“พี่ใหญ่ ข้าหูฝาดไปหรือไม่? น้องสามจะทะลวงขั้นอีกแล้วหรือ?”
หยวนสื่อมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เขาหันไปมองเล่าจื๊อด้วยความยากลำบาก
เล่าจื๊อเองก็ลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ “หากท่านได้ยินว่าน้องสามจะทะลวงขั้นอีกครั้ง เช่นนั้นก็คงไม่ผิดหรอก”
ในยามที่เอ่ยคำ รสชาติเปรี้ยวปร่าสายหนึ่งพลันบังเกิดขึ้นในใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
สามวิสุทธิ์นั้นเป็หนึ่งเดียวกัน ถือกำเนิดจากิญญาต้นกำเนิดของมหาเทพผานกู่ โดยมีเล่าจื๊อเป็พี่ใหญ่
ยามนี้ในฐานะพี่ใหญ่ หลังจากไปฟังการบรรยายเต๋าที่วังจื่อเซียวกลับมา เขาก็เพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนทองต้าหลัวขั้นปลายได้สำเร็จ
นึกไม่ถึงเลยว่าน้องสามจะสามารถก้าวหน้าอย่างก้าวะโในขอบเขตกึ่งปราชญ์ได้ถึงเพียงนี้!
หรือว่าพร์ของข้าจะสู้เ้าสามไม่ได้จริง ๆ ?
“เหอะ เ้าสามคงจะเอาบุญบารมีเบิกฟ้าทั้งหมดของตนเองมาใช้เพื่อเลื่อนขั้นพลังบำเพ็ญกระมัง”
ทว่าหยวนสื่อดูเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขามีสีหน้าโกรธเคืองที่อีกฝ่ายไม่เอาถ่าน “บุญบารมีเบิกฟ้าที่ล้ำค่าเพียงนั้น หากเก็บไว้ใช้พิสูจน์มรรคาบรรลุปราชญ์ในภายหน้าจะดีเพียงใด แต่นี่กลับผลาญมันไปในขอบเขตกึ่งปราชญ์เสียหมด!”
คำพูดนี้ดูเหมือนจะเป็การเตือนสติเล่าจื๊อเช่นกัน!
กาลก่อน มหาเทพผานกู่เบิกฟ้า พวกเขาทั้งสามได้แบ่งบุญบารมีเบิกฟ้ากันมาคนละส่วน เดิมทีตั้งใจจะเก็บไว้ใช้ยามพิสูจน์มรรคาบรรลุปราชญ์ แต่ยามนี้การที่เ้าสามทะลวงขั้นอย่างบ้าคลั่งโดยไร้เหตุผลเช่นนี้ คำอธิบายเดียวที่เป็ไปได้ก็คือเขาผลาญบุญบารมีเบิกฟ้าไปแล้วนั่นเอง
“เ้าสามเอ๋ย ช่างโง่เขลาเบาปัญญานัก!”
หลังจากคิดได้เช่นนี้ เล่าจื๊อก็แค่นเสียงฮึออกมาอย่างแรง
ทว่าในใจของเขากลับรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างบอกไม่ถูก
“ช่างเถิด ในเมื่อเ้าสามใช้บุญบารมีเบิกฟ้าเพื่อทะลวงขั้นแล้ว ครานี้ก็ให้เขารั้งอยู่ที่เขาคุนหลุนต่อไปเถอะ”
พูดจบ เล่าจื๊อก็เรียกหยวนสื่อ ทั้งสองกลายเป็ลำแสงพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเกาะสามเซียนทันที
ทว่าบนเขาคุนหลุน ด้วยโสตประสาทของสวีทง ย่อมได้ยินบทสนทนาของคนทั้งสองอย่างชัดเจน
แต่เขาหาได้ใส่ใจไม่ เขา้าพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลัง ส่วนเื่ที่ว่าเขาได้ใช้บุญบารมีเบิกฟ้าไปหรือไม่นั้น ตัวเขาเองย่อมรู้ดีที่สุด
ในตอนนี้นับว่าเขาได้รับรางวัลจากระบบเป็โถทองคำฮุ่นหยวนแล้ว หลังจากหยิบขึ้นมาพิจารณาเล่น ๆ ครู่หนึ่ง เขาก็เก็บมันไป
สิ่งนี้ก็นับว่าไม่เลว แต่หากเทียบกับมุกโกลาหลและสี่กระบี่สังหารเซียนแล้ว มันยังห่างชั้นกันนัก อย่างมากก็แค่มีไว้แก้ขัดเท่านั้น
ไอ้ระบบสุนัข อย่าหวังจะมาทำให้จิตใจข้าไขว้เขวได้!
…
ณ เกาะสามเซียน
มหาค่ายกลที่บดบังท้องนภาและดวงตะวันพลันอุบัติขึ้นอย่างเกรียงไกร!
ตงหวงไท่อีถือครองระฆังโกลาหลในมือ กดข่มดารานับหมื่นเอาไว้!
สิบมหาปราชญ์ปีศาจต่างประจำการอยู่ในตาค่ายกล แสดงพลังบำเพ็ญอันลึกล้ำออกมาอย่างเต็มเปี่ยม กดทับตงหวังกงและเหล่าเซียนใต้บังคับบัญชานับไม่ถ้วนที่อยู่เบื้องล่างจนแทบจะหายใจไม่ออก
“ตี้จวิ้น เ้าหมายความว่าอย่างไร! ถึงกับกล้านำกองทัพเผ่าปีศาจบุกมายังเกาะสามเซียนของข้า หรือเ้าเห็นคำสั่งของท่านมรรคาจารย์เป็เพียงอากาศธาตุงั้นหรือ? ข้าได้ส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากสามวิสุทธิ์แล้ว เ้ารีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
การได้รับแต่งตั้งจากมรรคาจารย์หงจวินคือไพ่ตายใบสุดท้ายที่เขาพอจะงัดออกมาสู้ได้
แน่นอนว่าเขาไม่กล้าบุกไปหาท่านมรรคาจารย์หงจวินที่วังจื่อเซียวโดยตรง ทำได้เพียงส่งคนไปเขาคุนหลุนเพื่อตามสามวิสุทธิ์มาเป็ผู้ช่วย
เพราะยามที่ฟังการบรรยายเต๋า ณ วังจื่อเซียว หงจวินได้เอ่ยปากรับสามวิสุทธิ์เป็ศิษย์ด้วยตนเอง
“คำสั่งของท่านมรรคาจารย์? ขอความช่วยเหลือจากสามวิสุทธิ์?”
เมื่อตี้จวิ้นได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะร่าออกมา “สามวิสุทธิ์แล้วอย่างไร? เล่าจื๊อและหยวนสื่อมีพลังบำเพ็ญเพียงขอบเขตเซียนทองต้าหลัว ส่วนทงเทียนนั่นยิ่งแล้วใหญ่ กระทั่งวังจื่อเซียวยังไม่เคยเหยียบเข้าไป ยามนี้อย่างมากก็คงอยู่แค่ขอบเขตเซียนทองต้าหลัวขั้นกลางเท่านั้น ต่อให้พวกมันมาที่นี่แล้วจะทำอะไรได้!”
เขาหาได้หวาดกลัวสามวิสุทธิ์ไม่ เพราะยามนี้พลังบำเพ็ญของทุกคนยังไม่ได้ทิ้งห่างกันมากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ทงเทียนไม่ได้ไปฟังการบรรยายเต๋าที่วังจื่อเซียว พลังบำเพ็ญย่อมต้องต่ำต้อยกว่าแน่นอน!
กองทัพเผ่าปีศาจนับหมื่นอยู่ที่นี่ มีเหตุผลอันใดที่เขาจะต้องเกรงกลัวพวกมัน?
“บังอาจ!”
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงเ็าระคนโกรธเกรี้ยวพลันดังแว่วมา!
เล่าจื๊อและหยวนสื่อพุ่งทะยานมาด้วยความเร็วสูง เพียงสะบัดมือ สะพานทองก็ปรากฏขึ้นทันตา!
“แผนภาพไท่จี๋?”
ตี้จวิ้นแค่นเสียงหัวเราะเ็า สะบัดฝ่ามือคราหนึ่ง แผนภาพเหอถูลั่วซูก็ปรากฏขึ้น ต้านทานสะพานทองที่พุ่งเข้ามาอย่างดุดัน!
“เหตุใดจึงมีเพียงเ้าสองคนมาที่นี่? ทงเทียนล่ะ? หรือว่ามันยังหดหัวอยู่ในกระดองเหมือนเดิม?”
เมื่อตี้จวิ้นเห็นว่ามีเพียงเล่าจื๊อและหยวนสื่อมาเพียงสองคน ความลำพองใจก็พุ่งสูงขึ้น เขาเอ่ยปากเย้ยหยันไม่หยุด
“หึ สามหาวนัก ปากดีเช่นนี้สมควรตาย!”
จิตสังหารวับวาวผ่านดวงตาของหยวนสื่อ ทันใดนั้น ธงผานกู่ก็ปรากฏขึ้น เข้าครอบคลุมร่างของตี้จวิ้นอย่างดุดัน!
“เหล่านักรบทั้งหลาย ต้านมันไว้!”
ตี้จวิ้นแผดเสียงก้อง พลังบำเพ็ญขอบเขตเซียนทองต้าหลัวขั้นปลายพวยพุ่งออกมาอัดฉีดเข้าไปในแผนภาพเหอถูลั่วซู
เหล่าบรรดายอดฝีมือเผ่าปีศาจต่างก็พากันเข้าสู่มหาค่ายกลเหอลั่ว เข้าปะทะกับธงผานกู่อย่างรุนแรง!
ตูม!
เสียงะเิดังกึกก้องะเืเลื่อนลั่น!
ทั้งสองฝ่ายต่างมีพลังสูสีกัน!
ทว่าทางด้านของตงหวังกงกลับเริ่มต้านทานไว้ไม่อยู่แล้ว
ไท่อีใช้มหาค่ายกลดาราจักรหมื่น์ โดยมีสิบมหาปราชญ์ปีศาจเป็ศูนย์กลางค่ายกล บดขยี้การป้องกันของตงหวังกงและพวกพ้องจนพินาศย่อยยับในเวลาอันรวดเร็ว
“ตงหวังกง หากเ้ายอมจำนน ข้าอาจจะไว้ชีวิตเ้าสักครา!”
ใคร ๆ ก็ดูออกว่าเมื่อเผชิญหน้ากับไท่อี ตงหวังกงแทบจะไม่มีปัญญาโต้กลับเลยแม้แต่น้อย
“ฮ่า ๆ ๆ เ้าสัตว์เดรัจฉานหน้าขน อย่าหวังว่าข้าจะยอมสยบให้เ้า!”
ตงหวังกงไม่มีความคิดจะยอมจำนนเลยแม้แต่นิดเดียว ในยามคับขันเช่นนี้ หากเขาต้องก้มหัวรับใช้เผ่าปีศาจ เกรงว่าในอนาคตเขาคงไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากได้อีก!
“หึ ในเมื่อเ้ารนหาที่ตาย ข้าก็จะสงเคราะห์ให้!”
ไท่อีแค่นเสียงเ็า สะบัดมือเพียงคราเดียว มหาค่ายกลดาราจักรก็เข้าครอบคลุมร่างของตงหวังกงทันที!
ทว่าตงหวังกงไม่ใช่พวกที่ยอมตายเปล่า เมื่อเห็นว่าไร้หนทางรอด ดวงตาของเขาก็ฉายแววบ้าคลั่งออกมา!
ปราณิญญาระหว่างฟ้าดินเริ่มปั่นป่วนอย่างหนักในชั่วพริบตา!
และกลิ่นอายทั่วร่างของตงหวังกงในยามนี้ ก็กลับกลายเป็ดุร้ายรุนแรงถึงขีดสุด!
“แย่แล้ว! มันจะะเิตัวเอง!”
สีหน้าของไท่อีเปลี่ยนไปในบัดดล เขาแผดเสียงสั่งการยอดฝีมือเผ่าปีศาจให้ล่าถอยทันที!
ทว่า... มันไม่ทันเสียแล้ว!
ตูม!!!
พร้อมกับเสียงกัมปนาทที่ดังสนั่นหวั่นไหว ทั่วทั้งฟ้าดินดูเหมือนจะกลับมาเงียบสงบอีกครั้งในพริบตานั้น
เหล่ายอดฝีมือเผ่าปีศาจภายในมหาค่ายกลดาราจักร ต่างก็ล้มตายและาเ็ไปกว่าครึ่ง
…
“ฮ่า ๆ ๆ ตงหวังกงะเิตัวเองได้ยอดเยี่ยมนัก!”
ในขณะเดียวกัน เหล่ายอดฝีมือเผ่าอู๋ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดต่างพากันกำหมัดด้วยความสาแก่ใจและหัวเราะร่า!
ในฐานะคู่ปรับตลอดกาลของเผ่าปีศาจ ยามที่เผ่าปีศาจนำทัพบุกล้อมเกาะสามเซียน มีหรือที่เผ่าอู๋จะไม่ล่วงรู้?
ยามนี้เผ่าปีศาจและตงหวังกงต่างบอบช้ำพินาศไปด้วยกันทั้งคู่ นับเป็โอกาสทองที่พวกเขาจะลงมือ!
“ตี้จวิ้นกำลังพัวพันอยู่กับเล่าจื๊อและหยวนสื่อ เหล่านักรบทั้งหลาย จงรีบจัดการไท่อีให้ได้โดยเร็วที่สุด!”
ดวงตาของตี้เจียงฉายแววเด็ดเดี่ยว ทันใดนั้น ยอดฝีมือเผ่าอู๋ที่ซ่อนตัวอยู่ก็ปรากฏกายออกมา พุ่งเข้าเข่นฆ่าสังหารเผ่าปีศาจที่เหลือรอดอย่างบ้าคลั่ง!
ทั่วทั้งปฐีอาบไปด้วยสีโลหิต!
…
ณ วังจื่อเซียว
ในฐานะปราชญ์เพียงหนึ่งเดียวแห่ง์และพิภพ เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นบนโลกย่อมมิอาจรอดพ้นสายตาของหงจวินไปได้
“ต้าเหล่าเยี่ย*[1] ดูเหมือนสามวิสุทธิ์จะไม่สามารถไกล่เกลี่ยความขัดแย้งนี้ได้ ยามนี้พวกเราจะนั่งดูพวกเขาเข่นฆ่ากันต่อไปหรือขอรับ?”
เด็กรับใช้คนหนึ่งอายุราวเจ็ดแปดขวบยืนอยู่ด้านหลังหงจวิน เอ่ยถามพลางมองไปยังวิชากระจกวารีเบื้องหน้าอย่างใคร่รู้
ภาพความพินาศย่อยยับบนเกาะสามเซียนปรากฏชัดเจนในกระจกวารีนั้น
ประหลาดนัก เหตุใดทงเทียนถึงไม่ปรากฏตัวอีกแล้ว?
ทว่าหงจวินกลับมิได้สนใจคำพูดของเด็กรับใช้คนนั้น คิ้วของเขาขมวดมุ่นเข้าหากัน
ตามการขับเคลื่อนของวิถี์ ครานี้สามวิสุทธิ์ควรจะปรากฏตัวพร้อมกันทั้งหมด ทว่าเหตุใดทงเทียนนั่นถึงยังไม่ยอมออกมาอีก?
เหตุการณ์ที่บิดเบือนไปเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้หงจวินมิอาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป
ตอนที่ควรจะมาฟังการบรรยายเต๋าที่วังจื่อเซียว เ้าเด็กทงเทียนนั่นก็ไม่มา!
ตอนที่ควรจะไปแย่งชิงสมบัติที่เขาปู้โจว เ้าทงเทียนนั่นก็ไม่ไป!
ตอนที่ควรจะปรากฏตัวที่เกาะสามเซียน เ้าเด็กนั่นก็ยังไม่โผล่หัวออกมา!
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? หรือว่าวิถี์จะเกิดความผิดพลาดประการใด?
[1] ต้าเหล่าเยี่ย (大老爷) เป็สำเนียงจีนกลาง คนไทยรู้จักกันในชื่อ ตั่วเหล่าเอี๊ย