ขณะนั้นเป็เวลาเที่ยงคืนและลอว์เรนซ์กําลังถามตัวเองว่าเขากําลังฝันไปหรือเปล่า ประตูหินอ่อนของสุสานถูกถอดอย่างระมัดระวังและถูกนําไปวางไว้บนโครงไม้ที่ต่อขึ้นเพื่อรองรับและขณะนี้ทุกคนพร้อมแล้วที่จะย่างเท้าเข้าไปในสุสานอันเป็จุดหมายที่ยิ่งใหญ่ของเขาแล้ว
เขาหันมาพยักหน้าให้ซาเมียร์ ััความตื่นเต้นที่กําลังบังเกิดอยู่กับทุกคน แสงไฟวับวาบจากกล้องทำให้เขาหน้ามืดตาลายกล้ามเนื้อในช่องท้องเครียดเขม็ง เขาไม่อยากครุ่นคิดพิจารณาความรู้สึกของตัวเองในยามนี้ เขามีคบเพลิงอยู่ในมือและพร้อมจะก้าวข้ามธรณีประตูอยู่แล้ว แต่กระนั้นซาเมียร์ยังใช้ความพยายามเป็ครั้งสุดท้ายเพื่อยับยั้งเขา
“ลอว์เรนซ์ บางทีในนั้นมันอาจจะมีกับดัก หรือมันอาจจะมี...”
“ออกไปให้พ้น”
ฝุ่นที่คละคลุ้งอยู่ภายในทําให้เขาทั้งจามทั้งไอจนน้ำตาไหลพราก
เขาชูคบเพลิงขึ้นเหนือศีรษะ ผนังทุกด้านถูกจารึกด้วยอักษรเฮียโรกลิฟฟิคทั้งสิ้น เป็ลักษณะอักษรภาพสมัยราชวงศ์ที่สิบเก้าอย่างไม่ต้องสงสัย
ตอนเหยียบย่างเข้ามาในคูหาหรือสุสานแห่งนี้เป็ครั้งแรกเขาสังเกตพบว่าอากาศภายในค่อนข้างเป็อย่างประหลาดและอวลอบอยู่ด้วยกลิ่นอายแปลกๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าตลอดเวลานับศตวรรษที่ผ่านมากลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ค่อนข้างแปลกจะยังคงอยู่ได้
เขารู้สึกหัวใจเต้นระทึกใบหน้าผ่าวร้อนและจามออกมาอีก พวกนักข่าวที่ตามติดเข้ามานั่นเองทําให้ฝุ่นคลุ้งขึ้นอีก
“ออกไป” เขาะโไล่ด้วยความขุ่นเคือง แสงแฟลชสว่างวูบวาบรอบตัวอีกครั้ง เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานคูหาด้วยดวงตาพร่าพราย
เมื่อลดสายตาลงเขามองเห็นโต๊ะยาวใหญ่ตัวหนึ่งบนโต๊ะนอกจากมีหีบและคนโทขนาดใหญ่ทําจากหินอ่อนแล้วยังมีม้วนกระดาษปาปิรัสซ้อนกันอยู่อีกกองใหญ่ พระเ้า ...เพียงแค่ม้วนกระดาษนั่นก็ยืนยันความมหัศจรรย์ของสิ่งที่เขาค้นพบอย่างมากมายมหาศาลแล้ว
“แต่ในนี้เหมือนไม่ใช่สุสาน” เขาพึมพำด้วยเสียงแ่เบา
นอกจากโต๊ะตัวดังกล่าวแล้วยังมีโต๊ะสำหรับเขียนหนังสือมีฝุ่นละอองบางๆ จับอยู่เต็มพื้นหน้าอีกตัวหนึ่ง ดูคล้ายกับว่าผู้ทรงภูมิปัญญาคนหนึ่งเพิ่งลุกไปจากโต๊ะเมื่อไม่นานนี้เองเพราะบนโต๊ะมีกระดาษปาปิรัสถูกคลี่กางไว้และมีปากกาในแจกันแก้วพร้อมด้วยขวดหมึกและถ้วยแบบมีหูอีกใบหนึ่ง
แต่นอกจากสิ่งต่างๆ เ่าั้แล้วยังมีรูปสลักครึ่งตัวแกะสลักขึ้นจากหินอ่อนเป็รูปสลักของหญิงสาวเรือนผมที่หยักศกเป็ลอนระยบยาวสยายจนถึงฐานโลหะ เปลือกตาของรูปสลักหรี่เลือนจนเกือบปิดและเขาก็เห็นชื่อของนางที่ถูกจารึกไว้บนฐาน
“คลีโอพัตรา”
“เป็ไปไม่ได้” เขาได้ยินเสียงซาเมียร์พูดเบาๆ อยู่ข้างหู “แต่ดูนั่นสิลอว์เรนซ์ นั่นไงโลงใส่มัมมี่”
แต่ลอว์เรนซ์สังเกตเห็นสิ่งนั้นก่อนแล้ว เขายืนนิ่งอึ้งมองดูสิ่งที่ถูกวางไว้กลางคูหาประหลาด คูหาที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็ห้องทํางานหรือไม่ก็ห้องสมุดได้อย่างเต็มปากเนื่องจากมันประกอบด้วยโต๊ะเขียนหนังสือและมีเอกสารวางกองรวมกันอยู่อย่างมากมาย
อีกครั้งหนึ่งที่ซาเมียร์ต้องหันไปสั่งให้พวกช่างภาพถอยห่างออกไป แสงแฟลชสว่างวาบตลอดเวลาทําให้อารมณ์ของลอว์เรนซ์จวนเจียนจะะเิเต็มที
“ออกไป...ออกไปให้หมดทุกคน” ลอว์เรนซ์แผดเสียงคำราม ดูเหมือนทุกคนเต็มใจปฏิบัติตามคําสั่ง เพราะพร้อมใจกันถอยออกจากคูหาแห่งนั้นแต่โดยดี ปล่อยให้ทั้งสองยืนอยู่ด้วยกันในความเงียบแต่เพียงลําพัง
ในที่สุดซาเมียร์เป็ฝ่ายทําลายความเงียบขึ้นก่อน
“ทุกอย่างในนี้ล้วนแต่เป็เครื่องแต่งห้องสมัยโรมันทั้งสิ้น นี่คือรูปสลักของคลีโอพัตราแน่ แล้วลองดูเหรียญกษาปณ์ที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือนี่สิลอว์เรนซ์ มันยังใหม่อยู่เลย เพียงแค่สองสิ่งนี้ก็ล้ำค่าเสียจน...”
“ผมรู้ แต่ตรงนั้นยังมีร่างของฟาโรห์ที่นอนสงบอยู่ด้วยนะซาเมียร์ รายละเอียดต่างๆ บนโลงศพประณีตสวยงามเหมือนโลงศพที่เคยขุดค้นพบในหุบเขาจักรพรรดิไม่มีผิด”
“แต่บนโลงศพไม่มีลวดลายที่มีการประดับประดาด้วยเครื่องทองอย่างที่พวกเขาเคยพบกันมาเลยนะ” ซาเมียร์ตั้งข้อสังเกต “ทำไมมันถึงเป็อย่างนั้นล่ะ?”
“ที่นี่ไม่ใช่หลุมฝังศพที่ใช้ฝังคนตายนี่นา” ลอว์เรนซ์ตอบ
“แล้วมันยังถูกเลือกเป็ที่เก็บศพของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่อีกอย่างนั้นเหรอ?” ซาเมียร์เดินเข้าไปใกล้โลงใส่มัมมี่ ชูคบเพลิงขึ้นเหนือศีรษะขณะพิจารณาภาพใบหน้าที่ถูกวาดขึ้นไว้อย่างสวยงามประกอบด้วยดวงตาและริมฝีปากที่วาดขึ้นด้วยลายเส้นสีดําฝีมือประณีต
“ผมกล้าสาบานได้เลยว่านี่เป็โลงที่ต่อขึ้นในสมัยโรมัน”
“แต่รูปแบบของมัน...”
“ลอว์เรนซ์ รูปที่เขียนไว้บนฝาโลงดูมีชีวิตชีวามากนะ มีแต่ศิลปินชาวโรมันเท่านั้นที่ลอกเลียนแบบลวดลายอันสวยงามในสมัยราชวงศ์ที่สิบเก้าได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้”
“แต่สิ่งนี้มันจะเกิดขึ้นได้ยังไงเพื่อนรัก?”
“คําสาปแช่ง” ซาเมียร์อุทานออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบาราวกับเขาไม่ได้ยินคําถามของลอว์เรนซ์เลยแม้แต่น้อย เขากําลังเขม้นมองตัวอักษรเฮียโรกลิฟฟิคที่เขียนขึ้นไว้รอบรูปที่วาดขึ้นไว้เป็ร่างคน มีตัวอักษรภาษากรีกกับภาษาลาตินอยู่ใต้ลงมา
“จงอย่าแตะต้องพระวรกายของรามเสสผู้ยิ่งใหญ่อย่างเด็ดขาด” ซาเมียร์อ่านดังๆ “มันถูกเขียนขึ้นไว้ทั้งสามภาษาอีกเช่นกัน แต่แค่นี้ก็มากพอจะทําให้ใครก็ตามที่อยากเปิดโลงใบนี้ต้องหยุดคิดได้แล้ว”
“แต่เห็นจะไม่ใช่ผมหรอก” ลอว์เรนซ์ตอบ “คุณไปสั่งให้พวกคนงานเข้ามาได้แล้ว ผมจะจัดการเปิดฝาโลงเดี๋ยวนี้เลย”
ฝุ่นละอองเริ่มจางลงมากแล้ว แถวคบเพลิงที่ยื่นออกมาจากก้านเหล็กที่รายเรียงติดฝาผนังก่อให้เกิดควันคละคลุ้งขึ้นไปจนถึงเพดาน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับลอว์เรนซ์เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาจะต้องทำต่อไปนี้คือตัดเชือกที่มัดอยู่รอบห่อผ้าซึ่งเห็นได้ชัดว่าภายในคือร่างมนุษย์บัดนี้มันถูกยกขึ้นพิงไว้กับผนังด้านหนึ่งของคูหา ฝาโลงที่เป็ไม้แผ่นบางถูกยกขึ้นจึงไว้เคียงข้างกับมัมมี่ด้วยความระมัดระวัง ตอนนี้เขามองไม่เห็นกลุ่มนักข่าวและช่างภาพชายหญิงที่ถอยไปออกันอยู่หน้าประตูทางเข้าและกําลังจรดจ้องมองดูสิ่งที่เขาจะทําต่อไปอย่างเงียบสงบ
ลอว์เรนซ์ยกมีดในมือขึ้นช้าๆ กรีดลงบนเนื้อผ้าลินินที่ห่อหุ้มมัมมี่ไว้อีกชั้นมันหลุดร่วงลงกับพื้นในทันทีเผยให้เห็นร่างที่ถูกห่อไว้ข้างในอย่างชัดเจน
มีเสียงอุทานดังมาจากกลุ่มนักข่าว แสงไฟแฟลชสว่างวาบๆ ติดต่อกันหลายครั้ง แต่กระนั้นลอว์เรนซ์ยังััความเงียบงันที่กําลังเกิดขึ้นกับซาเมียร์ได้ ทั้งสองมองพิจารณาใบหน้าแห้งเหี่ยวใต้ผ้าลินินที่พันทบไว้ แขนและมือเหี่ยวแห้งประสานกันอยู่บนแผ่นอก ดูเหมือนจะมีเสียงช่างภาพคนหนึ่งเอ่ยขออนุญาตเข้ามาดูใกล้ๆ ซาเมียร์หันไปตวาดให้เขาเงียบอย่างขึ้งโกรธ แต่ถึงแม้มีสิ่งขัดจังหวะขึ้นเช่นนี้ลอว์เรนซ์กลับไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เขามองร่างเหี่ยวแห้งลงด้วยกาลเวลาตรงหน้าด้วยอาการสงบ ผ้าที่ห่อกลายเป็สีน้ำตาลอ่อนราวกับสีแห่งทะเลทราย คล้ายกับเขาสามารถจับความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ในสีหน้าของซากศพนั้นได้ แทบได้ยินวาจาที่คล้ายจะเปล่งออกมาจากริมฝีปากเหี่ยวแห้งจนแทบมองไม่เห็นรูปรอยได้ด้วยซ้ำ
มัมมี่ทุกตัวมักจะดูลึกลับทั้งนั้น ถึงแม้ซากแห้งผากเห็นแต่หนังหุ้มกระดูกแต่มันยังทำให้เกิดความรู้สึกว่า...มันมีชีวิตอยู่ในความตาย เขารู้สึกหนาวเยือกทุกครั้งที่เห็นซากศพของชาวอียิปต์โบราณที่ตายมาเนิ่นนาน แต่มันออกจะน่าแปลกตรงที่ว่าเมื่อเขามองดูมัมมี่ตัวนั้นอย่างพินิจพิจารณาในใจพลันบังเกิดความอาวรณ์ลึกๆ มีความลึกลับมากมายที่แฝงอยู่ในซากมัมมี่ของบุรุษผู้เรียกตัวเองว่า...รามเสสผู้เป็ะ และมันคล้ายกับมีความอบอุ่นอย่างเป็สุขบังเกิดขึ้นภายในจิตใจของเขาด้วย ลอว์เรนซ์เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ ใช้มีดกรีดลงบนผ้าห่อชั้นนอกอีกครั้ง จากด้านหลังเขาได้ยินเสียงซาเมียร์ออกคำสั่งให้ช่างภาพออกไปให้พ้นอย่าเกะกะขวางทางเพราะอาจมีอันตรายเกิดขึ้นได้
ลอว์เรนซ์เอื้อมมือออกไปััซากมัมมี่ แต่มันเป็การััที่ทะนุถนอมยิ่งนัก เขาเพียงไล้ปลายนิ้วลงไป แต่แล้วต้องสะดุ้งเมื่อพบว่าซากมัมมี่ไม่ได้แข็งราวกับแท่งหินเช่นที่คิดไว้ในตอนแรก มันมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อััของเขาเหมือนิัยืดหยุ่นได้ซึ่งเป็เื่ที่น่าแปลกมาก
แต่มันมีเหตุผลที่สามารถอธิบายในปฏิกิริยานี้ได้ มีทางเป็ไปได้ว่าผ้าที่พันทบกันอยู่อย่างหนาแน่นอาจจะอ่อนตัวลงด้วยกาลเวลาที่ผ่านไป
เขาพิจารณาใบหน้าซูบตอบแห้งกรังที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าอีกครั้งหนึ่ง มองดูกระบอกตาลึกเป็เบ้ากลมและริมฝีปากบางเฉียบราวกับแผ่นหนัง
“จูลี่...” เขาเผลอเรียกชื่อลูกสาว “ลูกรักของพ่อ ถ้าเพียงแต่ลูกได้มาอยู่ที่นี่กับพ่อในเวลานี้...ถ้าเพียงแต่ลูกได้เห็น...”