ตอนที่ 9 เด็กน้อย
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เด็กน้อยไม่รู้จะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร สติของเขาราวกับจะหลุดลอยไป
แต่อย่างไรก็ตาม สตินั้นก็กลับมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่ได้ ฉันจะมามัวเหม่ออยู่แบบนี้ไม่ได้ ก่อนอื่นฉันต้องห้ามเืแล้วพาอีริกเข้าไปข้างในบ้านก่อน”
อากาศข้างนอกค่อนหนาวเย็น มันไม่เหมาะที่จะให้อีริกที่ตัวร้อนอยู่ที่นี่นานแน่
เมอร์ลินไม่ลังเลที่จะถอนเสื้อของตนเองแล้วพันศีรษะที่เืออกเอาไว้ จากนั้นร่างเล็กของเขาก็พยายามที่จะลากอีริกให้เข้าไปในบ้าน
แต่ ...
ฮึบ! ฮึบ! ฮึบ!
แรงของเด็กน้อยจะลากร่างของชายชราร่างกำยำของอีริกได้อย่างไร
แม้อีริกจะแก่แล้ว แต่เขาก็ทำงานตัดฟืนมาตลอด ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแรงเป็อย่างมาก เขาจึงเป็ชายชราร่างสูงใหญ่ที่น่าเกรงขาม แม้ไม่ใช่อัศวินแต่เขาก็มีออร่าที่ทำให้ผู้คนยำเกรง
เมื่อเมอร์ลินพบว่าด้วยแรงของตนเองไม่มีทางที่จะลากอีริกเข้าไปได้ เขาจึงต้องคิดหาวิธีอื่น
“หรือฉันต้องไปตามคนมาช่วย” หลังจากเอ่ยจบเขาก็ส่ายศีรษะอย่างรุนแรง
“ไม่ได้ ที่นี่อยู่ห่างจากหมู่บ้านเกินไป กว่าฉันจะตามคนมาช่วยอีริกคงแข็งตายอยู่ที่นี่”
เมอร์ลินพยายามคิดหาวิธีการอื่น แล้วสายตาของเขาก็หันไปทางโรงไม้ สถานที่ที่พวกเขานำฟืนไปเก็บไว้และมีที่ว่างสำหรับให้พวกเขาทำงานอดิเรก ซึ่งเมอร์ลินเองก็มักจะใช้ที่นั่นในการทำงานแกะสลัก
“ใช่แล้ว มันยังมีเ้านั่นอยู่”
ดวงตาของเด็กน้อยสว่างขึ้น เขาไม่ลังเลที่จะวิ่งไปที่นั่นแล้วนำบางอย่างออกมา
แกร่ก ... แกร่ก ... แกร่ก ...
สิ่งที่เขานำมาก็คือล้อเลื่อน ซึ่งอีริกมักจะนำมันขนฟืนไปขายในหมู่บ้าน
เมอร์ลินนำล้อเลื่อนออกมา แล้วพยายามที่จะยกร่างของอีริกใส่เข้าไปอย่างยากลำบาก
จนท้ายที่สุดเขาก็สามารถนำร่างที่ไร้สติของอีริกเข้าไปในบ้านได้
ตัวของอีริกในตอนนี้ร้อนมาก เมอร์ลินจึงหาผ้าห่มหนาๆ มาห่มให้
แม้เขาก็เคยร่ำเรียนในโบสถ์ แต่เด็กที่อายุแค่หกเจ็ดขวบ การที่สามารถอ่านออกเขียนได้ก็นับว่ามีพร์มากแล้ว เขาเลยไม่ได้มีความรู้ในการปฐมพยาบาลหรือการรักษาเบื้องต้น
นอกจากนี้โบสถ์ส่วนใหญ่มักจะมีบาทหลวงประจำการอยู่แล้ว พวกเขาสามารถใช้พลังศักดิ์สิทธิ์รักษาอาการาเ็ของผู้คนได้
แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่บาทหลวงจะรักษาให้ได้ พวกเขาจะต้องเป็สานุศิษย์ของศาสนจักรเท่านั้น
ตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งอีริกและเมอร์ลิน พวกเขาไม่เคยเข้าโบสถ์เลยแม้แต่ครั้งเดียว
เมอร์ลินไม่รู้ว่าบาทหลวงของโบสถ์หมู่บ้านเมเปิลจะรักษาอีริกหรือไม่
ในยุคสมัยนี้เหล่าบาทหลวงก็คือหมอ ชาวบ้านทั่วไปหากมีปัญหาเื่การเจ็บป่วยก็ล้วนเข้าหาโบสถ์ทั้งสิ้น
“ฉันต้องลองเสี่ยงดู ไม่รู้ว่าพวกเขาจะยอมรักษาอีริกหรือไม่?”
เด็กน้อยวัยสิบขวบไม่มีทางเลือกแล้ว เขามองไปที่ใบหน้าของอีริกที่เริ่มซีดในตอนนี้
แต่ในขณะที่เขากำลังจะเตรียมตัวออกจากบ้าน อีริกก็ได้สติฟื้นขึ้นมา
แค่ก ... แค่ก ... แค่ก ...
เมอร์ลินรีบวิ่งไปหาอีริกทันที
“คุณฟื้นแล้ว”
“นายเป็คนลากฉันมาที่นี่อย่างนั้นหรอ?” อีริกกล่าวอย่างอึ้งๆ เขาไม่คิดว่าเด็กน้อยจะสามารถนำเขามาที่นี่ได้ แต่เมื่อมองไปที่เสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนนั้นเขาก็เข้าใจว่าเด็กน้อยนั้นใช้ความพยายามไปมากแค่ไหน
อยู่ๆ อีริกก็รู้สึกคัดจมูก น้ำใสๆ พยายามจะไหลออกมาจากตาถ้าเขาไม่ห้ามมันเอาไว้ก่อน
“หน้าคุณซีดมาก ฉันกำลังจะออกไปตามบาทหลวงมารักษาคุณอยู่พอดี” เมอร์ลินกล่าว
“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่ได้เป็อะไรมาก มันก็แค่ไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น ถึงไปหาบาทหลวงยังไง เขาก็แค่ให้ยาบางอย่างมากินอยู่ดี สูตรยาเ่าั้ฉันรู้มันอยู่แล้ว ที่ห้องครัวมีตู้ใบหนึ่งฉันเก็บสมุนไพรไว้ข้างในนั้น เธอช่วยนำมันออกมาที”
“คุณจะปรุงยาพวกนั้นเอง”
“ใช่สิ มันไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอกนะเด็กน้อย”
อีริกรู้ดีว่าต่อให้เรียกบาทหลวงมาได้ พวกเขาก็ใช้ยารักษาเขาเท่านั้น พลังศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้พร่ำเพรื่อ แน่นอนว่าพวกเขาไม่ใช่มันรักษาคนธรรมดาอย่างแน่นอน
ในยุคสมัยนี้บาทหลวงหรือแม่ชีไม่ต่างไปจากหมอ พวกเขารู้จักสมุนไพรและสามารถปรุงยาได้ ดังนั้นพวกเขาจึงมีหน้าที่เป็หมอภัยในสังคม
อย่างไรก็ตามทุกๆ การรักษาล้วนมีค่าใช้จ่าย ต่อให้พวกเขายอมมารักษาคนที่ไม่เข้าโบสถ์ มันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายอยู่ดี ซึ่งราคาของมันจะต้องมากกว่าพวกสานุศิษย์อย่างแน่นอน
นี่คือความต่างของพวกที่เข้ารีต เพราะเหตุนี้ศาสนจักรจึงมีสานุศิษย์อยู่มากมาย
เมอร์ลินทำตามที่อีริกบอก เขารีบไปเอาสมุนไพรมาแล้วปรุงยาตามที่อีริกบอก จนในที่สุดอีริกก็ได้กินยาที่เมอร์ลินปรุง
การปรุงยาสำหรับยุคสมัยนี้มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก ขอแค่รู้จักคุณสมบัติของสมุนไพรก็เป็ใช้ได้แล้ว ซึ่งนี่เป็ความคิดของชาวบ้านทั่วไป รวมทั้งอีริกด้วย
หลังจากที่อีริกทานยาเขาก็ได้พักผ่อน โดยมีเมอร์ลินคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา
หลายวันผ่านไป ดูเหมือนว่าอาการของอีริกจะไม่ดีขึ้นมาเลย อาการของเขายิ่งทรุดหนักยิ่งกว่าเดิม นั่นจึงทำให้เมอร์ลินรู้สึกรนรานมากขึ้น
“ฉันน่าจะไปเรียกบาทหลวงมาั้แ่แรก”
เมอร์ลินรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ยืนยันทำตามความคิดของตนเอง
ซึ่งตอนนั้นเขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เด็กน้อยเก็บของแล้วออกจากบ้าน เขาพยายามรวบรวมเงินทั้งหมดที่มีแล้วเดินเข้าไปในหมู่บ้านเมเปิล
ที่ตั้งของโบสถ์ภายในหมู่บ้านนั้นหาได้ไม่ยากนัก เพราะมันมักจะอยู่ใกล้กับลานกว้างของหมู่บ้านแทบทุกที่
เมอร์ลินใช้เวลาเดินทางครึ่งชั่วโมงกว่าจะไปถึงหมู่บ้าน เขาตรงไปที่โบสถ์และไม่ลังเลที่จะผลักประตูบานใหญ่เข้าไป
ทันทีที่บานประตูเปิดออก เขาก็ได้เห็นห้องที่โล่งกว้างและบรรยากาศที่เขาคุ้นเคย
อย่างน้อยๆ หลายปีก่อนเขาก็เคยเป็คณะร้องประสานเสียงเด็กของโบสถ์ และเคยร่ำเรียนหนังสือที่นั่น
แต่ดูเหมือนว่าเมอร์ลินจะประเมินตัวเองสูงไป
เมื่อเขาเดินทางฝ่าลมหนาวไปถึงโบสถ์ ร่างของเขาก็แทบจะโงนเงนแล้ว เมื่อประตูบานใหญ่เปิดออกเขาก็ไม่สามารถทรงตัวได้อีก
ตุบ!
ร่างของเขาล้มลงไปตรงนั้น เขายังไม่ทันที่จะทำตามเป้าหมายของเขาให้สำเร็จเลย