ทะลุมิติในยุค 70 มาเป็นภรรยาของหนุ่มบ้านนอกสุดเถื่อน(?)

    บทที่ 25 ความแตกต่างของเสิ่นเสี่ยวเยว่

    บทที่ 25 ความแตกต่างของเสิ่นเสี่ยวเยว่


    เสิ่นเสี่ยวเยว่แค่คิดในใจ มือของเธอก็ปรากฏปืนสีดำขลับกระบอกหนึ่ง เล็งไปที่หน้าผากของชายร่างใหญ่คนนั้นเช่นกัน


    ในทันใดนั้นบรรยากาศก็พลันเงียบสงัด ทุกคนตาเหลือกจนแทบจะหลุดออกมา แต่ไม่มีใครกล้าส่งเสียงออกมาโดยไม่คำนึงถึงชีวิต


    เหตุการณ์บ้าอะไรกันนี่ พวกเขาแค่มาจัดการสาวบ้านนอกคนหนึ่ง ทำไมถึงกลายเป็นการยิงต่อสู้กันไปได้


    เมื่อเผชิญหน้ากับปากกระบอกปืนสีดำสนิท ชายร่างใหญ่คนนั้นก็เริ่มไม่สงบ ทั้งร่างเกร็งจนเห็นได้ชัด


    "มือที่ถือปืนกำลังสั่นอยู่นะ ทำไมล่ะ?"


    เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่หลบไม่หลีก กลับเดินเข้าไปหาอย่างตรง ๆ สายตาของเธอกวาดมองผ่านปืนที่อีกฝ่ายเล็งมาที่เธออย่างเรียบเฉย มุมปากของเธอเผยรอยยิ้มเย็นชาเล็กน้อย


    ชายร่างใหญ่คนนั้นตกตะลึง ไม่คิดว่าแม้แต่เรื่องนี้ก็ไม่สามารถทำให้เสิ่นเสี่ยวเยว่กลัวได้ ยิ่งไม่คิดว่าเสิ่นเสี่ยวเยว่จะมีปืนด้วย


    พื้นที่ชนบทเล็ก ๆ ห่างไกลแห่งนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มีคนแบบนี้ปรากฏตัวขึ้น?


    เสิ่นเสี่ยวเยว่ค่อย ๆ เดินไปข้างหน้าทีละก้าว ในขณะที่เขาก็ถอยหลังทีละก้าวเช่นกัน


    "ปืนกระบอกนี้ไม่ใช่ของนาย แถมในนั้นยังไม่มีกระสุนด้วย ใช่ไหม?"


    "เธอ...เธอรู้ได้ยังไง?" ชายร่างใหญ่ถามด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ


    ปืนกระบอกนี้เขาได้มาจากตลาดมืดเมื่อหลายปีก่อน แต่เดิมธุรกิจที่เขาทำก็ไม่ค่อยสะอาดนัก ที่ซื้อปืนมาก็แค่เพื่อข่มขู่ บางทีในยามคับขันอาจจะใช้ป้องกันตัวได้


    แต่ไม่เคยมีใครมองการแสร้งทำของเขาออกมาก่อน


    มีเพียงผู้หญิงคนนี้เท่านั้น


    เสิ่นเสี่ยวเยว่แค่นเสียงเบา ๆ "แค่จับปืนยังจับไม่เป็นเลย ยังคิดจะใช้ปืนอีกเหรอ? ถ้าในปืนคุณมีกระสุน คุณจะต้องกลัวฉันขนาดนี้หรือไง?"


    คนคนนี้แม้มีประสบการณ์แต่ยังไม่มากพอ แค่พูดนิดหน่อยก็ถูกเธอหลอกเอาได้แล้ว


    ตอนนี้ชายซึ่งเป็นลูกพี่ใหญ่ของเหล่านักเลงได้แต่ยืนนิ่งอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออก


    เรื่องแค่นี้ยังดูออก ดูเหมือนครั้งนี้พวกเขาจะเจอของจริงเข้าให้แล้ว!


    ถ้าเจอคนที่อยู่ในระดับเดียวกัน เขาอาจจะคิดที่จะกลืนกินและแทนที่อีกฝ่ายได้


    แต่เมื่อเจอคนที่เหนือกว่าตัวเองหลายระดับอย่างชัดเจน เขาก็คิดได้แค่อย่างเดียวว่า ต้องไม่ทำให้คนคนนี้โกรธเด็ดขาด


    ชายร่างใหญ่จ้องลูกน้องที่ก่อเรื่องอย่างดุดัน รีบวางปืนลงแล้วยิ้มให้เสิ่นเสี่ยวเยว่พลางพูดว่า "ต้องโทษที่พวกเรามีตาแต่ไม่รู้จักเขาไท่ซาน*[1] หวังว่าคุณจะให้อภัย"


    "ผมชื่อเหอจิ้น เป็นคนขับรถบรรทุก ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรครับ? สนใจจะมาเป็นพันธมิตรกันไหม?"


    เหล่าลูกน้องรอบข้างอ้าปากจนกรามแทบค้าง เมื่อครู่ยังเอาปืนจ่อหัวกันอยู่เลย ตอนนี้กลับจะมาสานสัมพันธ์เป็นพันธมิตรกันซะแล้ว


    สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว


    คนขับรถบรรทุกเหรอ?


    เป็นอาชีพที่ดีนะเนี่ย...


    เสิ่นเสี่ยวเยว่มือก็หมุนปืนเล่นไปช้า ๆ ปากก็พูดว่า


    "พันธมิตรเหรอ? ฉันไม่กล้าหรอก ยังไงฉันก็เป็นคนขี้กลัว ถ้าพวกนายใจดีปล่อยให้ฉันกลับบ้านอย่างปลอดภัย ฉันก็พอใจแล้ว"


    เหอจิ้นยิ้มประจบอย่างระมัดระวัง "จะเป็นไปได้ยังไงล่ะครับ? พวกเราจะกล้ารังแกคนเก่งอย่างคุณได้ยังไง? พวกเราเป็นแค่พวกหยาบคาย ที่ผ่านมาล่วงเกินคุณไปมาก ต้องขอโทษด้วยนะครับ"


    เขาเตะหัวหน้านักเลงคนเมื่อวานที่แอบมาหลบอยู่ด้านหลังอย่างแรง "รีบขอโทษคุณหนูคนนี้เร็วเข้า!"


    นักเลงคนนั้นหมดท่าโอหังไปนานแล้ว โดนเตะทีก็ไม่กล้าพูดอะไร


    เขาได้แต่คุกเข่าลงกับพื้น น้ำตาไหลพราก พลางพูดว่า "คุณผู้หญิงครับ ผมขอโทษ ผมมันไม่มีตาดูคน ขอคุณโปรดให้อภัยคนต่ำต้อยอย่างผมด้วย ผมสัญญาว่าต่อไปจะไม่มายุ่งกับคุณอีก..."


    "ไม่อยากแก้แค้นแล้วหรือ?"


    "ไม่...ไม่กล้าแล้วครับ..."


    เสิ่นเสี่ยวเยว่เดินเข้าไปข้างหน้านักเลงคนนั้น ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเขา เธอก็ยื่นมือคว้าแขนอีกข้างที่ยังดีอยู่ของเขาแล้วบิดอย่างแรง


    กร๊อบ!


    นั่นคือเสียงกระดูกหัก


    "อ๊ากกก!"


    อันธพาลคนนั้นร้องโหยหวนสุดเสียง ความเจ็บปวดจากแขนที่หักทำให้เขาแทบอยากตาย ได้แต่กลิ้งไปมาอยู่บนพื้นด้วยความทรมาน


    แต่เสี่ยวเยว่ยังรู้สึกว่าไม่พอ


    "ถ้าฉันจับได้อีกว่านายไปลวนลามผู้หญิงบ้านไหน หรือทำอะไรไม่ดี..."


    เธอบรรจุกระสุนอย่างคล่องแคล่วแล้วยิงไปที่อันธพาลคนนั้นหนึ่งนัด


    ทุกคนตกใจจนเหงื่อไหลออกมา บางคนที่ขี้ขลาดหน่อยถึงกับเอามือปิดตา ไม่กล้ามองสภาพน่าสยดสยองของนักเลงคนนั้นที่โดนยิง


    นักเลงคนนั้นคิดว่าตัวเองต้องตายแน่ ๆ จึงกรีดร้องออกมาดังลั่นโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น 


    เสี่ยวเยว่แคะหูอย่างรำคาญ "หุบปากซะ เสียงร้องน่ารำคาญจริง ๆ ! "


    เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทุกคนถึงกล้ามองดูอย่างละเอียด


    ที่แท้กระสุนนัดนั้นเฉียดผ่านข้างหูของเขาไป ทิ้งรอยแผลลึกเอาไว้


    "ถ้ามีคราวหน้า ฉันจะเอาชีวิตนาย"


    กลิ่นแปลก ๆ โชยมาจากด้านล่าง ผู้ชายตัวโตคนหนึ่งถึงกลับตกใจจนฉี่ราดใส่กางเกง!


    วิธีการอันโหดเหี้ยมของเธอ ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุต้องหลบตา ก้มหน้าลงไม่กล้าสบตากับเธอ


    ทั้งตกใจทั้งกลัว


    ขณะที่เสิ่นเสี่ยวเยว่กำลังทำสิ่งเหล่านี้ เธอก็ไม่ลืมที่จะสังเกตสีหน้าของเหอจิ้น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไร้ซึ่งความโกรธแค้น นั่นจึงทำให้เธอรู้สึกพอใจไม่น้อย


    เป็นคนที่รู้จักแยกแยะความสำคัญได้ดี


    เมื่อนึกถึงอาชีพขับรถบรรทุกของเขา เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา


    "ฉันชื่อเสิ่นเสี่ยวเยว่ ทุกวันฉันจะไปขายของแถวโรงงานเหล็กในช่วงบ่าย ต่อจากนี้นายคงรู้ว่าต้องทำอะไรนะ"


    พูดจบ เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็ปัดมือ หมุนตัวเดินไปที่จักรยานของเธอ ทุกคนต่างหลีกทางให้เธอโดยอัตโนมัติ


    ไม่มีใครกล้าขวางทาง


    ส่วนปืนกระบอกนั้น เพียงชั่วพริบตาเธอก็เก็บมันกลับเข้าไปในพื้นที่มิติแล้ว แต่ในสายตาของทุกคนกลับกลายเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือที่ลึกล้ำยากจะคาดเดาของเธอ


    เสิ่นเสี่ยวเยว่ปั่นจักรยานจากไปอย่างสบาย ๆ ทิ้งให้พวกผู้ชายเหล่านั้นมองหน้ากันอย่างทำตัวไม่ถูก ส่วนหัวหน้านักเลงที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้มีความผูกพันกับคนคนนี้มากนัก


    หัวหน้าของพวกเขาก็คือ เหอจิ้น


    "พี่เตา ผู้หญิงคนนี้อันตรายเกินไปแล้ว"


    "ใช่ครับพี่เตา ถึงยังไงพวกเราก็แวะมาแถวนี้แค่ปีละสองสามครั้ง เรารีบไปกันเถอะครับ"


    คนกลุ่มนี้ล้วนเป็นคนขับรถบรรทุก ตลอดทั้งปีต้องขับรถไปทั่ว เพียงแต่วันนี้บังเอิญแวะมาพักที่นี่และอยากหาอะไรสนุก ๆ ทำเท่านั้น


    เหอจิ้นจ้องมองไปยังทิศทางที่เสิ่นเสี่ยวเยว่จากไปอย่างครุ่นคิด ก่อนจะพูดว่า "พวกนาย พรุ่งนี้ก็ไปกันก่อนเถอะ ฉันจะอยู่ที่นี่เพื่อรอพบเธอสักหน่อย"


    สำหรับคนแบบเขา แค่หนึ่งหรือสองประโยคก็เข้าใจแล้ว


    บางที นี่อาจจะเป็นโอกาสดีก็ได้


    หลังจากพิจารณาคำพูดของเสิ่นเสี่ยวเยว่อีกครั้ง จึงเสริมว่า "ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ พวกนายทุกคนต้องเก็บเงียบไว้ ห้ามพูดออกไปเด็ดขาด เข้าใจไหม?"


    "เข้าใจครับ" ทุกคนตอบพร้อมกัน


    ทุกคนไม่ใช่คนโง่ เรื่องแบบนี้หากเล่าออกไปก็มีแต่จะเสียหายไม่มีประโยชน์อะไร


    ส่วนนักเลงที่แขนหักทั้งสองข้างนั้น พอส่งถึงโรงพยาบาล พวกเขาก็ไม่ได้สนใจอีก


    ในขณะเดียวกัน เสิ่นเสี่ยวเยว่เพิ่งปั่นจักรยานไปได้ไม่ไกล ก็สังเกตเห็นสวี่หนิงอันยืนรออยู่ที่ริมถนน


    หัวใจของเธอกระตุกวูบ รีบปั่นจักรยานเร็วขึ้น "ทำไมคุณมาอยู่ที่นี่ ที่บ้านมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?"


    'เขาคงไม่เห็นอะไรหรอกใช่ไหม?'


    สวี่หนิงอันส่ายหน้าพลางกล่าว "ไม่มีอะไรหรอก แค่ผมเห็นว่ามันค่อนข้างดึกแล้ว กลัวว่าคุณจะกลัวถ้าอยู่คนเดียว เลยมารับหน่อย"


    เขาแกะห่อกระดาษน้ำมันในมือออก ข้างในมีขนมหวานอยู่หลายชิ้น


    "ถ้าหิวก็กินนี่ประทังท้องไปก่อนนะ"


    เสิ่นเสี่ยวเยว่หยิบขนมหวานขึ้นมากัดชิ้นหนึ่ง ความหวานของขนมแผ่ซ่านถึงหัวใจ จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่าการที่ตัวเองต้องดิ้นรนอยู่ข้างนอก แต่พอกลับบ้านแล้วมีคนรออยู่ก็ไม่เลวเหมือนกัน


    "คุณขี่จักรยานแทนฉันหน่อยได้ไหม ฉันเหนื่อยนิดหน่อย"


    เธอเงยหน้าขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเล็กน้อย ถ้ากลุ่มนักเลงเมื่อสักครู่เห็นท่าทางของเธอในตอนนี้ ลูกตาคงจะถลนออกมาด้วยความตกใจแน่


    ช่างแตกต่างกันมากเกินไปแล้ว!


    "ได้สิ แน่นอน"


    สวี่หนิงอันตอบรับด้วยความยินดีพร้อมอุ้มเสิ่นเสี่ยวเยว่ลงจากอานจักรยานไปนั่งที่เบาะหลัง แล้วส่งห่อกระดาษน้ำมันให้เธอ ให้เธอนั่งกินไปพลาง ๆ


    เขาปั่นจักรยานได้นิ่งมาก พาเธอผ่านทุ่งนาแล้วทุ่งนาเล่า ค่อย ๆ เคลื่อนไปตามถนนเส้นเล็ก ๆ


    ชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาเห็นพวกเขา ก็ทักทายอย่างเป็นมิตร "หัวหน้าสวี่ เวลานี้ยังต้องมารับภรรยากลับบ้านอีกเหรอ?"


    "วันนี้ไม่ยุ่งน่ะครับ" สวี่หนิงอันหยุดทักทายกับพวกเขา


    คนแก่คนหนึ่งทำเสียงจุ๊ปากด้วยความแปลกใจ "ไม่นึกว่าไอ้หนูนี่จะรู้จักเอาใจใส่ภรรยาขนาดนี้ แต่ก่อนไม่เห็นเป็นแบบนี้เลยนะ"


    "ใครว่าล่ะ พี่อันเป็นคนดีมาตลอดนะ" คนหนุ่มอีกฝั่งไม่พอใจจึงพูดแทรกขึ้นมา


    สวี่หนิงอันหัวเราะเบา ๆ ตัดบทการถกเถียงของพวกเขา "พวกเรายังมีธุระต้องทำที่บ้าน ขอตัวก่อนนะครับ"


    "เฮ้อ คู่สามีภรรยานี่ ชีวิตช่างหวานชื่นกันจริง ๆ "


    คนอื่น ๆ มองดูทั้งสองคนจากไปด้วยความอิจฉา ใครจะคิดว่าสะใภ้ที่แต่งเข้ามาไม่ถึงเดือน ก็ทำให้สกุลสวี่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขนาดนี้


    หนี้สินหมดไป เงินทองก็มีมากขึ้น ชีวิตก็ดูมีความหวังมากขึ้นเรื่อย ๆ แทบทุกวันจะต้องได้กลิ่นหอมของเนื้อสัตว์โชยมาจากบ้านสกุลสวี่


    สะใภ้ของสกุลสวี่คนนี้ช่างเป็นคนที่มีบุญจริง ๆ !


    [1] มีตาแต่ไม่รู้จักเขาไท่ซาน (有眼不识泰山) เปรียบเทียบกับประโยคไทยที่คุ้นเคยกันคือ 'มีตาแต่หามีแววไม่' ใช้เพื่อพูดยกย่องผู้อื่น

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติในยุค 70 มาเป็นภรรยาของหนุ่มบ้านนอกสุดเถื่อน(?) ที่คุณอ่าน

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808