ตอนที่ 97 ลาป่วย
ตลาดวัวม้าตั้งอยู่ทางเหนือสุดของเมืองเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ ตลาดวัวม้าในเวลานี้กำลังคึกคักจอแจ ผู้คนที่ขายวัวม้า และล่อต่างมารวมตัวกันที่นี่ ในอากาศมีกลิ่นของเสียสัตว์เหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
“ขายลูกวัวจ้า ! ลูกวัวอายุ 2 เดือน แข็งแรงมากนะ พี่ชาย ถ้าอยากได้ข้าขายให้ถูก ๆ เลย”
“น้องชายดูล่อของข้าสิ อายุเพียงแค่ 2ปีเองนะ เหมาะมากที่จะใช้เริ่มทำงาน...”
“ดูเหมือนขาของล่อจะมีปัญหานะ มันจะเดินมิได้เยี่ยงนี้จะเอาไปทำอะไรล่ะ? ”
“ลูกวัวนี่ตัวเล็กเกินไป ข้าอยากได้ลูกวัวที่สามารถทำงานได้ตอนเริ่มฤดูใบไม้ผลิ...”
“ท่านลุง ดูนี่ก่อน...”
................
หูของนางเต็มไปด้วยเสียงของเหล่าบรรดาพ่อค้าตะโกนขายของและเสียงของลูกค้าบางคนกำลังต่อรองแต่เสี่ยวเฉาก็รู้สึกคุ้นเคยกับเสียงเหล่านั้นเป็นอย่างดี ระหว่างทางนางถามราคาวัวกับล่อของคนสองสามคนแต่ราคาที่พวกเขาตั้งไว้สูงทั้งหมดทุกร้าน เหมือนกับที่พ่อของนางได้เอ่ยเอาไว้ถ้าพวกเขาไม่ได้จ่ายค่าเล่าเรียนให้ฉีโตว พวกเขาก็คงซื้อได้สักตัวแต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่มีเงินเหลือมากพอจะซื้อเกวียนได้อยู่ดี
ไม่รู้ว่าสวรรค์จงใจต่อต้านเสี่ยวเฉาหรือไม่แต่หลังจากเดินวนตลาดอยู่รอบหนึ่ง นางก็เห็นคนขายลาอยู่ไม่มากนัก พอเจอคนที่ขายลาเข้าพวกเขาก็จะเรียกราคาที่ไม่สมเหตุสมผล ราคาที่พวกเขาขอนั้นสูงกว่าราคาวัวเสียอีก
“ตรงนั้นเอะอะอะไรกัน ไปดูกันเถอะ...”หยูไห่เองก็รู้ว่าการตกลงซื้อขายสัตว์มิใช่เรื่องง่ายเขาจึงไม่ได้ทำหน้าหม่นหมองเหมือนเสี่ยวเฉา พอเห็นว่ามีฝูงชนอยู่ด้านหน้าเขาก็ดึงมือลูกสาวเบียดคนเข้าไปทันที
ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “นี่เจ้าหนูบัณฑิตลาเจ้าป่วยใกล้ตายถึงเพียงนี้ยังจะเรียกราคาสูงลิ่ว แล้วใครจะซื้อของเจ้าเล่า ?ช่างเถิด ลืมมันเสีย ข้าคือคนใจดี จะยอมจ่าย 800 อีแปะซื้อเกวียนเจ้าไว้ก็แล้วกันถือเสียว่าข้าสงสาร ! ”ชายวัยกลางคนมองลาที่ผอมจนเหมือนไม้ฟืน
เสี่ยวเฉาที่เบียดคนเข้ามาได้เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหน้าลาเขาอายุราว 16 - 17 ปี สวมชุดคลุมยาวที่เป็นเครื่องแบบของโรงเรียนหรงซวนลาตัวนั้นผอมจนเหลือแต่กระดูก มันนอนอยู่บนพื้นอย่างอ่อนแรง ไม่มีแม้แต่กำลังจะลุกขึ้นยืนถ้าท้องของมันไม่ได้ขยับขึ้นลงอยู่ล่ะก็ นางคงคิดว่ามันตายแล้วเป็นแน่ ใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเขาส่ายหัวแล้วเอ่ยเบา ๆ ว่า “ไม่ ไม่ !สร้างเกวียนคันหนึ่งก็ต้องใช้เงิน 1 ตำลึงแล้ว ท่านพ่อของข้ากำลังรอเงินจากการขายเกวียนลาไปช่วยชีวิตเขา! 800 อีแปะมิพอซื้อยา 2 ห่อด้วยซ้ำ...”
ชายวัยกลางคนถามอย่างหงุดหงิด “แล้วเจ้าอยากขายลาใกล้ตายตัวนี้เท่าใดล่ะ? ”
“3... 3 ตำลึง ! ท่านพ่อของข้าป่วยหนักมากยิ่งนัก เขาต้องการเงินเพื่อไปหาหมอ...” บัณฑิตน้อยเข้าใจดีว่าราคาที่เขาเรียกร้องนั้นมากเกินไปเสียงของเขาจึงฟังแทบไม่ได้ยิน
แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกของมีค่าทั้งหมดในครอบครัวถูกขายไปหมดเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนของเขาแล้วพวกเขาอาศัยเกวียนเทียมลานี้หารายได้จากการช่วยคนขนของหรือไปส่งคนรอบ ๆ เมืองเพื่อเป็นการอยู่รอดแต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าเมื่อ 5 วันที่แล้ว ลาของเขาก็เริ่มอาเจียนและท้องร่วงมันป่วยหนักเป็นอย่างมาก พวกเขาจึงพามันไปหาหมอรักษาสัตว์แต่ไม่มีหมอคนไหนสามารถช่วยมันได้เลย ท่านพ่อของเขาจึงกังวลเป็นอย่างมากและมีอาการร้อนจากภายในมากเกินไปสุดท้ายก็เป็นหวัด ตอนนี้ท่านพ่อของเขาไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้แล้ว
ที่บ้านไม่มีเงินเชิญหมอมารักษาเขาจึงเอาลาป่วยตัวนี้มาตลาดเพื่อลองเสี่ยงโชคดู...
ชายวัยกลางคนหัวเราะเยาะเขาแล้วเอ่ยว่า“จะให้ข้าจ่าย 3 ตำลึงเพื่อลาป่วย ๆ ตัวนั้นเนี่ยนะ ? เจ้าหนู เจ้าต้องรู้ก่อนนะว่าลาตัวผู้ที่แข็งแรงดีและตัวใหญ่จะถูกขายด้วยราคาเพียงแค่5 ตำลึงเท่านั้น แต่ลาของเจ้า...จุ๊ ๆ ๆ ! ข้ากลัวว่าต่อให้ฆ่ามันเอาเนื้อไปขายก็ยังได้เงินมิถึงตำลึงเลยนี่ข้าเห็นแก่เจ้ามากแล้วนะที่ให้ 800 อีแปะสำหรับลาป่วยตัวนี้ ! ”
“ใช่ ใช่ !ใครจะยอมจ่าย 3 ตำลึงให้ลาใกล้ตายกันเล่า ? ”
“800 อีแปะก็น้อยเกินไปเงินจำนวนนั้นไม่พอซื้อเกวียนด้วยซ้ำ ถ้าเป็นข้าก็มิอยากขายเช่นกัน...”
“เด็กผู้นี้น่าสงสารมากนะ ดูชุดที่เขาใส่สิเขาต้องเป็นนักเรียนโรงเรียนหรงซวนเป็นแน่ ถ้ามิต้องใช้เงินเร่งด่วนจริง ๆ เขาก็คงมิมาที่นี่ให้ผู้คนชี้นิ้วนินทาหรอก...”
คนมุงที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็แบ่งเป็น 2 ฝ่ายฝ่ายหนึ่งบอกว่าเด็กหนุ่มบ้าไปแล้วที่เรียกราคานี้ ส่วนอีกฝ่ายรู้สึกสงสารและเห็นใจเด็กหนุ่มผู้นี้
นักเรียนหนุ่มหน้าซีดเผือดสายตาของเขาดูบ้าคลั่งขณะที่มองลาซึ่งดิ้นรนอยู่ที่ประตูแห่งความตาย เขาเอ่ยไปเรื่อยๆ ว่า “ไม่ ไม่...ท่านพ่อกำลังรอเงินจากการขายลาไปช่วยชีวิตเขาอยู่ ท่านพ่อกำลังรอให้ข้าไปช่วย...”
หยูเสี่ยวเฉารู้สึกซาบซึ้งในความกตัญญูของบัณฑิตหนุ่มนางคิดย้อนไปถึงตอนที่พ่อของนางอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย นางจำได้ว่าพวกเขารู้สึกเศร้าและหมดหนทางมากเพียงใดเสี่ยวเฉาเรียกหินศักดิ์สิทธิ์ในใจ [ เสี่ยวทังหยวนเจ้าช่วยลาตัวนี้ได้หรือไม่ ? ]
ลูกแมวสีทองโผล่หัวออกมาจากเสื้อตรงหน้าอกของเสี่ยวเฉามันชะโงกหน้ามองไปยังลาตัวนั้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า [ เจ้านายน่ารังเกียจ เจ้าจะเอาข้ามาทำอะไรอีกแล้วรึ ? ใช้เป็นเหยื่อล่อปลาบ้างล่ะให้ช่วยคนบ้างล่ะ นี่จะให้ข้าช่วยสัตว์อีกรึ ? ข้ามิยอม ! ท่านพ่อของเจ้าผู้นี้จะมิทำอันใดทั้งสิ้น! ]
คิดภาพลูกแมวตัวเล็กจ้อยเอาขาไขว้กันแล้วกอดขาหน้าเอาไว้เอียงคอแล้วเรียกตนเองว่า ‘พ่อ’ มันจะน่ารักมากถึงเพียงใด แต่ก็ดูประหลาดหน่อย ๆ อยู่เช่นกัน
เสี่ยวเฉาเอ่ยอย่างอดทน “เสี่ยวทังหยวน เทพีแห่งวิญญาณโยนเจ้าลงไปที่โลกมนุษย์ก็เพราะท่านอยากให้เจ้าได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์ในโลกมนุษย์คำกล่าวที่ว่า ‘การช่วยชีวิตได้กุศลยิ่งกว่าการสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น’ ถ้าเจ้าทำความดี มันก็จะช่วยให้เจ้ากลับไปอยู่ข้างกายของเจ้าแม่หนี่วาได้เร็วมากยิ่งขึ้นมิใช่รึ! ”
หินศักดิ์สิทธิ์จำได้ว่าทุกครั้งที่มันช่วยเสี่ยวเฉาทำอะไรบางอย่างพลังของมันจะฟื้นกลับคืนมาในระดับที่แตกต่างจากเดิมมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มันช่วยหยูไห่ หลังจากช่วยหยูไห่แล้ว หินศักดิ์สิทธิ์ก็สามารถมีร่างกายจริง ๆ ขึ้นมาได้มันรู้สึกว่าที่เสี่ยวเฉาเอ่ยก็มีเหตุผล มันจึงเอ่ยออกมาอย่างไม่เต็มใจว่า [ก็ถ้าลามันยังไม่หยุดหายใจ ข้าก็ช่วยมันได้...]
เมื่อหินศักดิ์สิทธิ์รับรองแล้วเสี่ยวเฉาก็ก้าวเข้าไปเอ่ยกับบัณฑิตหนุ่มว่า “ขอข้าดูลาของท่านหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ? ”
สีหน้าเซื่องซึมของบัณฑิตหนุ่มเปลี่ยนเป็นคาดหวังในทันทีเมื่อได้ยินเสียงของเสี่ยวเฉา ราวกับว่าเขากำลังมองผู้ช่วยชีวิตของเขาอยู่เขาเอ่ยว่า “แม่หนูน้อย เจ้า...อยากซื้อลาของข้าเยี่ยงนั้นรึ ? ”
แต่พอเขาเห็นเสื้อบุฝ้ายที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนที่เสี่ยวเฉาสวมใส่อยู่สีหน้าของเขาก็หม่นหมองลงอีกครา เขาเอ่ยขึ้นว่า “แม่หนูน้อย ลาของข้าป่วยอยู่อย่าซื้อมันเลยจะดีกว่านะ...”
เสี่ยวเฉาเห็นว่า ถึงแม้เขาจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายแต่เขาก็ยังมีจิตใจที่ดีและซื่อสัตย์ นางจึงยิ้มให้กับเขา “ท่านพ่อกับข้าเรียนเรื่องการรักษาสัตว์มาบ้างถ้าลายังสามารถช่วยได้อยู่ ข้าก็จะซื้อ ! ”
“ตกลง ดี !ดูเจ้าลาสิ ลาของข้าเก่งมากเลยนะ อายุก็ยังมิถึง 3 ปี ก่อนที่มันจะป่วยทุกคนต่างก็บอกว่ามันเป็นลาที่ดี”ไฟแห่งความหวังถูกจุดขึ้นในดวงตาของบัณฑิตหนุ่มอีกคราขณะที่มองดูทุกการเคลื่อนไหวของเสี่ยวเฉา
เสี่ยวเฉานั่งลงตรงหน้าลาตัวนั้น นางยื่นมือไปวางระหว่างจมูกกับปากของมันลมหายใจร้อน ๆ ตกกระทบกับฝ่ามือของนาง แม้ว่าจะอ่อนแรงแต่ก็ชัดเจน
เป็นการดีที่มันยังหายใจอยู่ ! นางขอยืมชามแตกที่สัตว์เลี้ยงใช้ดื่มน้ำมาหนึ่งใบ แล้วให้หยูไห่นำถุงน้ำที่ผูกไว้ข้างเอวของเขาออกมาและได้เทน้ำหินศักดิ์สิทธิ์จากถุงน้ำลงไปในชาม
เจ้าลาดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงพลังวิญญาณจากน้ำมันยกหัวขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วค่อย ๆ ดื่มน้ำจากชามในมือของเสี่ยวเฉา หลังจากดื่มเสร็จมันก็นอนบนพื้นอย่างหมดแรง แม้ว่ามันจะไม่มีแรงลุกขึ้นแต่ดวงตาของมันก็สดใสมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม
“ลาของข้าเป็นเยี่ยงไรบ้าง ? ยังสามารถช่วยได้อยู่หรือไม่? ” เมื่อนักเรียนคนนั้นเห็นลาที่ไม่ดื่มน้ำหรือกินหญ้ามานานเงยหน้าขึ้นมาดื่มน้ำไฟแห่งความหวังในใจของเขาก็รุนแรงมากยิ่งขึ้น
ชายวัยกลางคนที่ดูมีเล่ห์เหลี่ยมก็ได้กล่าวเหยียดหยามอยู่ด้านข้าง“หมอสัตว์จากตลาดวัวม้าต่างก็เอ่ยเหมือนกันหมดว่าลาตัวนี้รักษามิหายแล้ว เจ้าเด็กโง่นี่จะไปทำอันใดได้? ข้าแนะนำให้เจ้ารีบขายลาก่อนที่มันจะตายเสียดีกว่า มิเยี่ยงนั้นเจ้าก็คงจะมิมีหนทางอื่นแล้วถ้ามันตายข้าก็ไม่เสียเงิน 800 อีแปะซื้อมันเป็นแน่”
นักเรียนหนุ่มทำเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่ชายวัยกลางคนเอ่ยเยาะเย้ยเขาเขามองเสี่ยวเฉาราวกับนางเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิต เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอกำมือเสียแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อของตนเองแล้ว
คนที่มุงดูอยู่ต่างก็คิดว่าเสี่ยวเฉาสงสารลาขณะที่นางลูบตัวที่เหลือแต่กระดูกของมันแต่ความจริงแล้วนางกำลังใช้หินศักดิ์สิทธิ์บนข้อมือช่วยรักษาเจ้าลาจากอาการป่วยในร่างกายต่างหากแสงสีทองอ่อน ๆ แทรกซึมเข้าไปในร่างกายของมันทันทีไม่นานเจ้าลาก็สามารถยกหัวขึ้นมาได้และดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอีกครั้ง
เสี่ยวเฉายิ้มและพยักหน้าให้บัณฑิตคนนั้น“ลาของเจ้ามิได้ป่วยมากนัก ข้าตกลงซื้อ ! 3ตำลึงใช่หรือไม่ ? ”
“ชะ...ใช่ ! ” บัณฑิตหนุ่มมองก้อนเงินที่เสี่ยวเฉาส่งให้เขาอย่างมึนงง ดูเหมือนเขาไม่อยากจะเชื่อว่าลาที่ป่วยจนใกล้ขึ้นสวรรค์จะทำเงินให้เขาได้ถึง3 ตำลึงจริง ๆ เขายืนมึนงงอยู่ตรงนั้นเสียเนิ่นนานเพราะไม่แน่ใจว่าจะทำเยี่ยงไรต่อไปดี
เสี่ยวเฉาเห็นว่าเขาไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อยนางก็คิดว่าเขาอยากกลับคำพูด จึงกระซิบกับเขาว่า “มีอันใดรึเจ้าคะ ? ท่านบอกว่าท่านพ่อกำลังรอเงินไปช่วยชีวิตอยู่มิใช่รึ? เหตุใดถึงยังมิรีบไปอีก ? ”
“ไอหยา !ใช่...ขอบคุณเจ้ามากยิ่งนัก แม่หนูน้อย เจ้าคือผู้มีพระคุณของข้า โปรดบอกชื่อให้ข้ารู้ด้วยเถิดวันข้างหน้าข้าอยากตอบแทนความเมตตาของเจ้า” นักเรียนหนุ่มโค้งคำนับอย่างต่ำให้เสี่ยวเฉากับพ่อของนาง
เสี่ยวเฉาตอบกลับว่า “ความเมตตาอะไรกันเจ้าคะ? ท่านขายของ ข้าก็แค่ซื้อไว้ เป็นการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม มิจำเป็นต้องตอบแทนอะไรทั้งนั้นเร็วเข้า อาการป่วยของท่านพ่อของท่านจะชักช้ามิได้เป็นอันขาด ! ”
ฟางซือโม่คิดถึงพ่อที่ป่วยอยู่ของเขาเมื่อเห็นว่าคนทั้งสองไม่อยากบอกชื่อ เขาจึงคำนับพวกเขาอีกคราและไปจากตลาดพร้อมกับกำเงินเอาไว้แน่น
ชายวัยกลางคนไม่สามารถเอาเปรียบนักเรียนคนนั้นได้จึงเอ่ยขึ้นมาอย่างขุ่นเคืองว่า “แม่หนูน้อย เจ้ายังเด็กในโลกนี้มีคนอยู่ทุกประเภท คนที่แกล้งป่วยเพื่อให้ผู้อื่นสงสารก็มีอยู่มากโข เจ้าถูกหลอกแล้วยังมิรู้ตัวอีก”
“ขอบคุณที่เตือนนะเจ้าคะ ! แต่บัณฑิตผู้นั้นใส่ชุดคลุมยาวของโรงเรียนหรงซวนอยู่ โรงเรียนหรงซวนรับนักเรียนจากความประพฤติ เพราะเยี่ยงนั้นข้าเชื่อว่าเขามิใช่คนโกหกหลอกลวงหรอกเจ้าค่ะ”เสี่ยวเฉาไม่ใช่เด็ก 8 ขวบที่จะถูกหลอกได้ง่าย ๆ นางใช้เงิน 3 ตำลึงซื้อได้ทั้งลาทั้งเกวียนนี่ถูกกว่าการซื้อลาหนึ่งตัวแล้วขอให้ใครบางคนช่วยสร้างเกวียนให้นางเสียอีก
ชายวัยกลางคนเหลือบมองเกวียนที่ค่อนข้างใหม่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วตะคอกว่า“ทำหูหนวกใส่ผู้ใหญ่ระวังจะเจอแต่ความสูญเสีย ที่ข้าเตือนก็เพราะเชื่อว่ากว่าเจ้าจะเก็บเงินได้3 ตำลึงคงใช้เวลานานเป็นอย่างมาก ข้ามิอยากให้เจ้าโง่จนสุดท้ายก็ต้องเอาชีวิตไปทิ้งหรอกนะ”เอ่ยจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อจากไปทันที
เสี่ยวเฉาเลิกคิ้วแล้วเหยียดยิ้มมุมปากอย่างดูถูกเขาเอาเปรียบนักเรียนคนนั้นมิได้ก็เลยได้แต่พูดจาน่าเกลียดใส่ผู้อื่น คนเยี่ยงนี้นี่มัน...
แต่หยูไห่รู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย เขาเอ่ยถามว่า“เฉาเอ้อร์ ลาตัวนี้อ่อนแอมากนะ มันยืนมิไหวด้วยซ้ำ แล้วพวกเราจะเอามันกลับบ้านได้เยี่ยงไร? จะเอามันขึ้นเกวียนวัวของปู่จางก็มิได้...”
เสี่ยวเฉาตอบกลับอย่างมั่นใจว่า “มิต้องกังวลหรอกเจ้าค่ะข้ามีความรู้สึกว่าตอนเรากลับบ้านช่วงบ่าย ลาตัวนี้จะสามารถเดินเองได้ ! ท่านพ่อเจ้าคะ ที่บ้านเหลือเครื่องเทศไม่มากแล้ว มีร้านหนึ่งในตลาดอาหารที่ขายเครื่องเทศถูกๆ อยู่ ไปดูกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ"