรเลยแถมยังสวมหมวกฟาง แต่ก็ยังเดินสู้เซียวหยวนิไม่ได้
เขากำลังหิ้วกระสอบหนังงูหนึ่งม้วนแบกไม้คานสองอัน ถือเคียวหนึ่งเล่ม และสะพายกระติกน้ำใบใหญ่สองใบแต่เขาก็ยังเดินได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่เธอกลับเดินหอบเหนื่อยอยู่ด้านหลัง
ทันใดนั้นซูเจียวเจียวก็ชนเข้ากับอกที่แข็งแกร่ง จนจมูกของเธอเจ็บแปลบเธอยกศีรษะขึ้นก็เห็นเซียวหยวนิหยุดเดิน และกำลังก้มหน้ามองเธอ
“เดินไม่ไหวแล้วหรือ?”
ซูเจียวเจียวรีบส่ายหน้า“ฉันเดินไหวค่ะ”
เซียวหยวนิหันหลังกลับอย่างกะทันหันจากนั้นก็ย่อตัวลงตรงหน้าซูเจียวเจียว
ซูเจียวเจียวใไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร จากนั้นก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นจากด้านหน้า
“ขึ้นมา”
ถ้อยคำสั้นๆเพียงสองคำ ทว่ากลับหนักแน่นจนยากจะปฏิเสธ เผยความเด็ดขาดเหนือใคร
ซูเจียวเจียวเข้าใจในทันทีเขา้าจะแบกเธอหรือ?
เธอไม่สามารถขึ้นไปได้จริงๆเขาทํางานมาตลอดทั้งเช้าและทั้งสาย แล้วยังต้องทํางานอีกในตอนบ่ายหากทำให้เขาเหนื่อย เธอจะรู้สึกไม่สบายใจ
ดังนั้นเธอจึงวิ่งไปข้างหน้าเขาแล้วหัวเราะด้วยน้ำเสียงสบายๆว่า“ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบเสียหน่อย ที่จะให้คนอื่นแบกเวลาเดินเหนื่อยถ้ามีคนเห็นละก็ ฉันคงอายตายเลย”
เซียวหยวนิหน้าบึ้ง“ใครกล้าก็ลองดู”
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็มาถึงทุ่งข้าวสาลีอย่างรวดเร็ว
เพื่อให้การเก็บเกี่ยวสะดวกข้าวสาลีจึงถูกปลูกรวมกันเป็ผืนใหญ่ กินพื้นที่หลายสิบหมู่
เนื่องจากเป็่เวลาเร่งรีบในการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีทุกคนเมื่อมาถึงทุ่งนาก็พากันก้มหน้าก้มตาเกี่ยวข้าวสาลีอย่างขยันขันแข็ง
เซียวหยวนิพาซูเจียวเจียวไปยังใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง“ตอนนี้แดดแรงมาก คุณพักอยู่ใต้ต้นไม้ตรงนี้เถอะ ตรงนี้ร่มรื่นดี”
ซูเจียวเจียวส่งยิ้มหวานให้เขาพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ได้ค่ะ”
เซียวหยวนิไม่ค่อยเห็นเธอเชื่อฟังถึงเพียงนี้เลยรู้สึกไม่ชินเล็กน้อย จึงหันหน้าหนีอย่างไม่เป็ธรรมชาติ
เขาเห็นว่าแม้ใต้ต้นไม้จะร่มรื่นแต่ก็ค่อนข้างสกปรก จึงกางกระสอบหนังงูในมือแล้วปูให้เธอทีละผืน
ผู้หญิงคนนี้รักความสะอาดมากหากนั่งลงบนพื้นโดยตรงละก็ กางเกงของเธอก็คงจะสกปรก
ซูเจียวเจียวเห็นเขาเอาใจใส่ถึงเพียงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเล็กน้อย แล้วนั่งลงบนกระสอบหนังงู
เซียวหยวนิปลดกระติกน้ำสองใบที่สะพายหลังลงวางไว้ข้างเท้าเธอ จากนั้นก็กล่าวว่า “ผมไปทำงานแล้วนะครับ”
ซูเจียวเจียวนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใช้มือเท้าคางข้างหนึ่ง มองไปยังร่างของเซียวหยวนิที่อยู่ไกลออกไปต้องบอกว่าสามีของเธอทำงานเก่งจริงๆ แม้จะมาสายไปหน่อยแต่ไม่นานก็แซงหน้าทุกคนไปแล้ว
มองไปสักพักซูเจียวเจียวก็รู้สึกง่วงงุนขึ้นมา
เมื่อคืนก็พลิกผ้าห่มกันอยู่นานแถมยังทำงานมาตลอดทั้งเช้า จึงเหนื่อยเอาการ ซูเจียวเจียวพิงต้นไม้แล้วเผลอหลับไป
เซียวหยวนิเกี่ยวข้าวสาลีไปสักพักก็คิดในใจว่าตอนนี้เจียวเจียวกำลังทำอะไรอยู่ใต้ต้นไม้ จะเบื่อหรือเปล่าจึงฉวยโอกาสตอนพักดื่มน้ำกลับไปดูใต้ต้นไม้แต่กลับพบว่าซูเจียวเจียวพิงต้นไม้หลับไปแล้ว
แก้มขาวผ่องของหญิงสาวแดงก่ำด้วยความร้อนแม้แสงแดดจะไม่ส่องมาที่ตัวเธอ แต่เธอก็ยังนอนหลับจนเหงื่อออกท่วมตัวใบหน้าขาวราวกระเบื้องเคลือบเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆปอยผมที่ข้างขมับเปียกชื้นแนบไปกับแก้ม
เซียวหยวนิหยิบหมวกฟางที่อยู่ข้างๆขึ้นมา พัดลมให้เธออย่างเงียบๆ
อย่างไรเสียเขาก็เกี่ยวได้เร็วอยู่แล้วขอพัดลมให้เธอสักพัก ให้เธอได้คลายร้อนเสียหน่อยเดี๋ยวค่อยไปเร่งเกี่ยวให้เร็วขึ้นก็แล้วกัน
ตอนนี้ซูเจียวเจียวกำลังฝันอยู่ในความฝันเธอถูกโยนเข้าไปในเตาอบ ร้อนจนแทบจะละลาย ทันใดนั้นก็มีลมเย็นๆ พัดมาพัดเอาความร้อนรุ่มที่ทั่วร่างออกไป เธอส่งเสียงครางอย่างสบายใจ คลายคิ้วที่ขมวดลงแล้วหลับต่ออย่างมีความสุขยิ่งขึ้น
เซียวหยวนิมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนในใจรู้สึกเสียใจเล็กน้อย ไม่น่าให้เธอตามมาเลย คราวหน้าไม่ว่าจะอ้อนวอนอย่างไรเขาก็จะไม่ยอม
อากาศร้อนขนาดนี้ควรให้เธอพักผ่อนอยู่ที่บ้านดีกว่า
โจวเม่ยออกแรงเกี่ยวข้าวสาลีอยู่ในทุ่งคิดจะฉวยโอกาสตอนที่ซูเจียวเจียวยังไม่มา เกี่ยวข้าวสาลีให้ได้มากขึ้นอีกหน่อยซูเจียวเจียวจะได้ตามเธอไม่ทัน
เื่หน้าตาและวุฒิการศึกษาเธอสู้ซูเจียวเจียวไม่ได้
แต่เื่การทำงานซูเจียวเจียวสู้เธอไม่ได้เลย อย่างน้อยเธอก็ยังเอาชนะหล่อนได้หนึ่งครั้ง!
พอคิดอย่างนั้นอารมณ์ที่มืดหม่นมาั้แ่เที่ยงวันของโจวเม่ยก็ดีขึ้นมาเล็กน้อย
แต่เธอเกี่ยวไปแล้วถึงหนึ่งในสามก็ยังไม่เห็นเงาของซูเจียวเจียว เธอก็เลยพ่นลมหายใจอย่างดูถูกในใจหน้าตาดีไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่เอาการเอางานเลยหรือไง?
ในชนบทสิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุดคือหน้าตาดี การทำงานเก่งต่างหากถึงจะน่ารัก ใครๆในหมู่บ้านก็ชอบสาวๆ ที่ทำงานเก่งและขยันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?
อย่างไรก็ตามเมื่อพวกป้าๆ ในหมู่บ้านพูดถึงซูเจียวเจียว ก็ต่างพากันส่ายหน้าอย่างดูถูกและต่างก็กระซิบกระซาบบอกลูกชายของตนไม่ให้ไปยุ่งกับซูเจียวเจียวบอกว่าซูเจียวเจียวเป็นางจิ้งจอกเก้าหางที่เก่งกาจเื่การยั่วยวนผู้ชายแถมยังบอกว่าเธอนั้นทั้งี้เีและไร้ประโยชน์ใครได้เธอไปเป็ภรรยาก็เหมือนได้บูชาบรรพบุรุษ
แต่กลับกันพวกป้าๆ ในหมู่บ้านกลับชมโจวเม่ยหลายครั้งและมีหลายครอบครัวที่อยากได้เธอไปเป็ลูกสะใภ้
แค่ชาวบ้านนอกคอกกลุ่มหนึ่งยังกล้าคิดว่าจะให้เธอไปแต่งงานกับลูกชายของพวกเขาเนี่ยนะ?
ช่างคิดเข้าข้างตัวเองเสียจริง!