“คุณหนูเหม่ยอิง ขอโทษด้วยนะขอรับสำหรับเสี่ยวเอ้อร์ที่ทำตัวไม่น่าดูเท่าไหร่นัก” เย่เฟิงกลัวว่านางจะอารมณ์ไม่ดี ใครรู้บ้างว่าท่านเซียนจะทำอะไรบ้างหากร้านอาหารทำเมนูช้าและปล่อยให้รอนาน
เหม่ยอิงโบกมือ “หาใช่ความผิดเ้าใยต้องใส่ใจ ข้าไม่ถือสาหรอก กลับกันข้ารู้สึกว่าสิ่งที่เสี่ยวเอ้อร์นั้นทำกับข้าย่อมมาจากเสื้อผ้าที่ข้าและลูกสวมใส่”
ไม่ว่าจะเป็ยุคไหนพนักงานจะดูเสื้อผ้าเป็หลัก เหม่ยอิงเห็นเื่เช่นนี้มาบ่อยนักบ่อยหนา และมองว่ามันไม่ใช่เื่แปลกที่จะโดนดูถูกว่าตัวเองนั้นไม่มีเงินกินร้านอาหารแพงๆ
“บางทีข้าต้องสั่งสอนเสี่ยวเอ้อร์นั่นสักหน่อย” เย่เฟิงไม่สามารถให้คนมาดูถูกเหม่ยอิงที่ตนเคารพ โดยเฉพาะเสี่ยวเอ้อร์ตัวเล็กๆ นั่น
“อย่าได้ทำเื่ไร้สาระ เ้าเป็ถึงผู้บำเพ็ญตนไม่ใช่หรือ ใยต้องคิดเกี่ยวกับเื่เล็กน้อยของปุถุชนด้วย อีกอย่างคือลองมองไปรอบตัวสิ หาใช่เสี่ยวเอ้อร์ผู้เดียวเท่านั้นที่มองข้าเยี่ยงนั้น กลับกันยังมีคนอื่นอยู่อีกมาก” เหม่ยอิงแย้มยิ้มบาง สายตาหลายคู่มองมาที่นางั้แ่ขึ้นมาบนชั้นสองโรงเตี๊ยมแล้ว แต่ละผู้ต่างแสดงความเย่อหยิ่งผ่านรูปลักษณ์อันสูงส่ง ราวกับ้าบอกว่านางไม่ควรย่างกรายเข้ามาที่นี่
เพราะสังเกตเสี่ยวเอ้อร์ผู้เดียวเย่เฟิงจึงเพิกเฉยต่อทุกผู้บนชั้นสอง เมื่อได้รับการเตือนสติโดยนางเขาก็หันศีรษะไปมอง บัดนี้จึงเข้าใจสิ่งที่นางพูด มันเป็เช่นนั้นจริงๆ แล
“คนพวกนี้...” เย่เฟิงขบฟัน
“อย่าใส่ใจ วันนี้ข้าแค่มากินอาหารหาได้อยากเป็จุดสนใจไม่ แต่การที่ใส่ชุดแบบนี้เดินไปมาในเมืองแล้วเข้าร้านอาหารหรูยังคงต้องถูกมอง ข้าควรจะซื้อชุดใหม่ได้แล้ว”
“ขอรับ”
เหม่ยอิงผินหน้ามองเมืองตรงหน้า บรรยากาศของที่นี่ดียิ่ง อีกอย่างตลาดค่อนข้างคึกคัก ไม่เงียบเหงาอย่างหมูบ้านกวนปิงที่มีคนน้อย ตื่นเช้าก็ไปทำไร่ไถนา ชีวิตแบบนั้นน่าเบื่อและไร้สีสันยิ่งแต่มันก็ปลอดภัยกว่าอยู่ในเมือง ซึ่งอาจถูกปล้นสะดมได้ง่ายหากรวยแต่ไร้ผู้หนุนหลัง
ใช้เวลาไม่นานอาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟ เหม่ยอิงหันหน้ากลับมา ถูกดึงดูดด้วยกลิ่นของอาหารบนโต๊ะ
“ท่านแม่ อาหารพวกนี้น่ากินมาก ข้าทานได้ใช่ไหมขอรับ” หลี่จุนหาได้ตะกละเช่นน้องคนรองไม่ แต่การที่เขาหิวจนน้ำลายสอแบบนี้ก็เพราะอาหารบนโต๊ะมันดูน่าทานเกินไป
เด็กถูกเลี้ยงดูด้วยอาหารไร้ประโยชน์และกินเพียงผักกับน้ำแกงให้อยู่รอดไปวันๆ จะมีความสุขกับอาหารที่กินได้ยังไง ดังนั้นสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันจึงวิเศษมากสำหรับหลี่จุนสามคน
“ได้สิ อาหารบนโต๊ะนี้กินได้ทั้งหมด ก็อย่างที่แม่บอกไปก่อนหน้านี้ วันนี้กินให้เต็มที่” เหม่ยอิงยิ้มให้เด็กๆ หลังจากนั้นหลี่กุ้ยและลูกอีกสองคนก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารบนโต๊ะเข้าปาก
เหม่ยอิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยกับเย่เฟิงว่า “เ้าเองก็กินสิ”
“ขอรับ” ใจจริงเย่เฟิงไม่สนใจอาหารธรรมดาของปุถุชนหรอก เพราะมันนั้นไม่ให้คุณประโยชน์กับร่างกายของผู้บำเพ็ญ ต่างจากของวิเศษในที่นาของเหม่ยอิง แต่ที่ต้องยกตะเกียบขึ้นมากินนั้นเพราะเหม่ยอิงเป็ผู้บอก
เหม่ยอิงคีบตะเกียบลงไปที่เนื้อปลา หลังจากนั้นจึงเอาเข้าปาก ใบหน้าที่แต่เดิมเบื่อหน่ายกับอาหารที่บ้านพลันผลิบาน “อร่อยมาก เนื้อปลานุ่มและไม่มีรสคาวเลย” จากนั้นคีบไปยังอีกจาน เป็ขาหมูตุ๋น
.......
หญิงผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลกับชายหนุ่มในชุดผ้าป่านสีขาวมองคนทางฝั่งนี้ไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก
“ท่านพี่ดูนางนั่นกับเด็กๆ พวกนั้นสิ กินมูมมามชะมัด ข้าเห็นแบบนี้แล้วหมดอารมณ์ ร้านเหลาเดี๋ยวนี้กลายเป็ที่ที่ใครก็เข้ามาทานอาหารได้แล้วหรือ” สตรีนางนั้นปากว่าแสดงกิริยาสูงส่ง ราวกับนางเป็ผู้ดีหาได้อยากนั่งร่วมโต๊ะกับปุถุชนรากหญ้าไม่
“ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน” บุรุษหนุ่มกล่าว ก่อนจะลุกขึ้นยืน ค่อยเสริมว่า “เ้ารอข้าอยู่ที่นี่ รับรองจะนำเื่สนุกมาให้”
“คิคิ ข้าจะรอชมนะท่านพี่ ทำให้นางนั่นอับอายขายหน้าไปเลย” หญิงสาวจีบปากว่า บุรุษหนุ่มพยักหน้า เดินวางกล้ามไปที่โต๊ะของเหม่ยอิง
บุรุษชุดขาวนามเหยินไถเดินมาถึงโต๊ะของเหม่ยอิงก็แสดงท่าทางแข็งกร้าวทันที “นี่พวกเ้าน่ะ แต่งตัวเหมือนกับยาจกข้างทางไร้เงิน กล้าดีเช่นไรมานั่งตรงนี้เพื่อทานอาหาร ที่นี่มีไว้สำหรับชนชั้นสูง!”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนชั้นสองทำให้ทุกผู้สนใจ
พวกเขาอยากเห็นนางยากจนขอทานนี่ถูกเตะออกไป กล้าดีเช่นไรถึงเข้าร้านอาหารหรู
หลี่กุ้ยที่ถูกดุว่าแบบนั้นก็เกิดกลัว โดยเฉพาะที่นี่คือเมืองใหญ่เป็ที่แปลกตาสำหรับเขา มือรีบวางตะเกียบลงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองบุรุษหนุ่ม
เหยินไถเห็นเช่นนี้ก็รู้ได้ทันทีว่ายาจกจนๆ กำลังกลัว แค่สั่งสอนนิดหน่อยคนพวกนี้ก็หงอยแล้ว นอกจากนั้นยังสามารถใช้โอกาสนี้ทำให้สตรีผู้นั้นประทับใจ ยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัว
“เ้ามีปัญหาอะไรถึงได้ส่งเสียงเอะอะโวยวาย” เหม่ยอิงเลิกคิ้วสวยมองหน้าบุรุษผู้นั้นด้วยความกรุ่นโกรธ มาเมืองใหญ่นึกว่าจะไม่มีปัญหาแล้วเชียวแต่ไม่ทันไรก็มีผู้เข้ามาหาเื่
“มีปัญหาอะไรงั้นหรือ นี่เ้ายังกล้าถามอีกนะ ดูสารรูปของเ้าสินางขอทาน กล้าดีเช่นไรถึงมานั่งกินในร้านเหลา คนเยี่ยงเ้าหาได้มีสิทธิ์เช่นนั้นไม่!” เหยินไถยืดอกพูดเสียงดังฉะฉาน ก่อนจะหันไปมองผู้คนรอบด้านตามด้วยยกมือคารวะ “ถามพี่น้องทุกท่านดู ผู้หญิงนางนี้กับเด็กเ่าั้หาได้มีเงินจ่ายค่าอาหารไม่ ดูแค่การแต่งตัวก็รู้ว่าเป็เช่นไร คนผู้นี้ขึ้นมากินร้านเหลาได้เช่นไร เดี๋ยวนี้มาตรฐานร้านเหลาตกต่ำยิ่ง เห็นแบบนี้ข้าไม่อยากมากินอีกแล้ว”
หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มองเหม่ยอิงอย่างดูถูกโดยไม่ปิดบังทางสายตา
“เช่นนั้นเ้า้าให้ข้าทำสิ่งใดจึงจะพอใจ หรือให้ออกไปจากที่นี่?” เหม่ยอิงมองเขาไม่กระพริบตา หากนางมาผู้เดียวไร้เย่เฟิงข้างกายคงไม่กล้าเผชิญหน้า เพราะไม่รู้ว่าเื้ัชายผู้นี้เป็บ้านสกุลใหญ่สกุลใด แต่สำหรับผู้บำเพ็ญแล้วการจัดการปุถุชนนั้นง่ายดายยิ่ง ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่รังเกียจหากต้องยืมกำลังภายนอกมาแก้ปัญหา
“ง่ายมาก รีบๆ ออกไปจากร้านได้แล้วมันขวางหูขวางตาข้า เห็นหน้าเ้าและเด็กเหลือขอกินข้าวไม่อร่อย และหากเ้าไม่มีเงินจ่ายละก็ บางทีลองคุกเข่าขอร้องข้าสิ ข้าอาจจะช่วยเ้าได้นะ” เหยินไถยิ้มว่าแต่หาได้มีความจริงใจอย่างที่พูดไม่
“เป็เช่นนั้น แล้วถ้าข้าไม่ไปล่ะเ้าจะทำเช่นไร” เหม่ยอิงย้อนถาม ทั้งยังจงใจคีบเนื้อปลาเข้าปาก ราวกับไม่สนใจการมีอยู่ของคนตรงหน้า
“เหยินไถอย่าได้ชักช้า เห็นหรือไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังยั่วยุท่าน!”
เหยินไถถูกกระตุ้นโดยสตรีที่นำมาด้วย จากนั้นเขาก็หัวเราะ ถลกแขนเสื้อขึ้น พร้อมใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์ หนึ่งหมัดถูกชกออกมาแล้ว หมายมั่นสั่งสอนเหม่ยอิงให้หลาบจำ แต่เท้าดันถูกสะกัดโดยขาชายผู้หนึ่ง ยืนตั้งท่าไม่ดีจึงล้มหน้าทิ่มคะมำพื้น
เสียงร้องโอดโอยของเหยินไถทำให้ทุกผู้หัวเราะเยาะเขา ทันทีที่ลุกขึ้นมาก็ชี้หน้าเย่เฟิงด้วยความชิงชัง
“เป็เ้าที่เล่นไม่ซื่อ กล้าดีเช่นไรมาลอบกัดข้า!”
“เ้ามันไร้มารยาทจริงๆ ขัดขวางผู้อื่นตอนกินข้าวไม่พอยังแสดงกิริยาต่ำทรามเข้ามาทำร้ายร่างกาย ทำไม...รับไม่ได้หรือที่ข้าพูดความจริงถึงได้แสดงสีหน้าเช่นนั้น” สำหรับเย่เฟิงนั้นง่ายมากที่จะฆ่าปุถุชนคนหนึ่ง แต่สำหรับเขาเื่นี้ก็แค่เื่เล็กๆ ดังนั้นจึงไม่อยากมือเปื้อนเืโดยใช่เหตุ
“ฮึ่ม! ทำมาเป็ปากดีนะ คอยดูเถอะหมัดนี้เ้ากล้ารับซึ่งหน้าหรือไม่ หากไม่เ้าก็เป็แค่ไอ้ลูกเต่า!” ต้องบอกว่าเหยินไถเจ็บแล้วไม่จำ ล้มเมื่อครู่จมูกยังเืไหลอยู่เลยยังกล้าเข้ามาอวดดีว่าจะต่อยอีก หรือไม่บางทีอาจเพราะมีสตรีมาด้วยจึงต้องวางท่าเสียหน่อย
“เย่เฟิง รีบจัดการให้เื่มันจบๆ ดูสิเนี่ยลูกข้ากลัวหมดแล้ว” เหม่ยอิงกล่าว ไม่อยากมีปัญหาไปมากกวานี้ เพราะต้องไม่ลืมว่านางเป็ผู้มาใหม่สำหรับเมืองฉางเล่อ แต่กระนั้นเพราะศักดิ์ศรีคำว่า(ท่านเซียน)จึงไม่สามารถลดหย่อนโทษของเหยินไถได้
“เข้าใจแล้วขอรับ” เย่เฟิงไม่กล้าชักช้า ใครกล้าทำในท่านเซียนไม่พอใจเล่า ดังนั้นคราวนี้จึงไม่เพียงสะกัดขาของเหยินไถให้ล้มเท่านั้นแต่ยังเข้าไปสั่งสอนจนไม่สามารถลุกขึ้นมาอวดเบ่งได้อีก
เหยินไถร้องขอความเมตตาอยู่บนพื้น สภาพหน้าบวมเป่งเหมือนหมูโดนผึ้งต่อย
“ข้าขอโทษ ข้าไม่กล้าหาเื่เ้าแล้ว เพราะฉะนั้นได้โปรดปล่อยข้าไปเถิดขอรับ” เหยินไถขอร้องทั้งน้ำตา
“หนึ่งคำหลุดออกจากปาก แม้ใช้ม้าถึงสี่ตัวก็ยากจะตามกลับคืน” เหม่ยอิงที่กำลังดื่มน้ำชากล่าว “แต่ช่างเถอะข้าไม่อยากมีเื่ยุ่งยาก รีบๆ ออกไปได้แล้วข้าไว้อยากเห็นหน้าเ้า”
เหวินไถได้ยินเช่นนั้นก็รีบวิ่งออกไปทันที โดยไม่หันไปมองสตรีที่ตนพามาด้วยซ้ำ
ความสงบกลับมา เหม่ยอิงเริ่มนั่งกินอาหารกับลูกๆ อีกครั้ง จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น
“หนึ่งคำหลุดออกจากปาก แม้ใช้ม้าถึงสี่ตัวก็ยากจะตามกลับคืน เป็คำพูดไม่เลว ข้าต่งเฉียนซู ไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไร”
เหม่ยอิงผินหน้าไปมอง เป็บุรุษหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งพร้อมผู้ติดตามอยู่เื้ั
“นามสกุลคือต่ง งั้นเขาก็คงจะเป็คุณชายต่ง?” เหม่ยอิงวิเคราะห์