จิ่งเยี่ยนกุยกล่าวอย่างจริงจัง “หนูรู้ว่าช่วงนี้มีคนในหมู่บ้านพูดจาไม่ดี บอกว่าหนูเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยง ก่อนหน้านี้หนูทิ้งหลิวชุนฮวาได้ ต่อไปก็ต้องทิ้งปู่ย่าได้เช่นกัน เรื่องนี้หนูไม่อยากอธิบายอะไร และไม่อยากพูดอะไรมาก หนูแค่อยากจะบอกว่าเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่างค่ะ”
ฉินตงเฉียงพยักหน้า “ฉันรู้ว่าเธอเป็นเด็กดี คนข้างนอกพูดจาไร้สาระ เธอไม่ต้องไปสนใจหรอก หลิวชุนฮวาเป็นคนยังไงพวกเราก็รู้กันดี ถ้าต่อไปเธอเติบโตขึ้นแล้วต้องใช้กำลังคน ก็อย่าลืมคนในหมู่บ้านก็แล้วกัน”
จิ่งเยี่ยนกุยยิ้ม “ผู้ใหญ่บ้านวางใจเถอะค่ะ เรื่องนี้หนูทราบดีแก่ใจ”
ตอนที่ฉินตงเฉียงเขียนหนังสือรับรองให้ จ้าวเหม่ยหลิงยังอยากจะถามว่าครั้งนี้จิ่งเยี่ยนกุยจะได้เงินเท่าไหร่ แต่เขาก็ห้ามไว้
หลังจากจิ่งเยี่ยนกุยไปแล้ว จ้าวเหม่ยหลิงก็อดไม่ได้ที่จะพูด “เมื่อกี้ทำไมคุณห้ามฉันตลอดเลย ฉันแค่อยากถามว่าหล่อนได้เงินเท่าไหร่ มีปัญหาอะไรเหรอ?”
ฉินตงเฉียงพูดเสียงเย็น “ถามไปแล้วมันจะยังไง? นั่นเป็นเงินที่หล่อนหามาได้ด้วยความสามารถของเขาเอง ถามไปแล้วจะไปเอาเงินจากหล่อนเหรอ หรือว่าจะไปปล้นหล่อนกันเล่า?”
สีหน้าของจ้าวเหม่ยหลิงดูไม่น่ามองนัก “ฉันก็แค่อยากรู้…”
“อยากรู้ไปก็เท่านั้น มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ไปใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีก่อนเถอะ!” ฉินตงเฉียงพูดเสียงนิ่ง “จิ่งเยี่ยนกุยหาเงินได้ นั่นก็เป็นความสามารถของหล่อนเอง ฉันยังหวังว่าหล่อนจะหาเงินได้เยอะๆ แล้วพาคนในหมู่บ้านร่ำรวยไปด้วยกันเสียด้วยซ้ำ”
จ้าวเหม่ยหลิงยังอยากจะพูดอะไรต่อ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเหมาตั้นดังมาจากข้างนอก เธอรีบวิ่งออกไปก็เห็นว่าขนมในมือของเหมาตั้นถูกจิ่งหลิวหยางแย่งไป เธอก็โกรธขึ้นมาทันที “แกเป็นเด็กโตขนาดนี้แล้ว ทำไมยังแย่งขนมของเหมาตั้นอีก!”
“ฉันอยากทำ มันสนุกดี!” ปกติจิ่งหลิวหยางก็ถูกหลิวชุนฮวาเอาใจจนเหลิง ดังนั้นเมื่อเห็นว่าเด็กในหมู่บ้านมีอะไรอร่อยๆ ก็จะแย่งมากิน
ก่อนหน้านี้เขาเคยแย่งขนมของเหมาตั้นมาหลายครั้งแล้ว เหมาตั้นก็อดทนมาตลอด แต่ครั้งนี้ขนมที่จิ่งเยี่ยนกุยเอามาให้มันอร่อยเกินไป เหมาตั้นไม่อยากเสียขนมนี้ไปก็เลยร้องไห้ออกมา
คำพูดของจิ่งหลิวหยางทำให้จ้าวเหม่ยหลิงโกรธจนแทบคลั่ง ยกมือขึ้นจะตีจิ่งหลิวหยาง จิ่งหลิวหยางปีนี้อายุสิบสองปีแล้ว ตัวสูงไล่เลี่ยกับจ้าวเหม่ยหลิง ทำให้จ้าวเหม่ยหลิงตีเขาไม่โดน แต่เขากลับขัดขาจ้าวเหม่ยหลิงล้มลงไปกับพื้น
จ้าวเหม่ยหลิงโกรธจัดจนหน้าแดง ไม่สนว่าฉินตงเฉียงจะห้ามไว้หรือไม่ ก็รีบพาเหมาตั้นไปหาหลิวชุนฮวาเพื่อทวงขอความเป็นธรรม
หลังจากหลิวชุนฮวาได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็พูดอย่างไม่ใส่ใจ “หลิวหยางยังเป็นเด็กอยู่จะไปถือสาเด็กทำไม? หลิวหยางก็แค่กินขนมของเหมาตั้นไปชิ้นเดียว เรื่องแค่นี้ทำไมต้องเสียงดังด้วย?”
จ้าวเหม่ยหลิงได้ยินดังนั้นก็โมโหเจียนตาย ไม่สนใจที่จะพูดดีๆ กับหลิวชุนฮวาอีกต่อไป พลันพูดจิกกัดหลิวชุนฮวา “ที่แท้แกก็สอนลูกแบบนี้นี่เอง ไม่แปลกใจเลยที่จิ่งเยี่ยนกุยได้ของดีๆ แล้วไม่แบ่งให้บ้านแกกินสักคำ ปากบอกว่าจิ่งเยี่ยนกุยอกตัญญู ฉันว่าแกมันคนสารเลวมากกว่า!”
หลิวชุนฮวาโกรธจัด แต่ก็ยังถามออกไปว่า “ขนมนี่จิ่งเยี่ยนกุยเอามาให้เหมาตั้นเหรอ?”
จ้าวเหม่ยหลิงยังไม่ทันตอบ จิ่งหลิวหยางก็ดึงแขนของหลิวชุนฮวาเสียแล้ว “แม่ ขนมนั่นอร่อยมาก แม่ไปเอามาจากจิ่งเยี่ยนกุยให้หมดเลยนะ ผมอยากกิน!”
หลิวชุนฮวาเคยเสียท่าให้กับจิ่งเยี่ยนกุยมาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้กำลังวางแผนกับอาหญิงใหญ่จิ่งเพื่อขายจิ่งเยี่ยนกุย ตอนนี้เธอเลยไม่อยากไปยั่วยุจิ่งเยี่ยนกุยมากนัก
เธอลังเลอยู่เล็กน้อย แต่จิ่งหลิวหยางกลับลงไปนอนกลิ้งอยู่กับพื้น “แม่ ถ้าแม่ไม่ไปเอาขนมพวกนั้นมาให้หมด ผมจะไม่ลุกขึ้น!”
เดิมทีจ้าวเหม่ยหลิงตั้งใจมาหาหลิวชุนฮวาเพื่อทวงความเป็นธรรม แต่เมื่อเห็นท่าทีของจิ่งหลิวหยางในตอนนี้ก็ถึงกับตะลึงไปเลย เด็กเล็กในหมู่บ้านบางคนก็ชอบกลิ้งไปกลิ้งมา แต่เด็กโตขนาดจิ่งหลิวหยางกลับกลิ้งไปกลิ้งมาแบบนี้ จ้าวเหม่ยหลิงเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
หลิวชุนฮวารักจิ่งหลิวหยางมากที่สุด แม้ตอนนี้จะไม่ค่อยอยากไปหาจิ่งเยี่ยนกุย แต่ก็ยังพูดว่า “ก็ได้ แม่จะไปเอามาให้!”
พูดจบก็ไม่ได้สนใจจ้าวเหม่ยหลิงและเหมาตั้นอีกต่อไป จัดการจูงจิ่งหลิวหยางเดินไปพร้อมกับปัดฝุ่นจากเสื้อผ้าให้ไปด้วย แล้วพูดอย่างเอ็นดู “ต่อไปเวลามีอะไรก็พูดดีๆ ไม่ต้องกลิ้งลงกับพื้นแบบนี้อีก ดูสิ เข่าถลอกหมดแล้ว จิ่งเยี่ยนกุยอารมณ์ ถ้าเขาไม่ให้ขนม ลูกก็หาพื้นเรียบๆ กลิ้งหน่อยนะ อย่าให้ตัวเองเจ็บ”
จ้าวเหม่ยหลิงแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง หลิวชุนฮวาสอนลูกแบบนี้ได้ยังไง! และตอนนี้เธออยากจะดูแล้วว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะรับมือกับเรื่องนี้ยังไง
จิ่งเยี่ยนกุยรับมือกับเรื่องนี้ได้ง่ายมาก ตอนที่หลิวชุนฮวาพาจิ่งหลิวหยางไปที่บ้านเก่า เธอกำลังลับมีดพร้าอยู่พอดี เมื่อเห็นสองแม่ลูกมาก็หยิบมีดพร้าไปสับสมุนไพรในลานบ้าน ไม่ได้แม้แต่จะชายตามองสองแม่ลูกคู่นี้เลย
เมื่อหลิวชุนฮวามองเห็นสมุนไพรที่ถูกสับอย่างคล่องแคล่วเป็นท่อนๆ ก็เกิดกลัวขึ้นมาทันที ไม่กล้าที่จะโวยวายใดๆ ก็รีบจูงจิ่งหลิวหยางกลับไป “พรุ่งนี้แม่จะไปซื้อขนมแบบเดียวกันให้ที่ในเมือง วันนี้ก็ช่างมันไปก่อนเถอะ”
ปกติจิ่งหลิวหยางเป็นคนหัวรั้น แต่เขาก็มีนิสัยเหมือนหลิวชุนฮวา คือชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า หลังจากพูดอะไรที่ไม่น่าฟังออกไปสองสามคำ ก็เดินตามหลิวชุนฮวาไปโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
จ้าวเหม่ยหลิงที่ยืนดูอยู่ก็รู้สึกตะลึงอีกครั้ง เธอเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
เมื่อสองแม่ลูกหลิวชุนฮวาไปแล้ว จิ่งเยี่ยนกุยก็เอาขนมออกมาจากบ้านอีกหลายกล่อง แล้วแบ่งให้กับเด็กๆ ที่มายืนดูเหตุการณ์ในลานบ้าน เหมาตั้นก็ได้รับขนมเพิ่มมาอีกสองชิ้นจึงยกยิ้มดีใจออกมา
จนถึงตอนนี้จ้าวเหม่ยหลิงก็เข้าใจสิ่งที่ฉินตงเฉียงพูดก่อนหน้านี้ทั้งหมดแล้ว เธอไม่กล้าดูถูกจิ่งเยี่ยนกุยอีกต่อไป จิ่งเยี่ยนกุยอายุยังน้อย แต่ก็มีไหวพริบและกล้าหาญ
หลังจากแจกขนมเสร็จ จิ่งเยี่ยนกุยก็พูดกับจ้าวเหม่ยหลิงด้วยความรู้สึกผิดว่า “ขอโทษด้วยนะคะ ที่วันนี้ทำให้คุณต้องเดือดร้อน”
เรื่องที่จิ่งหลิวหยางแย่งขนมของเหมาตั้นนั้นเสียงดังพอสมควร มีเด็กๆ วิ่งไปบอกจิ่งเยี่ยนกุยตั้งแต่แรกแล้ว และเธอก็รู้ดีว่าหลิวชุนฮวานิสัยเป็นยังไง จึงขี้เกียจที่จะทะเลาะกับหลิวชุนฮวาโดยตรง ก็เลยยกถังสมุนไพรและมีดออกมาขู่สองแม่ลูก ไม่ผิดคาด สองแม่ลูกนั้นก็วิ่งหนีไปจริงๆ
จ้าวเหม่ยหลิงรีบโบกมือ “เรื่องวันนี้จะไปโทษเธอได้ยังไง!”
พูดจบก็ด่าหลิวชุนฮวาไปชุดใหญ่ บอกว่าเมื่อก่อนเห็นหลิวชุนฮวาพูดจาเสียงเบา คิดว่าเป็นคนอ่อนโยน ที่ไหนได้เป็นคนไม่ฟังเหตุผล! แล้วก็พล่ามต่ออีกมากมาย พูดจาให้หลิวชุนฮวาเจ็บใจ และแสดงท่าทีว่าเธอสนับสนุนที่จิ่งเยี่ยนกุยแยกตัวออกมาจากบ้านตระกูลจิ่ง
จิ่งเยี่ยนกุยฟังเธอพูดจนจบแล้วก็กล่าวขอบคุณเธอ
เพราะพึ่งบารมีของจ้าวเหม่ยหลิง หลังจากเกิดเรื่องครั้งนี้ขึ้นมา คำนินทาที่บอกว่าจิ่งเยี่ยนกุยเป็นคนอกตัญญูก็เบาบางลงไปมาก
สำหรับเรื่องพวกนี้จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้ใส่ใจ เพียงแต่ว่าการอยู่ในหมู่บ้านชื่อเสียงก็สำคัญมากเช่นกัน จ้าวเหม่ยหลิงอยากจะช่วยเธอพูดดีๆ แล้วให้ร้ายหลิวชุนฮวา เธอก็ย่อมไม่ว่าอะไร
หยางหว่านซิ่วก็ได้ยินเรื่องนี้จึงรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย เธอคิดว่าหลิวชุนฮวาเป็นตัวหายนะ ทำให้ลูกชายคนโตของเธอหลงผิด ตอนนี้ก็กำลังทำให้หลานชายของเธอหลงผิดอีกด้วย
แม้จะไม่สบายใจ แต่หญิงชราก็ค่อนข้างมองโลกในแง่ดี หลังจากที่ลูกชายแยกบ้านไปแล้วก็ต่างคนต่างอยู่ ลูกหลานย่อมมีโชคชะตาและวาสนาเป็นของตัวเอง